
เก้าอี้พลาสติกสีฟ้าตัวนั้นไม่มีอยู่ในผัง
เมษามั่นใจ เพราะเธอเป็คนวาดผังเองกับมือ เก้าอี้ประชาชนสามสิบตัวเรียงห้าแถว แถวละหก เว้นทางเดินกลางหนึ่งเมตรยี่สิบเิเ โต๊ะฝ่ายประธานสามที่ โต๊ะรับลงทะเบียนหนึ่งที่ และพื้นที่ด้านหลังสำหรับกล้องของงานประชาสัมพันธ์—ไม่มีเก้าอี้ตัวไหนควรตั้งโดดเดี่ยวอยู่หน้าห้อง หันหลังให้ประธาน และหันหน้าเข้าหาคนทั้งหมู่บ้านเหมือนกำลังรอให้ใครสักคนขึ้นไปนั่งรับคำร้องเรียน
“ใครเอามาวางคะ”
คนงานสองคนที่กำลังลากสายไฟส่ายหน้าพร้อมกัน แม่ใหญ่บัว ผู้ดูแลศาลใต้ต้นมะขาม ทำเป็ไม่ได้ยินทั้งที่ยืนห่างไปไม่ถึงสามก้าว
เมษาก้มดูนาฬิกา บ่ายสามโมงครึ่ง อีกหนึ่งชั่วโมงประชาคมจะเริ่ม เธอยังต้องเช็กเอกสารงบฝาย ตรวจเครื่องบันทึกเสียง และเตือนฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็ครั้งที่สามว่าห้ามถ่ายใบหน้าผู้ร้องเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต
เก้าอี้นอกผังจึงเป็ปัญหาเล็กที่สุดในห้อง และปัญหาเล็กที่สุดควรถูกแก้ก่อนที่มันจะหาเพื่อนมาเพิ่ม
เธอจับพนักพิง ยกมันขึ้น
กลิ่นดินหลังฝนลอยขึ้นมา ทั้งที่แดดนอกหน้าต่างยังขาวจัดจนลานปูนสั่นระริก
เมษาหยุดเพียงครึ่งวินาที ก่อนย้ายเก้าอี้ไปชิดผนัง
“ที่เดิมเขาอยู่ตรงนั้น” แม่ใหญ่บัวพูด
“ใครคะ”
“แขก”
“ถ้าเป็ผู้เข้าร่วมประชาคม ให้นั่งตามลำดับที่ลงทะเบียนค่ะ”
แม่ใหญ่บัวมองเธอเหมือนมองเด็กที่เพิ่งประกาศว่าจะจัดแนวต้นข้าวด้วยไม้บรรทัด แต่ไม่ได้เถียง แกเพียงเดินไปยกเก้าอี้กลับมาตั้งที่เดิม
เมษาสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
“แม่ใหญ่คะ ทางเดินต้องโล่งตามข้อกำหนดความปลอดภัย”
“เขานั่งตรงนี้มาแปดสิบกว่าปี ไม่เคยขวางทางใคร”
“อาคารนี้เพิ่งสร้างสิบเอ็ดปีค่ะ”
“ก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
เสียงหัวเราะดังจากประตู ครูใบตองยืนกอดแฟ้มสีชมพูอยู่ตรงนั้น ผมที่รวบลวก ๆ มีดินสอเสียบไว้แทนกิ๊บเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ต่างเพียงใต้ตาของเธอคล้ำขึ้น และรอยยิ้มรู้จักระวังตัวมากขึ้น
“ให้ตั้งเถอะเมษา” ใบตองว่า “เดี๋ยวฉันขยับแถวแรกถอยไปเอง”
“นี่ไม่ใช่เื่ความเชื่อ เป็เื่ทางหนีไฟ”
“เธอก็ยังพูดเหมือนหนังสือราชการเดินได้เหมือนเดิม”
“หนังสือราชการอย่างน้อยก็มีเลขรับ”
