บทที่32 สัจธรรมความจริงบนเส้นทางชีวิต
ฮุ่ยจวินจึงตัดสินใจที่จะสะพายกล่องไม้นั้นติดตัวในเมื่อที่นี่ไม่มีบ้านให้กลับแล้ว ไม่มีคนรักที่รออยู่ และไม่มีคำตอบสำหรับตัวตนของมันเช่นนั้นมันจึงทิ้งตัวโขกศีรษะหน้าเนินดินทั้งสองอีกคราหนึ่ง รำลึกหวนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขเพื่อเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนมันจะก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ปณิธานที่เคยตั้งใจก่อนหน้าถูกความเจ็บปวดแลสับสนทำให้ลืมเลือนสิ้นเส้นทางหลังจากนี้คือมีแต่ต้องค้นหาคำตอบแท้จริงของชีวิตและสิ่งที่ท่านลุงตกทอดเท่านั้น
ร่างที่ซวนเซพร้อมกับกล่องไม้ปริศนาเดินเลียบออกไปจากหมู่บ้านเถาซานโดยไม่คิดหันหลังกลับสองตามองที่ถนนเบื้องหน้า แต่จิตใจกลับคล้ายมองไม่เห็นสิ่งใด แม้แต่ความมืดและแสงสว่างมันก็แทบจะมองไม่เห็น
ขบวนรถม้าคันหรูหราจำนวนสี่คัน พร้อมด้วยเหล่าคนคุ้มกันบนหลังม้านับห้าสิบเคลื่อนขบวนผ่านร่างที่โซซัดโซเซของชายหนุ่มด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย สายตาของชายหนุ่มจึงมองแทบไปเห็นสิ่งที่หรูหราใหญ่โตตรงหน้ามันจึงเดินเฉียดผ่านไปอย่างไม่สนใจ
จังหวะหนึ่งที่มันก้าวผ่านรถม้าคันสีขาวที่ดูบริสุทธิ์ราวหิมะแดนเหมันต์ม่านมู่ลี่ก็ถูกเลิกขึ้นเพราะสายลมที่พัดผ่าน เผยให้เห็นประกายตาที่เย็นเยียบกับใบหน้าที่สะคราญโฉมเย็นชามองมาแต่เพียงครู่เดียวม่านมู่ลี่ก็ปิดลงบังตา สตรีที่เย็นชาจึงเพียงแน่นิ่งมองผ่านไปทางประทุนรถที่คับแคบดังเดิม
ไป๋เหิ่นซินยิ่งเข้าใกล้บ้านเกิด สถานที่ที่เคยมอบชีวิตและมอบความสุขในช่วงเวลาที่แสนลำบากนัยน์ตาของนางก็ยิ่งฉายแววที่สั่นไหว ครู่ใหญ่นางจึงรักษาความสงบให้แก่จิตใจได้ มือจึงล้วงเอาปิ่นหยกดำที่สลักด้วยลวดลายค่ายกลออกมานางมองปิ่นหยกดำด้วยแววความอาฆาตอย่างปิดไม่มิด เจ้าของปิ่นหยกนี้เป็นผู้ที่พลัดพรากความสุขและรอยยิ้มของนางไปชั่วชีวิตใกล้ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องมอบความทุกข์ทรมานคืนกลับให้แก่พวกมันบ้าง
นางฝึกปรือพลังอย่างยากลำบาก พากเพียรตลอดห้าปีสิ่งที่ลำบากและเฉียดตายเป็นที่สุดหากสามารถพัฒนาพลังฝีมือได้รวดเร็ว นางก็จะเลือกวิธีนั้นโดยไม่ลังเลใจแต่จนถึงตอนนี้ธรรมบาลมุทราอาจารย์ของนางยังบอกว่านางไม่พร้อม เจ้าของปิ่นหยกดำร้ายกาจถึงเพียงนั้นหรือ
