เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 ใส่ร้าย

            กลิ่นคาวเลือดแผ่กระจายไปทั่วอากาศ ทุกคนมองม้าที่วิ่งไปรอบๆ โดยปราศจากคนบนหลังอย่างเงียบๆ

            หัวหน้ากองโจรมองศพที่ร่วงลงมาจากหลังม้าอย่างอึ้งๆทั่วทั้งร่างพลันเย็นเฉียบประหนึ่งถูกแช่แข็ง เพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้น ช่างแข็งแกร่งยิ่งนักต่อให้เป็นเขาไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก็คงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ” ว่านชิงซานและองครักษ์หนุ่มคนอื่นๆต่างถูกความแข็งแกร่งของหลินเฟิงทำให้ตกตะลึง คนคนนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้วและไม่ใช่คนที่พวกเขาจะสามารถไปยั่วโมโหได้!!! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจิ้งหยุนถึงเป็นมิตรกับเขา

            แผ่นหลังของว่านชิงซานเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งดูแคลนหลินเฟิงไปถ้าหากหลินเฟิงโจมตีเขาเช่นเดียวกับที่โจมตีลูกน้องของเขา บางทีเขาอาจจะ…

            ดวงตาของลุงหวังที่นั่งอยู่หน้ารถม้าฉายแวววูบไหวขึ้นมา ขณะจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของหลินเฟิง

            “สหาย ทำไมเจ้าถึงโหดร้ายเช่นนี้?”

            หัวหน้ากองโจรจ้องหลินเฟิงตาเขม็ง ในดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความกลัว ความเกลียดชัง และความโกรธเกรี้ยวปะปนกันไป

            “แล้วเวลาที่เจ้าสังหารผู้คน เจ้าเคยคิดว่าตัวเองโหดร้ายบ้างไหม?!”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา คนประเภทนี้ยามสังหารคนก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโหดร้ายมิหนำซ้ำยังรู้สึกยินดีเวลาที่ได้ตัดหัวของผู้อื่นราวกับว่าการสังหารคนคือความบันเทิงอย่างหนึ่งแต่พอตัวเองถูกสังหารบ้างกลับรู้สึกว่าคนอื่นโหดร้าย ช่างเป็นคนที่น่าขยะแขยงยิ่งนัก!!!

            หลินเฟิงก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกันคลื่นดาบก็พุ่งเข้าไปปกคลุมร่างของหัวหน้าโจรทำให้อีกฝ่ายตัวแข็งทื่อ

            “สหาย อย่าได้ล้ำเส้นเกินไป มิฉะนั้นเจ้าได้พบหายนะแน่!!!” หัวหน้าโจรพยายามข่มขู่หลินเฟิง

            “อย่าล้ำเส้น? แต่ว่าเจ้าล้ำเส้นข้าไปแล้วนะงั้นข้าควรจะทำอย่างไรดีล่ะ?” หลินเฟิงปลดปล่อยคลื่นดาบออกมาก่อนจะพุ่งเข้าไปหาหัวหน้ากองโจร

            หัวหน้าโจรกัดฟันแน่นก่อนจะฟันดาบออกไป คลื่นดาบของเขาเต็มไปด้วยลมปราณอันแข็งแกร่ง

            “เขาก็อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน”

            ดวงตาของว่านชิงซานเบิกกว้างขึ้นมา ที่แท้หัวหน้าโจรก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ!!! หากไม่ได้หลินเฟิงแล้วล่ะก็ พวกเขาคงไม่สามารถรับมือกับอีกฝ่ายได้แน่

            หลินเฟิงร้องหึออกมา ปลายดาบสั่นเล็กน้อย ก่อนจะทะลวงคลื่นดาบที่ทรงพลังของอีกฝ่ายจนแตกกระจายในพริบตาดาบของหลินเฟิงยังคงทะลวงไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะเป็นกระบวนท่าที่เรียบง่ายแต่ทว่าหัวหน้าโจรกลับรู้สึกได้ถึงคลื่นดาบ เจตนาของดาบ และอำนาจดาบกำลังรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในดาบนั้น

            “สวบ…”