ใบตองยิ้ม แต่ไม่ได้หัวเราะ ครู่หนึ่งเมษารู้สึกเหมือนพวกเธอยังยืนอยู่หน้าโรงเรียนหลังเลิกแถว คนหนึ่งพยายามลากอีกคนกลับบ้าน อีกคนยืนยันว่าต้องทำเวรให้เสร็จก่อน แล้วระยะเวลาสิบสองปีระหว่างนั้นก็กลับมาวางตัวอยู่กลางห้อง
เครื่องพิมพ์หลังโต๊ะลงทะเบียนส่งเสียงครืด
ทั้งสามคนหันไปพร้อมกัน
กระดาษไม่ได้อยู่ในถาด สายไฟยังม้วนอยู่บนพื้น แต่ลูกกลิ้งข้างในหมุนหนึ่งรอบช้า ๆ แล้วหยุด
“เครื่องเก่า” เมษาพูด
“เพิ่งซื้อปีที่แล้ว” ใบตองตอบ
“งั้นก็ของใหม่ที่มีปัญหา”
แม่ใหญ่บัวพยักหน้าอย่างพอใจ “ใช่ ของใหม่มักมีปัญหา”
เมษาไม่ต่อความ เธอเดินไปเสียบปลั๊กเครื่องพิมพ์ ใส่กระดาษ และพิมพ์หน้าทดสอบออกมาหนึ่งแผ่น ทุกอย่างปกติ ไม่มีหมึกประหลาด ไม่มีข้อความจากโลกหน้า มีเพียงตราสัญลักษณ์ อบต. ที่สีเขียวเพี้ยนไปเล็กน้อย
ปัญหาแรกของวันจบลงตรงนั้น ถ้าไม่นับว่าเมื่อเมษาหันกลับมา เก้าอี้สีฟ้าถูกเลื่อนเข้าที่กลางห้องอย่างเรียบร้อยแล้ว
เธอตัดสินใจบันทึกไว้ในใจว่าเป็เื่ที่ต้องถามภายหลัง
ตอนสี่โมงยี่สิบ ศาลาอเนกประสงค์เต็มเกินจำนวนเก้าอี้ที่เตรียมไว้
คนกลุ่มแรกมาร้องเื่ถนนเลี่ยงหนอง คนกลุ่มที่สองมาคัดค้านการย้ายศาล คนกลุ่มที่สามไม่ได้สนใจทั้งถนนหรือศาล แต่อยากรู้ว่างบซ่อมฝายถูกย้ายไปทำป้ายเทศกาลจริงหรือไม่ กลุ่มเ้าของร้านเห็นด้วยกับถนนแต่ไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งตลาดใหม่ กลุ่มลูกหนองถือแผนที่ทางน้ำเก่าเข้ามาสามม้วน และนายหน้าจากรีสอร์ตนั่งยิ้มอยู่หลังสุดโดยไม่แสดงความเห็นอะไร
ใบตองพาเด็กนักเรียนสามคนกับตาเพิ่มซึ่งหูไม่ค่อยได้ยินมานั่งด้านหน้า เธอเลื่อนเก้าอี้ให้ทุกคน แต่เว้นตัวสีฟ้าไว้
นนท์ยืนข้างประตู ถือโทรศัพท์ติดด้ามกันสั่น หน้าจอสะท้อนคำว่า LIVE สีแดง
เมษาเดินตรงไปหาเขา
“ขอให้ปิดการถ่ายทอดก่อนค่ะ ยังไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เข้าร่วม”
“ผมถ่ายบรรยากาศครับ ไม่ถ่ายหน้าคน”
ด้านหลังนนท์มีหน้าชาวบ้านสิบกว่าคนเรียงอยู่ในจอ
เมษาไม่พูดอะไร เธอเพียงมองหน้าจอ แล้วมองเขา
“โอเคครับ” นนท์ลดโทรศัพท์ลง “พักไลฟ์ก่อนก็ได้ แต่ถ้ามีการใช้งบไม่โปร่งใส ประชาชนมีสิทธิ์—”
“ประชาชนมีสิทธิ์รับข้อมูล และมีสิทธิ์ไม่ถูกถ่ายทอดใบหน้าโดยไม่ยินยอมเหมือนกันค่ะ”
นนท์กดหน้าจอ สีแดงหายไป เขายิ้มให้เธอแบบคนที่ยอมแพ้เฉพาะประโยคนี้ ไม่ใช่ทั้งา
ยายแสงเดินแทรกระหว่างเก้าอี้พร้ะกร้าขวดน้ำ แกจำได้ว่าใครกินหวานไม่ได้ ใครต้องใช้หลอด และใครชอบน้ำอุณหภูมิห้อง พอมาถึงเมษา แกยื่นขวดที่เย็นกว่าขวดอื่นให้