ไป๋เหิ่นซินแม้อยากแก้แค้น แต่หากแก้แค้นไม่สำเร็จก็มินับว่าเป็นการแก้แค้นที่แท้จริงเมื่ออาจารย์บอกว่านางในตอนนี้มิใช่คู่มือ นางจึงต้องฝึกปรือให้ก้าวถึงระดับนั้นโดยเร็วอาจารย์ชี้แนะนางว่า มหาวิถีแห่งมุทราของนางเข้าถึงได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ขาดแต่เพียงการขัดเกลาสมาธิแลมรรคจิตให้นิ่งสงบซึ่งนางก็กำลังทำอยู่ในตอนนี้
เมื่อบรรลุถึงที่หมาย ชาวบ้านที่ได้เห็นขบวนซึ่งมาจากนิกายเทวะวจนะก็ราวกับได้เห็นแสงสว่างจากสรวงสวรรค์มาโปรดจึงรีบปรี่เข้ามาคุกเข่ากราบกรานตรงหน้าขบวนพร้อมกับถ่ายทอดเรื่องที่อัดอั้นแลต้องแบกรับมาอย่างยาวนานแน่นอนว่าเรื่องหลักๆ ย่อมเป็นความเกรงกลัวต่อจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุน พวกมันต้องอยู่อย่างหวาดผวามาโดยตลอดมิรู้ว่าวันใดจอมมารผู้นั้นจะมาสังหารตนดังเช่นหมอผีฮุ่ยหยวนและครอบครัวที่ประสบไป
เจียวมิ่งก็ออกไปรับหน้าพร้อมกับแสดงความเป็นห่วงทุกผู้จากใจจริงพร้อมยังให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าทุกผู้ ว่านิกายเทวะวจนะจะไม่ทอดทิ้งผู้ใด ทั้งนางยังได้ถ่ายทอดหลักแห่งเทวะวจนะขับกล่อมจิตใจของผู้คนชี้นำหนทางแห่งความดี นำพาความคล้อยตามของเหล่าคนจนความหวาดผวาในจิตใจเลือนหาย เพียงการมาของเทวะวจนะแค่ชั่วครู่ความหวาดผวาตลอดห้าปีของชาวบ้านก็ได้รับการปัดเป่าแทบหมดสิ้น
หลายผู้ได้คล้อยตามคำสอนจนจิตใจเริ่มนิ่งสงบจะมีก็เพียงแต่ไป๋เหิ่นซินที่ได้ยินเรื่องถ่ายทอดของเหล่าชาวบ้าน ใบหน้าก็ปรากฏแววความนิ่งอึ้งซีดสลดนางมุ่งไปที่กระท่อมหลังเล็ก และก็เป็นดั่งเช่นเมื่อตอนที่ฮุ่ยจวินได้ประสบ เมื่อไม่เห็นการดำรงอยู่ของกระท่อมหลังเดิมเห็นเพียงรอยมอดไหม้เจือจาง ความเสียใจและความหนาวเหน็บก็ได้กัดลึกลงบนจิตใจของนางทันที
ท่านลุงของนางได้ประสบชะตากรรมไปแล้วจริงๆ!
ฮุ่ยจวินบังเกิดความลังเลมิอาจเลือกคำตอบให้แก่ตนเมื่อประสบกับการสูญเสียตรงหน้าแต่ทว่าไป๋เหิ่นซินนั้นแตกต่าง จิตใจของนางเพาะบ่มความเครียดแค้นมาตลอด เกือบชั่วชีวิตมีแต่ความตายและกลิ่นคาวโลหิตคอยวนเวียนเปลี่ยนผ่านโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กนี้จึงเพาะบ่มให้นางอำมหิตขึ้น ในความคิดของนางตอนนี้จึงมีแต่คำว่า
เลือดต้องล้างด้วยเลือด
ความตายก็ต้องยุติที่ความตาย!
นอกจากเจ้าของปิ่นหยกดำ จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนก็เป็นอีกผู้ที่นางจะจองล้างจองผลาญมันจนกว่าชีวิตจะหาไม่!
ไป๋เหิ่นซินไม่เสียน้ำตา เพราะน้ำตาของนางได้เหือดหายไปนานแล้วน้ำตาสุดท้ายหลั่งไหลเมื่อใดก็ไม่ทราบ มีเพียงสองมือที่เอื้อมลงไปกอบเอาเถ้าสีดำที่เจือจางพร้อมกับกล่าวเสียงรอดผ่านไรฟัน
“ข้าจะคืนความยุติธรรมแก่ท่านด้วยชีวิตของมัน!”
“อวิ๋นเซี่ยวซุน!”