            ดาบในมือของหลินเฟิงแทงทะลุลำคอของหัวหน้าโจรโดยที่เขาไม่สามารถต้านทานมันได้

            นี่คือขอบเขตประเภทหนึ่งของดาบ ซึ่งหลินเฟิงเริ่มคุ้นเคยขอบเขตการผสานแล้ว

            “กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ก็ไม่สามารถต้านทานดาบของหลินเฟิงได้แม้แต่ดาบเดียวช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”

            ฝูงชนที่อยู่ด้านหลังถูกความแข็งแกร่งของหลินเฟิงทำให้ตกตะลึงจนอ้าปากค้างแข็งแกร่งมาก ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณที่พวกเขาใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นกลับถูกหลินเฟิงสังหารได้อย่างง่ายดาย

            หลินเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามองซากศพของมันเลยด้วยซ้ำเขาหันหลังเดินกลับไปที่กลุ่ม

            “พี่หลินเฟิง ท่านแข็งแกร่งจริงๆ” ต้วนเฟิงยิ้มให้หลินเฟิงในดวงตาของเขายังแฝงไปด้วยความชื่นชม

            “สมแล้วที่พี่หลินเป็นศิษย์จากนิกายใหญ่ ความสามารถย่อมเหนือกว่าพวกข้า”

            ว่านชิงซานเดินตรงเข้ามาหาหลินเฟิงเพื่อประจบประแจง นี่เป็นทัศนคติแปลกๆ ประเภทหนึ่งของเขา

            ถ้าใครบางคนแข็งแกร่งกว่าเขาเพียงเล็กน้อย เขาก็จะอิจฉาแต่ถ้าใครบางคนแข็งแกร่งกว่าเขามาก เขาก็จะรู้สึกหวาดกลัวหรือชื่นชม

            “ผู้ที่รอดชีวิตจากการกวาดล้างนิกายย่อมแข็งแกร่ง” หลินเฟิงตอบกลับอย่างไม่แยแส ในน้ำเสียงยังแฝงไปด้วยความประชดประชัน

            หลินเฟิงไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีอะไร ตอนที่เขายังไม่แสดงฝีมือออกมาว่านชิงซานก็พยายามสร้างความอับอายให้กับเขา กระทั่งพูดจาดูถูกนิกายกับคนในนิกายของเขาที่หลินเฟิงไม่ลงมือสั่งสอนเขานั่นก็เป็นเพราะว่า หนึ่ง หลินเฟิงไม่อยากลดตัวลงไปยุ่งสองคือ เห็นแก่ต้วนเฟิงกับจิ้งหยุน และสาม ตอนนี้เขาเป็นแค่แขก

            ตอนนี้เมื่อเขาได้แสดงความแข็งแกร่งออกมา ว่านชิงซานก็พูดประจบประแจงเขาและอยากสานสัมพันธ์อันดีกับเขา จุดนี้ทำให้หลินเฟิงนึกดูแคลนว่านชิงซาน

            เมื่อว่านชิงซานได้ยินน้ำเสียงอันเยือกเย็นของหลินเฟิง สีหน้าของเขาก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาแต่ตอนนี้เขากลับไม่กล้าที่จะโกรธ เพราะตัวเขาไม่มีคุณสมบัติจะไปโกรธหลินเฟิงคนตรงหน้าเขาสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้ในชั่วพริบตาดังนั้นหลินเฟิงจึงไม่ใช่คนที่เขาสามารถยั่วยุได้เพียงแค่หลินเฟิงชักดาบออกมาฟันแบบมั่วๆ เขาก็มีสิทธิ์ตายได้ทันที

            ว่านชิงซานถอยหลังจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแสดงท่าทางไม่พอใจออกมา

            “พี่หลินเฟิง พวกเราไปกันเถอะ” ต้วนเฟิงพูดขณะที่ลากหลินเฟิงไปขึ้นรถม้า

            “นายน้อย”

            ตอนนี้เอง ลุงหวังที่นั่งอยู่หน้ารถม้าก็เรียกต้วนเฟิงไว้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจขึ้นมา แล้วถามอย่างสงสัย “มีอะไรหรือลุงหวัง?”