“เอาไว้ก่อน เดี๋ยวปวดหัว”
“ขอบคุณค่ะยาย”
ยายแสงมองป้ายชื่อบนอกเธอ ทั้งที่รู้จักชื่อเธอมาั้แ่เกิด สายตาหยุดตรงนามสกุลนานกว่าปกติ
“กลับมาคราวนี้ หน้าเหมือนพ่อขึ้นนะ”
เมษารับขวดน้ำ “เขาว่าหนูเหมือนแม่มากกว่าค่ะ”
“ก็ดีแล้ว”
ยายแสงเดินต่อไป ก่อนที่เมษาจะทันถามว่าดีอย่างไร
สี่โมงครึ่ง นายก อบต. เคาะไมโครโฟนสามครั้ง เสียงป๊อก ๆ ทำให้ทุกคนค่อย ๆ นั่งลง ยกเว้นผู้ชายสองคนที่ยังเถียงกันเื่แนวถนนอยู่หลังห้อง และแม่ใหญ่บัวที่ยืนข้างเก้าอี้สีฟ้าราวกับเป็เ้าหน้าที่ต้อนรับ
เมษาเปิดแฟ้ม
“การประชาคมวันนี้มีสามวาระค่ะ หนึ่ง รับฟังความคิดเห็นโครงการปรับปรุงถนนเลียบหนอง สอง การบริหารพื้นที่ศาลเดิมที่อาจได้รับผลกระทบ และสาม การจัดลำดับงบซ่อมฝายกับงบเทศกาล—”
“ศาลไม่ย้าย” เสียงหนึ่งดังจากแถวผู้เฒ่า
“ถ้าไม่ย้าย ถนนก็อ้อมเข้าที่ผม!” อีกเสียงตอบ
“ถนนยังไม่ทันสร้าง รีสอร์ตขึ้นป้ายรอแล้ว แบบนี้เรียกรับฟังหรือรับเงินมาแล้ว”
“ระวังคำพูดด้วยนะครับป้า ไลฟ์—”
นนท์หยุดเมื่อเมษาหันมอง
เมษายกมือ “ทุกคนจะมีเวลาพูดเท่ากัน กรุณาแจ้งชื่อก่อนแสดงความคิดเห็น และพูดผ่านไมโครโฟนเพื่อบันทึกลงรายงานค่ะ”
“ปู่คงไม่มีบัตรประชาชน ต้องแจ้งชื่อไหม” เด็กคนหนึ่งถาม
เสียงหัวเราะกระจายทั่วห้อง
เมษารอให้เงียบ “ถ้าปู่คงประสงค์แสดงความคิดเห็น ก็ต้องดำเนินการเหมือนผู้เข้าร่วมคนอื่นค่ะ”
แม่ใหญ่บัวพึมพำว่า “ได้ยินแล้วนะ”
การประชุมดำเนินไปได้สิบเก้านาที ตามความหมายกว้างที่สุดของคำว่า “ดำเนินไป” แล้ววนกลับมาที่คำถามเดิมด้วยถ้อยคำใหม่อีกเกือบครึ่งชั่วโมง
ฝ่ายพัฒนาเสนอว่าศาลย้ายได้เพียงสิบห้าเมตรและสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ผู้เฒ่าตอบว่าความใหญ่ไม่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มลูกหนองกางแผนที่ชี้ว่าทั้งถนนและรีสอร์ตทับแนวทางน้ำเก่า นายหน้ารีสอร์ตยืนยันว่าทุกอย่างมีใบอนุญาต ครูใบตองถามว่าเหตุใดไม่มีใครพูดถึงเส้นทางไปโรงเรียนเมื่อน้ำขึ้น ส่วนนนท์ยกโทรศัพท์ขึ้นสองครั้งและลดลงเองทั้งสองครั้งเมื่อสบตาเมษา
ยายแสงไม่แย่งไมค์ แกเพียงเดินเติมน้ำให้คนที่ะโจนคอแห้ง และพูดทีละประโยคจนคนเ่าั้ลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
เมษาจดชื่อ ข้อเสนอ และข้อคัดค้านลงตาราง เธอแบ่งทุกอย่างเป็หมวดหมู่ได้ ถนน น้ำ งบประมาณ กรรมสิทธิ์ ความปลอดภัย มีเพียงคำว่า “ปู่คงไม่ยอม” ที่ยังหาช่องลงไม่ได้