ไป๋เหิ่นซินผู้อาภัพและพานพบแต่ความเจ็บปวดจนกลายเป็นคนไร้หัวใจผู้นี้ได้เดินหลบฉากไปไกลเนิ่นนานค่อยบรรลุถึงเนินดินสองเนิน คราแรกนางไม่ได้ใส่ใจ แต่พอเห็นป้ายชื่อหน้าหลุมศพนางจึงได้หยุดมอง คนสูดลมหายใจเข้าลึกแลคุกเข่าโขกศีรษะหน้าเนินดิน พร้อมส่งดรรชนีตวัดเขียนชื่อฮุ่ยจวินลงบนแผ่นศิลาเคียงข้างนามฮุ่ยไป๋นับแต่นี้ไป แซ่ฮุ่ยแห่งหมู่บ้านเถาซานได้ตายไปจากโลกตลอดกาล
ไป๋เหิ่นซินมองเนินดินตรงหน้าด้วยความอาลัยก่อนแหงนมองแผ่นฟ้าหนึ่งครา พร้อมก้าวเดินคืนกลับสู่ขบวนอีกครั้ง มาถึงเจียวมิ่งก็ถ่ายทอดหลักคำสอนและชักนำเหล่าชาวบ้านให้เข้าสู่เทวะวจนะได้อย่างเต็มตัวแล้วแต่ก่อนจาก ไป๋เหิ่นซินได้ออกปากว่าศิษยานุศิษย์แห่งหมู่บ้านเหล่านี้ไม่ต้องส่งเครื่องบรรณาการเหล่าผู้ติดตามจากนิกายเทวะวจนะก็ต่างขมวดคิ้วสงสัย ภารกิจการเผยแผ่แลชักนำคนสู่เทวะวจนะย่อมมีนัยสำคัญอีกข้อคือการส่งเครื่องบรรณาการเพื่อเป็นการสักการะบูชาต่อมหาเทวะหากออกปากว่ามิให้ชาวบ้านเหล่านี้ส่งเครื่องบรรณาการ มิเท่ากับว่าภารกิจบกพร่องหรือ
เห็นสีหน้าแววตาของเหล่าศิษย์ทั่วไปจากวิหารปัญญาซึ่งแววตาเหล่านั้นล้วนบังเกิดแต่แววความยุ่งยาก ไป๋เหิ่นซินจึงออกปากอย่างเคร่งขรึม
“หากมีปัญหาในภายหลัง ข้ารับผิดชอบเอง"
คำกล่าวที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดนี้ของไป๋เหิ่นซินทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงสีหน้าไม่พอใจอีกทว่าคำสั่งนี้ของไป๋เหิ่นซินกลับต้องใจของเจียวมิ่งนัก ใจนางแท้จริงนั้นมิเคยนึกถึงเรื่องขูดรีดเหล่าชาวบ้านแม้เพียงนิดเพียงอยากถ่ายทอดคำสอนแลชักนำความสว่างสู่มนุษย์โลกอย่างทั่วถึงเท่านั้น แต่นางไม่มีพลังอำนาจมากพอจึงมิอาจทำสิ่งใดเกินขอบเขตภาระหน้าที่ได้
“ถ้าเหล่าตัวตนระดับสูงมีความคิดเช่นเจ้าเทวะวจนะนั้นจะเป็นแสงสว่างที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
ไป๋เหิ่นซินแหงนหน้ามองแสงอาทิตย์ที่สาดกระทบลงบนขุนเขาจนบังเกิดเงาปกคลุมทอดยาวบนผืนปฐพี
“ที่ใดมีแสงสว่าง ที่นั่นย่อมมีเงา ไม่มีที่ใดที่จะสว่างบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
เจียวมิ่งผงกศีรษะอย่างเห็นพ้อง
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า"
ขบวนเผยแพร่ของนิกายเทวะวจนะเคลื่อนออกจากหมู่บ้านเถาซานเพื่อไปถ่ายทอดหลักคำสอนแลชักนำผู้คนให้เข้าสู่แสงแห่งเทวะวจนะยังหมู่บ้านชายแดนอื่นต่อตอนมารถม้ามีสี่คัน ตอนไปรถม้ากลับเหลือสามคัน เพราะรถม้าคันหนึ่งที่บรรทุกมาด้วยทรัพย์สินของไป๋เหิ่นซินได้ถูกทิ้งไว้ที่หมู่บ้านเถาซานเพื่อให้พวกมันได้แบ่งปันซึ่งกันและนำมาใช้สอยเลี้ยงชีพให้ดีขึ้นกว่าที่เป็น ชาวบ้านล้วนมีแต่ความสุขแลรอยยิ้มความยินดีแต่ไป๋เหิ่นซินกลับได้รับแต่ความเจ็บปวดแลเจ็บแค้นกลับไปอย่างแสนสาหัส
