Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 106 การเรียนของเมอร์ลิน

    ตอนที่ 106 การเรียนของเมอร์ลิน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     


    ความจริงห้องสมุดแห่งนี้จะปิดลงเวลาเที่ยงคืนและจะเปิดให้บริการในเวลาเจ็ดโมงเช้า


    เวลานี้เป็นเวลาห้าโมงเย็น เมอร์ลินมองดูนาฬิกาพกก็รู้ว่าได้เวลากลับบ้านแล้ว


    เขาไม่ชอบใส่นาฬิกาข้อมือแต่ชอบพกนาฬิกาพกมากกว่า ซึ่งนาฬิกาพกอันนี้ก็เป็นวัตถุเวทมนตร์ชิ้นหนึ่งที่ออสตินมอบให้ รูปร่างของมันไม่ต่างไปจากนาฬิกาพกสีเงินทั่วไป แต่มันสามารถเดินเวลาได้เที่ยงตรงและใช้งานได้ยาวนานหลายร้อยปี


    เมอร์ลินติดต่อมาร์เทลที่รอเขามาตั้งแต่สี่โมงเย็น


    เขาเดินออกจากอาคารพร้อมกับเคลบี้ ทั้งสองพูดคุยกันมาตลอดทาง 


    เมอร์ลินพบว่าผู้ชายคนนี้สามารถหาเรื่องคุยได้ตลอดเวลาเป็นคนที่ชอบการพูดคุยมาก


    “ท่านเมอร์ลิน” มาร์เทลจูงจักรยานเดินเข้ามา สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่เดินมาด้วยกัน เมื่อเห็นเข็มกลัดสีทองสามดาว ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น


    “มาร์เทล คุณมาแล้ว” เมอร์ลินกล่าว


    “นี่เคลบี้เพื่อนใหม่ของฉัน เย็นนี้เขาจะเลี้ยงข้าวฉันรวมทั้งคุณด้วย”


    “เพิ่มมาอีกคนหรอ?” เคลบี้เอ่ยถาม


    “ไม่ได้หรอ?”


    “แน่นอนว่าได้ ถึงฉันจะไม่ได้ร่ำรวยเหมือนแต่ก่อน แต่เงินเลี้ยงข้าวแค่มื้อเดียวฉันจ่ายได้แน่นอน งั้นรอเดี๋ยวฉันไปเอาจักรยานของฉันก่อน” กล่าวจบเคลบี้ก็รีบเดินไปเอาจักรยานของเขาในทันที


    ใช่แล้ว คุณชายตกอับอย่างเขากลายมาเป็นคนธรรมดาและใช้ชีวิตธรรมดา เขาไม่มีคนติดตามรับใช้และต้องทำสิ่งอื่นๆ ตามกำลังของตนเอง


    “คุณเมอร์ลิน เขา ...”


    ยังไม่ทันที่มาร์เทลจะได้กล่าวจบ เมอร์ลินก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างรู้ทัน


    “เพื่อนใหม่ของฉันเป็นเจเฮริสที่ตกอับน่ะ ดูเหมือนสถานการณ์ครอบครัวของเขาจะแย่กว่าพ่อฉันอีก” เมอร์ลินกล่าวอย่างรวบรัด


    มาร์เทลไม่ใช่คนเขลา เขาเข้าใจในสิ่งที่เมอร์ลินกล่าวในทันที


    “ไปกันเถอะ” เคลบี้กลับมาพร้อมกับจักรยานคู่ใจของเขา


    แม้สภาพชีวิตของเขาในตอนนี้จะไม่ใช่คุณชายเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นชนชั้นกลางที่มีอันจะกิน สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ฟุ่มเฟือย


    เคลบี้ในอดีตแน่นอนว่าไม่ใช่คนแบบนี้ เขาเคยใช้เงินแบบไฟไหม้ฟางแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเงินให้ใช้อย่างไม่ขาดมือ แต่ในตอนนี้ทุกอย่างนั้นต่างออกไป เขานั้นต้องยอมรับสภาพของตนเองให้ได้


    เมอร์ลินซ้อนจักรยานของมาร์เทล


    จักรยานสองคันถูกปั่นออกไปจากเขตของมหาวิทยาลัยและมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ๆ


    เคลบี้เป็นคนนำทาง เขาพาเมอร์ลินแวะกินข้าวร้านอาหารร้านหนึ่งที่มีบรรยากาศดี


    เมืองมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงเรื่องเป็นย่านที่อยู่อาศัย นอกจากจะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแล้ว สถานที่อำนวยความสะดวกก็ครบครัน และสิ่งที่มีมากที่สุดก็คือร้านอาหารหรือคาเฟ่ดีๆ เพราะเป็นย่านที่เหมาะสำหรับประกอบธุรกิจนี้มากที่สุด


    พวกเขาสามคนกินไปคุยไป และนั่นก็ทำให้รู้ว่ามาร์เทลกับเคลบี้มีอายุไม่ห่างกันมากนัก


    อย่างไรก็ตามสถานะของพวกเขานั้นต่างกัน หนึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาและหนึ่งเป็นคุณชายตกยาก แต่ถึงอย่างนั้นเคลบี้ก็ยังมีภาษีที่ดีกว่า เพราะการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทำให้คุณชายคนนี้สามารถยกระดับพลังเวทเป็นสามวงเวทได้ ส่วนมาร์เทลยังติดอยู่ที่วงเวทที่สองเท่านั้น