ห้าโมงสิบหก นาทีบนหน้าปัดนาฬิกาเดินช้าลงอย่างมองเห็นได้
เข็มวินาทีกระตุกค้างระหว่างเลขสิบเอ็ดกับสิบสอง
พัดลมเพดานหมุนช้าลงพร้อมกันทั้งหกตัว เสียงสนทนายืดยาวต่ำลงครู่หนึ่ง เหมือนห้องทั้งห้องถูกจุ่มลงในน้ำ ก่อนทุกอย่างจะหยุด
ไฟดับ
ความเงียบอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวินาที เสียงคนร้องถามก็ะเิขึ้น หน้าจอโทรศัพท์สว่างพรึบ นนท์ยกกล้องโดยสัญชาตญาณ นายก อบต. สั่งให้คนไปดูเบรกเกอร์
แล้วกลิ่นดินหลังฝนก็กลับมา
ไม่ใช่กลิ่นบางเบาเหมือนตอนบ่าย แต่เข้มจนเมษานึกถึงดินริมหนองติดฝ่าเท้าเมื่อตอนเด็ก นึกถึงประตูบ้านที่พ่อเปิดทิ้งไว้ในคืนหนึ่ง และเสียงแม่พูดว่าอย่าออกไป
เครื่องบันทึกเสียงบนโต๊ะประชุมติดขึ้นเอง
เมษาจำได้ว่าเธอถอดแบตไว้วางข้างเครื่องเพื่อเปลี่ยนก้อนใหม่ แบตสองก้อนยังอยู่ตรงนั้น
ไฟสีแดงบนเครื่องกะพริบ
17:17
เก้าอี้สีฟ้ามีคนนั่งอยู่
สำหรับเมษา เขาดูคล้ายชายชราที่เคยนั่งปลายเตียงพ่อในคืนฝนตก ทั้งที่เธอรู้ดีว่าไม่มีใครนั่งตรงนั้น
“เสื้อขาวคนนั้นเข้ามาตอนไหน” ใบตองพึมพำ
“ไหนครับ ผมเห็นแต่เงา” นนท์ยกโทรศัพท์ขึ้น ภาพบนจอมีเพียงเก้าอี้ว่าง ขณะที่เด็กด้านหน้ากระซิบเถียงกันว่าปู่คงอ้วนกว่านี้และสวมหมวกฟาง
เมษาไม่หันไปถามยายแสงว่าเห็นอะไร แกกำขวดน้ำแน่นและไม่ละสายตาจากเก้าอี้
“ประชุมกันมานานแล้ว” ชายชราพูด “ถึงวาระข้าหรือยัง”
ไม่มีลำโพงตัวไหนควรทำงาน แต่เสียงของเขาดังจากทุกมุมห้อง
เมษากำขอบแฟ้ม เธอยืนขึ้นเพราะคนรับผิดชอบการประชุมควรยืนเมื่อมีผู้ร้องเรียนใหม่ ไม่ใช่เพราะเข่าของเธอเริ่มเย็น
“ขอชื่อ–นามสกุลกับเื่ที่้าร้องเรียนค่ะ”
ชายชราเลิกคิ้ว
“ปู่คง” แม่ใหญ่บัวกระซิบ
“‘เทพประจำหมู่บ้าน’ ไม่ใช่ชื่อในทะเบียนราษฎร” เมษาพูดต่อ
ชายชรายิ้มช้า ๆ “ข้าอยู่มาก่อนทะเบียนของเอ็งอีก แล้วจะให้ไปขอสำเนาจากใคร”
เสียงหัวเราะหลุดจากหลายมุม เป็เสียงหัวเราะแบบเดียวกับตอนฝนตกกลางงานกลางแจ้ง—ไม่ใช่เพราะเื่ตลกนัก แต่เพราะไม่มีใครรู้ว่าควรทำหน้าอย่างไร
เมษาไม่หัวเราะ “ถ้าเป็การแสดง ขอให้ยุติค่ะ และใครควบคุมระบบเสียง กรุณาเปิดไฟฉุกเฉิน”
“ข้ามิได้มาร้องเรียน” ปู่คงว่า “มาลาออก”
คราวนี้ไม่มีใครหัวเราะ
“ครบกำหนดคืนเดือนดับ อีกเจ็ดวันข้าจะส่งคืนชื่อ หน้าที่ และของที่พวกเอ็งฝากไว้ ผู้รับ่ต้องรู้ว่ารับอะไร ต้องเต็มใจ และต้องให้คนต่างรุ่นต่างกลุ่มยอมรับ ถ้าไม่มี—”