ที่หนทางแคบเล็ก ร่างที่เหม่อลอยแลซวนเซของฮุ่ยจวินยังคงเดินมุ่งไปอย่างไร้จุดหมายระหว่างทางประสบพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างขอทานที่ยากไร้หิวโซ บ้างคนพเนจรหาเช้ากินค่ำบ้างก็พ่อค้าวานิชย์ รวมถึงคนร่ำรวยที่นั่งบนรถม้าคันหรูหรากินของราคาแพงโดยไม่ติดขัดวนเวียนผ่านไปมา
คนเหล่านี้ล้วนมีชีวิตที่แตกต่าง บ้างก็สุขสบายบางทีก็แสนรันทด แต่พวกมันมีสิ่งเดียวที่คล้ายกันนั่นคือ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ พวกมันก็ต้องต่างดิ้นรนดำเนินชีวิตในทิศทางของตน
ขอทานก็ต้องออกขอทานเพื่อประทังชีวิต คนพเนจรก็ต้องร่อนแรมไปทั่วทุกแห่งหนพ่อค้าก็ต้องขายของ คนงานก็ต้องทำงานเลี้ยงชีพ ส่วนคนรวยก็ต้องกระทำทุกวิธีเพื่อให้เงินงอกเงยมีชีวิตอย่างสุขสบายแลยั่งยืนสืบไปนี่ก็คือวิถีของพวกมันที่แม้จะแตกต่างทว่าสุดท้ายก็ต้องทำเพื่อคงอยู่บนเส้นทางชีวิตเบื้องหน้าทั้งสิ้น
ฮุ่ยจวินยิ่งเดินทางแลได้เห็นชีวิตผู้คนนัยน์ตาของมันจากที่เคยมองไม่เห็นสิ่งใดก็เริ่มที่จะมองเห็น ขอทานกลุ่มหนึ่งแย่งชิงเศษหมั่นโถวซึ่งกันแต่ลูกเศรษฐีผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนทิ้งเศษหมั่นโถวนั้นกลับหัวเราะชอบใจที่เห็นคนมาแย่งเศษอาหารที่เหลือกินของตนอย่างเอาเป็นเอาตายลูกเศรษฐีผู้นั้นแน่นอนว่ามิเคยเป็นขอทาน มิเคยอดอยาก มันจึงมองในมุมของมันว่านี้เป็นเรื่องที่ชวนขบขันทว่าสำหรับเหล่าขอทานกลุ่มนี้ เพียงเศษหมั่นโถวเสี้ยวเดียวนั่นอาจเป็นประกายแห่งความหวังที่จะมีชีวิตต่อของพวกมันการเยื้อแย่งนี้จึงมิใช่เพื่อความขบขัน การขุดค้นขยะเอาเศษซากอาหารเน่าเสียมากินจึงมิใช่เพียงเพราะความหิวโหยแต่ที่พวกมันต้องทำในสิ่งเหล่านี้ ต้องแย่งชิงของเหลืออย่างเป็นตายนี้ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาชีวิตของพวกมันต่างหากเศษอาหารที่ไร้ค่าสำหรับคนบางกลุ่ม ความน่าหัวร่อสำหรับใครหลายคน นี่อาจเป็นประกายแห่งความหวังให้พวกมันได้รั้งอยู่บนโลกแห่งการแย่งชิงนี้ต่อไป
คนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนรักชีวิต เศรษฐีไม่ต้องการตกตายฉันใดเหล่าขอทานเองก็ไม่ต้องการตกตายฉันนั้น
บางทีเหตุผลของชีวิตก็มีเพียงเท่านี้ ต้องดำรงอยู่บนโลกแห่งความเหลื่อมล้ำให้ได้หรือไม่ก็ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน
ยิ่งมองฮุ่ยจวินยิ่งได้คิด โลกนี้มิใช่มันที่มีชีวิตที่แสนรันทดเพียงผู้เดียวบางทีอาจยังมีคนมากหลายที่ต้องประสบกับมรสุมที่หนักหน่วงยิ่งกว่ามันก็ได้ ชายหนุ่มจึงมองสองมือของตนมันในตอนนี้อยากแบ่งปันอาหารให้เหล่าขอทานนั้นได้กินอย่างเท่าเทียม ทว่าสองมือของมันกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งทรัพย์สิน ไร้พลังอำนาจ เช่นนั้นมันยังจะช่วยเหลือคนเบื้องหน้าได้อย่างไร
ขณะที่มันกำลังยืนมองสองฝ่ามือของตนอยู่ที่เบื้องหน้ากลุ่มขอทานซึ่งกำลังแย่งเศษหมั่นโถวพลันมีบุรุษหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมันมาหยุดยืนมันผู้นั้นดูไปมิได้ร่ำรวยอันใด แต่มันกลับทิ้งกองหมั่นโถวจำนวนหนึ่งให้เหล่าขอทานส่งให้เหล่าขอทานมีอาหารกินอย่างเพียงพอไม่ต้องแย่งกันเองอีก เหล่าขอทานต่างคุกเข่าขอบพระคุณบุรุษหนุ่มผู้นั้นด้วยความซาบซึ้งใจทว่าผ่านไปไม่นานเหล่าชาวบ้านจำนวนนับสิบอาวุธครบมือก็ต่างวิ่งกรูเข้ามาหาบุรุษหนุ่มผู้นั้นพร้อมตะโกนก้อง
“เจ้าหัวขโมย ข้าจะตีเจ้าให้เลือดอาบ"
“ข้าจะตัดมือเจ้ามิให้ขโมยของผู้ใดได้อีก"
แท้จริงบุรุษหนุ่มผู้เอื้อเฟื้อคนนั้นกลับเป็นหัวขโมยและดูเหมือนฝีเท้าของมันก็ช่างรวดเร็วยิ่ง เพียงกระโดดเตะเท้าออก มันก็วิ่งฉิวราวกับอาชาตัวหนึ่งแล้ว
ฮุ่ยจวินมองเหตุการณ์ที่วุ่นวาย มันคิดตามว่าการเป็นหัวขโมยย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สมควรการสนองความต้องการของตนโดยสร้างความลำบากแก่ผู้อื่นนั้นย่อมไม่ถูกต้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หัวขโมยทำต่อจากความผิดนั่นคือการส่งต่อลมหายใจแลช่วยเหลือต่อยอดชีวิตให้กับคนอีกกลุ่มที่อับจนหนทางเป็นสิ่งที่ประเสริฐไม่น้อยประการสำคัญจากท่าร่างความปราดเปรียวของหัวขโมยดูไปแล้วมันสามารถเล่นงานเหล่าชาวบ้านที่ไล่ทุบตีมันได้อย่างสบายแต่มันกลับเลือกที่จะยอมโดนทุบตีฝ่ายเดียวและหลบหนีไม่ลงมือตอบโต้แม้เพียงครั้ง แสดงให้เห็นว่าพื้นเพของจิตใจมันอาจมิใช่ต้องการเป็นหัวขโมยที่มันทำอาจมีเหตุผลอื่นที่แอบแฝง โลกนี้สามารถมองสัจธรรมแห่งความเป็นจริงได้หลายด้านมากกว่าสิ่งที่เห็นจริงๆ
ฮุ่ยจวินบังเกิดความสนใจในเรื่องราวนี้จึงติดตามไปยังทิศทางการไล่ล่าหัวขโมยดังกล่าว ติดตามไปได้ไม่นานก็พบภาพของหัวขโมยที่นอนจมกองเลือดมันถูกเหล่าชาวบ้านและเจ้าของร้านค้ากระหน่ำทุบตีจนสิ้นสติคาที่ ชาวบ้านเหล่านั้นด่าทอมันคล้ายสั่งสอนอยู่ครู่ใหญ่ค้นตัวเอาสิ่งที่มันขโมยมาคืนกลับจนหมดสิ้น ซึ่งสิ่งที่มันขโมยมาล้วนแล้วแต่เป็นอาหารไม่มีทรัพย์สินของมีค่าใดฮุ่ยจวินมองภาพเหตุการณ์ที่ชวนน่าสังเวช แต่มันก็มิได้โทษชาวบ้าน เพราะการกระทำของชาวบ้านก็นับเป็นการปกป้องสิ่งของของตนเองตามจิตวิสัย