    การทานอาหารเย็นวันนี้ได้ละลายพฤติกรรมของพวกเขาอย่างรวดเร็ว


    เมอร์ลินเองก็เข้ากับพวกเขาได้เป็นอย่างดี


    เคลบี้แลกตารางเรียนกับเมอร์ลินเพื่อหาเวลาว่างให้เมอร์ลินติวหนังสือ


    ตอนนี้เขารู้แล้วว่าการเรียนกับเด็กน้อยผมสีเงินทำให้เขาได้รับประโยชน์มากเท่าใด


    ในวันรุ่งขึ้นเมอร์ลินเข้าเรียนวิชาอื่น วันนี้เขามีเรียนถึงสามวิชา


    แต่พอเขาได้นั่งฟังในห้องเรียนก็พบว่าเนื้อหาการสอนของอาจารย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เขารู้พวกมันทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะเนื้อหาเหล่านี้ล้วนนำมาจากหนังสือทั้งสิ้น แม้ว่าพวกมันจะมาจากหนังสือหลายเล่มก็ตาม ซึ่งหนังสือพวกนี้เมอร์ลินได้อ่านพวกมันทั้งหมดแล้ว


    นอกจากนี้เมอร์ลินก็พบว่านักศึกษาที่เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนก็แทบจะไม่ถามอาจารย์ผู้สอน นั่นจึงทำให้การเรียนเป็นไปอย่างน่าเบื่อสำหรับเขา


    เมื่อไม่มีแนวคิดใหม่ๆ ทางด้านวิชาการเกิดขึ้น เมอร์ลินก็เริ่มที่จะไม่ให้ความสนใจ


    นั่นจึงทำให้เขาเลือกที่จะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดมากกว่า


    “เจอกันอีกแล้วนะหนุ่มน้อย” บรรณารักษ์ผู้เป็นหญิงชราสวมแว่นตากล่าวขึ้น


    “ครับคุณเฮร่า” เมอร์ลินพยักหน้าเล็กๆ แล้วกล่าวอย่างยิ้มแย้ม


    เมอร์ลินมาที่นี่ทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดไม่มีเรียนเขาก็ยังมาที่นี่ นั่นทำให้เขาเริ่มคุ้นเคยกับเหล่าบรรณารักษ์ที่ทำงานที่นี่


    สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์นอกจากจะมีลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นนักศึกษาแล้ว ยังมีพนักงานเก่าแก่ที่มีการบ่มเพาะไม่ธรรมดาอยู่ที่นี่ด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วพวกเขาจะไม่ติดเข็มกลัดนักเวทหรือนักวิชาการในการทำงาน


    หากมีคนหาเรื่องโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ พวกเขาอาจถูกบรรณารักษ์ตัวจริงพวกนี้จัดการเอาได้


    “วันนี้อ่านหนังสือหมวดพยากรณ์ก็แล้วกัน” เมอร์ลินกล่าวกับตัวเอง แล้วเดินไปยังหนังสือหมวดหมู่การพยากรณ์ซึ่งอยู่ในโซนหนังสือชั้นแรก


    ตอนนี้เขาไม่ได้รีบเร่งอ่านเหมือนตอนที่อยู่ในเมืองวินเซนอีกต่อไป เพราะเขามีเวลามากมายสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่


    อย่างน้อยภายในสี่ปีเขาก็ไม่อาจเร่งรีบให้จบปริญญาทองได้ ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาเหล่านี้อ่านหนังสือและทำตามใจตัวเองให้พอ


    “บางทีถ้าฉันเรียนปริญญาไดม่อนเมื่อไหร่ก็คงจะไม่ว่างแบบนี้อีกต่อไป” เมอร์ลินกล่าวพึมพำด้วยรอยยิ้ม


    เขามีความสุขเป็นอย่างมากกับการอ่านหนังสือ


    เขาสามารถอ่านหนังสือมากมายเท่าไหร่ก็ได้ แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ได้รีบอ่านพวกมันทั้งหมด 


    เมอร์ลินจะทำการอ่านหนังสือจำนวนหนึ่งแล้วมานั่งวิเคราะห์เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเหล่านั้น


    “ยิ่งฉันได้อ่านหนังสือเหล่านั้นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าพวกมันถูกเขียนออกมาในมุมมองที่ต่างกัน หากฉันต้องการเป็นนักเวทยาศาสตร์ ฉันก็ไม่อาจยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดเดิมๆ ได้ เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ฉันจะคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเท่านั้น”


    เขาต้องการใช้หนังสือเหล่านี้เป็นฐานความรู้เพื่อที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต


    เขาต้องการฉวยโอกาสช่วงเยาว์วัยของตนเองเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด ก่อที่จะกางปีกโผวบินออกไปด้วยตนเอง


    เพราะเหตุนี้การเรียนในเทอมนี้เมอร์ลินนั้นแทบจะไม่เข้าเรียนในห้องเรียนอีกเลย แต่เขากลับหมกตัวอยู่ในห้องสมุดมากกว่า


    สำหรับผู้คน นอกจากเคลบี้แล้วเขาก็ไม่ได้สนิทกับใครอีก


    นักศึกษาเหล่านั้นต่างก็คิดเหมือนตอนที่เคลบี้คิดแรกๆ พวกเขาคิดว่าเมอร์ลินเข้าห้องเรียนเพื่อมานั่งฟังเท่านั้น ไม่ได้ลงเรียนวิชานี้อย่างแท้จริง นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่คิดที่จะตีสนิทกับเด็กน้อยผมสีเงินคนนี้