เสียงของเขาสะดุด
ชั่วขณะหนึ่ง เมษาได้ยินน้ำไหลเชี่ยวทั้งที่หนองอยู่ห่างออกไป เสียงกระแทกไม้ เสียงคนะโชื่อใครบางคน และเสียงเด็กไออยู่ในความมืด
ปู่คงหันมามองเธอเต็มตา ก่อนเหลือบไปทางแม่ใหญ่บัว
“เอ็ง...” เขาชะงัก “ชื่ออะไรนะ”
แม่ใหญ่บัวหน้าซีด “บัวไงพ่อปู่”
“ข้ารู้ ลองใจเฉย ๆ” ปู่คงตอบเร็วเกินไป แล้วหันหนี
“ถึงเวลาคืนชื่อแล้ว”
เครื่องบันทึกเสียงส่งเสียงซ่า
คำถามถาโถมทันที งานเทศกาลยังจัดไหม ของแก้บนที่ค้างต้องส่งให้ใคร ใครจะดูน้ำ ถ้าไม่มีผู้สืบทอดฝนจะตกหรือไม่ ลูกหลานที่อยู่กรุงเทพฯ มีสิทธิ์ออกเสียงไหม ศาลต้องย้ายก่อนหรือหลังเกษียณ และตำแหน่งนี้มีเงินเดือนหรือเปล่า
ใบตองถามว่า “ถ้าไม่มีคนรับ เด็กกับโรงเรียนจะเป็อะไรไหมคะ”
นนท์ยกกล้องขึ้น แสงบนหน้าจอของเขาจับภาพเพียงเก้าอี้ว่าง
ยายแสงถามว่า “คนรับ่มีสิทธิ์ปฏิเสธหลังรู้ของที่ค้างหรือเปล่า”
ปู่คงมองแกนานกว่าคนอื่น “ต้องมี”
เมษาเคาะโต๊ะ “หยุดก่อนค่ะ เื่นี้ไม่มีวาระ ไม่มีเอกสารประกอบ และไม่มีฐานกฎหมายรองรับ เราจะไม่ลงมติเื่ตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริง”
“ไม่มีอยู่จริงแล้วเขานั่งอยู่ตรงไหนล่ะ” ใครบางคนถาม
“คำบอกเล่าในห้องยังไม่ตรงกัน ภาพในโทรศัพท์ก็ไม่มี อาจเป็การฉายภาพ เสียงส่งผ่านอุปกรณ์ หรือการจัดฉาก—”
“คราวพ่อเมษาก็เพราะไม่ฟังปู่คง” เสียงจากหลังห้องดังขึ้น
ทุกอย่างในห้องหยุดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เกี่ยวกับไฟ
เมษาวางปากกา
“อย่าเอาเื่พ่อฉันมาใช้สนับสนุนข้อเสนอที่พิสูจน์ไม่ได้”
คำว่า “ค่ะ” หายไปจากปลายประโยค
ปู่คงไม่ยิ้ม เขาดูแก่ขึ้นในทันที รอยย่นลึกจนเหมือนดินแตกระแหง “เื่พ่อเอ็ง ข้าก็มีส่วนที่ยังไม่ได้พูด”
ยายแสงหลบตา
เมษาเห็น และเก็บภาพนั้นไว้ในช่องเดียวกับเก้าอี้นอกผัง เครื่องพิมพ์ไร้ไฟ และเครื่องบันทึกไร้แบต—ช่องที่เธอยังไม่ยอมตั้งชื่อ
ปลายปากกากดลงบนกระดาษจนทะลุ มือของเมษาสั่นเพียงครั้งเดียว แต่ครั้งเดียวก็มากพอให้ตัวหนังสือที่เธอจดมาตลอดบ่ายขาดเป็รอยดำ เธอวางปากกา กดฝ่ามือกับขอบโต๊ะ และหลีกไม่มองยายแสง
“เื่นั้นไม่เกี่ยวกับวาระนี้” ใบตองพูดขึ้น เสียงไม่ดังแต่ทำให้คนที่พาดพิงพ่อเมษาเงียบ “ถ้าจะถามเมษา ก็ถามเื่งานของเธอ” จากนั้นเธอหันมาหาเมษา “แต่เธอต้องฟังเขาให้จบเหมือนกัน”