ชาวบ้านจากไปแล้ว ฮุ่ยจวินก็คิดที่จะเข้าไปดูอาการให้แก่หัวขโมยผู้นั้นทว่ายังมิทันได้ก้าวขา เด็กหญิงวัยสิบขวบผู้หนึ่งก็วิ่งร่ำไห้ออกมาทิ้งตัวโอบกอดร่างที่สลบไสล
นางร่ำไห้แทบปริ่มใจ ตะโกนเรียกท่านพี่ไปมาราวกับว่าหากมันไม่ฟื้นนางก็จะไม่หยุดร้อง ฮุ่ยจวินได้เห็นภาพนั้นก็บังเกิดความสะเทือนใจเป็นที่สุด เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้มันนึกเห็นภาพเมื่อตอนที่ตนประสบพบเจอภยันตรายร่วมกับฮุ่ยไป๋
เสียงร่ำไห้ของเด็กหญิงปลุกให้หัวขโมยหนุ่มฟื้นตื่นมันพยายามควานหาทั่วร่างของตนเองแต่ปรากฏว่าไม่หลงเหลือสิ่งใดแล้ว
“พี่ใหญ่จะรีบไปหาอาหารให้เจ้า"
เด็กหญิงร่ำไห้และฉุดดึงร่างที่บาดเจ็บนั่นไว้แม้นางจะท้องลั่นเกลียวกราวด้วยความหิวโหย ซ้ำยังไอออกมาอย่างรุนแรงราวกับคนที่เจ็บป่วยอย่างหนักหน่วงแต่นางก็ยังฝืนกล่าวทั้งน้ำตาเพราะไม่อยากให้พี่ชายของตนต้องถูกทำร้ายปางตายอีก
“ข้าไม่หิวแล้ว ข้าไม่ได้เจ็บปวดอะไรทั้งสิ้นท่านไม่ต้องไปทำเช่นนั้นอีก”
หัวขโมยหนุ่มฝืนยิ้มทั้งที่มีโลหิตไหลเต็มริมฝีปากแต่จิตใจร้อนลุ่มดั่งไฟผลาญ อาหารนับเป็นส่วนหนึ่ง แต่แท้จริงหากมันไม่ได้โอสถมา อาการป่วยของน้องสาวต้องกำเริบขึ้นอีกแน่
“พี่ใหญ่ไม่เป็นอะไร เจ้ารีบกลับไปรอที่ศาลเจ้าร้างก่อน"
“ไม่ ข้าไม่ไป"
ท่ามกลางความน่าเวทนา กลุ่มขอทานที่หัวขโมยเคยมอบอาหารให้พวกมันแม้ไม่รู้จักหัวขโมยแต่เพราะซาบซึ้งน้ำใจที่ได้รับการแบ่งปัน พวกมันจึงต่างติดตามมาเพื่อหวังช่วยเหลือหัวขโมยจากเหล่าชาวบ้านแต่พอได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงล้วนแบ่งหมั่นโถวคืนกลับให้เด็กหญิง
พวกมันเมื่อได้รับประกายแห่งชีวิตมา พวกมันก็ต้องการส่งคืนกลับให้แก่ผู้มีพระคุณเช่นเดียวกัน
ชาวบ้านมีเหตุผลของชาวบ้าน ขอทานมีเหตุผลของขอทานหัวขโมยก็ยังมีเหตุผลในทางที่เลือกเดิน แล้วเหตุใดตัวตนของมันจะไม่มีเหตุผลสำหรับการดำรงอยู่แม้คำตอบแห่งเส้นทางที่เลือกเดินยังไม่แน่ชัด แต่ชีวิตก็จำเป็นต้องมีเหตุผลให้ก้าวเดินไปข้างหน้ามิใช่หรือ
แววตาที่เหม่อลอยของฮุ่ยจวินเริ่มแปรเปลี่ยนเมื่อเห็นสัจธรรมอันหลากหลายบนโลกแห่งนี้ความมุ่งมั่นตั้งใจเริ่มฉายชัด ถึงมันจะยังมิได้คำตอบให้แก่ตนเองในวันนี้ ทว่าตัวมันก็สามารถที่จะมอบคำตอบให้แก่ผู้อื่นได้
คิดดังนั้นสองมือจึงกำชับแน่น พร้อมก้าวเดินเข้าหาเด็กหญิงและหัวขโมยผู้นั้นการเห็นคนตายแล้วมิช่วย มิใช่ปณิธานด้านการแพทย์สำหรับมัน