นนท์มองภาพบนจอ แล้วใช้นิ้วกดหยุดบันทึกก่อนลดโทรศัพท์ลงจริง ๆ
“เลิกประชุมค่ะ” เธอพูด แล้วต้องกลืนน้ำลายก่อนเริ่มใหม่ “ฝ่ายอาคารไปตรวจระบบไฟ คุณนนท์ปิดการถ่ายทอด ครูใบตองช่วยนับจำนวนคนในห้อง ขอความร่วมมือทุกคนอยู่ให้ถ่ายสำเนาเอกสารและเก็บคำให้การก่อน อย่าเพิ่งนำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องออกไป”
“ขอความร่วมมือนะ ไม่ใช่กักคน” ใบตองย้ำกับทั้งห้อง ก่อนสบตาเมษา
เธอเดินไปถอดปลั๊กลำโพงออกจากผนังด้วยตัวเอง
เสียงปู่คงยังดังอยู่
“เื่พ่อเอ็ง ข้าจะตอบเมื่อถึงเวลา” เขาพูดเรียบ ๆ
ความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงเดิมจะกลับมา “แต่เ้าหน้าที่นี่เลิกงานตรงเวลาดีจริง”
“คุณยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกค่ะ”
“ข้าไม่ได้อยู่ในทะเบียน จะกักตัวตามข้อไหน”
เมษาหันกลับไป เก้าอี้สีฟ้าว่างเปล่าแล้ว
ไฟกลับมา พัดลมทั้งหกตัวกระตุกก่อนหมุนต่อ นาฬิกาขยับจาก 17:17 เป็ 17:18 พร้อมเสียงดังแกร๊ก ทุกคนเริ่มพูดพร้อมกันอีกครั้ง
เครื่องพิมพ์หลังโต๊ะลงทะเบียนทำงาน
ครั้งนี้มันมีกระดาษ
แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องใด
กระดาษวาระประชาคมไหลออกมาจากกองที่เมษาใส่ไว้ตอนบ่ายทีละแผ่น เครื่องหยุดทันทีเมื่อถาดว่าง ทุกแผ่นเหมือนฉบับเดิม ยกเว้นบรรทัดใหม่ใต้หัวข้อที่สาม หมึกสีดำเปียกจนสะท้อนแสง
วาระเร่งด่วน: การส่งมอบหน้าที่ผู้ดูแลพันธสัญญา
ผู้ประสานงาน: นางสาวเมษา
เวลาคงเหลือ: 6 วัน 23 ชั่วโมง 59 นาที
เมษาหยิบแผ่นแรกขึ้นมา หมึกไม่เลอะนิ้ว เธอเทียบกับแผ่นที่สอง แผ่นที่สาม ตัวอักษรอยู่ตำแหน่งเดียวกันทุกมิลลิเมตร
“ปิดประตูไว้ก่อนค่ะ” เธอบอก
“จะจับผีเหรอพี่” เด็กคนหนึ่งถาม
“จะเก็บหลักฐาน”
นอกหน้าต่าง เสียงปูนแตกร้าวดังมาจากทางต้นมะขาม คนทั้งห้องหันไปมองศาลหลังเล็กพร้อมกัน เงาบนหลังคาทรุดลงเส้นหนึ่ง ทั้งที่ไม่มีลม
เครื่องบันทึกไร้แบตเล่นเสียงขึ้นมาเองเป็ครั้งสุดท้าย
เสียงน้ำไหลอยู่เื้ั ก่อนปู่คงจะถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยแต่ยังเจือความขบขัน
“ทีนี้ รับเื่หรือยัง”
เมษามองเอกสารในมือ มองประตูที่เธอเพิ่งสั่งให้ปิด และมองคนทั้งหมู่บ้านซึ่งกำลังรอให้เธอบอกว่าควรทำอะไรต่อไป
เธอไม่เชื่อเื่เทพ
แต่หนังสือทุกฉบับมีชื่อเธอ และในชีวิตราชการ เมษารู้ดีว่าปัญหาบางอย่างเริ่มมีอยู่จริงั้แ่วินาทีที่มีผู้ลงรับ