            “นายน้อย พวกเราไม่ควรเดินทางไปพร้อมกับหลินเฟิง ให้รถม้ากับเขาสักคันและให้เขาไปกับสหายของเขาเถอะ” สิ่งที่ลุงหวังกล่าวทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ

            เขาต้องการขับไล่หลินเฟิง? นี่มันอะไรเนี่ย? การที่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณร่วมเดินทางไปด้วย ก็น่าจะรับประกันถึงความปลอดภัยในการเดินทางของพวกเขาไม่ใช่หรือ?

            หลินเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายสักนิด

            “ลุงหวัง ทำไมท่านถึงพูดแบบนี้? ข้ากับพี่หลินเฟิงเข้ากันได้ดีมากอีกอย่างการมีพี่หลินเฟิงร่วมเดินทางไปด้วย ถือว่าเป็นโชคดีของเรา” ต้วนเฟิงก็ไม่เข้าใจความคิดของลุงหวังเช่นกัน

            “นายน้อย จิตใจคนเราช่างเหี้ยมโหด ตอนนี้ท่านยังเด็กดังนั้นท่านจึงไม่เข้าใจ”

            ลุงหวังส่ายหัวพลางทอดถอนหายใจ

            “จอมยุทธ์หลินเฟิง เอาแบบนี้เถอะ รถม้าทั้งสองคันนี้ข้าให้ท่านเลือกก่อนหรือว่าท่านจะเอาไปทั้งสองคันก็ย่อมได้ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทน ท่านคิดว่าอย่างไร?” ลุงหวังกล่าวขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

            หลินเฟิงขมวดคิ้วและถามลุงหวังว่า “ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร?”

            จิตใจคนเราช่างเหี้ยมโหด? เขาหมายถึงเรื่องอะไร?

            “ท่านจอมยุทธ์ยังต้องถามให้มากความอีกหรือ? ในเมื่อใจของท่านย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว” ลุงหวังกล่าวขณะส่ายหัว

            “ข้าไม่เข้าใจ รบกวนท่านช่วยชี้แนะ”

            “ท่านจอมยุทธ์ ในเมื่อท่านยืนกรานจะให้ข้าพูด งั้นข้าก็จะพูดดังนั้นโปรดอย่าตำหนิข้า”

            ลุงหวังสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจ้องหลินเฟิงเขม็ง “ท่านจอมยุทธ์ โจรกลุ่มนี้แต่ละคนล้วนแข็งแกร่งถ้าหากพวกเขาต้องการปล้นหรือสังหารพวกเรา พวกเขาย่อมทำได้อย่างง่ายดายแต่ทว่าตั้งต้นจนจบพวกเขาก็ไม่ได้ลงมือทำร้ายพวกเรา ดังนั้นพวกเราน่าจะหาคนไปเจรจากับอีกฝ่ายถ้าหากพวกเขาไร้เหตุผลและต้องการเพียงฆ่าคนเมื่อถึงตอนนั้นท่านจอมยุทธ์ก็ค่อยลงมือ แต่ท่านกลับ...” ลุงหวังถอนหายใจออกมา

            “ท่านอยากเจรจากับพวกโจร?” หลินเฟิงรู้สึกมึนงงขึ้นมา

            “นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของข้าแต่น่าเสียดายที่โจรกลุ่มนี้กลับถูกท่านสังหารไปทั้งหมดแม้แต่ชีวิตเดียวก็ไม่เหลือไว้ให้สอบสวน” ลุงหวังเน้นเสียงตรงประโยคสุดท้าย

            แม้แต่ชีวิตเดียวก็ไม่เหลือไว้ให้สอบสวน?

            ตอนนี้หลินเฟิงเริ่มเข้าใจความหมายที่ลุงหวังต้องการจะสื่อเขามองลุงหวังด้วยสายตาเย็นชา “ความหมายของท่านก็คือข้ากับโจรพวกนี้เป็นพวกเดียวกัน? และข้าก็สังหารคนเพื่อปิดปาก?”

            “ตอนที่ท่านกับหัวหน้าโจรกระซิบกระซาบกัน ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่ได้ยิน”

            ลุงหวังไม่ได้ตอบหลินเฟิงตรงๆ แต่ประโยคนี้ก็ทำให้หลินเฟิงไม่พอใจขึ้นมา

            “งั้นท่านคิดว่า ข้ากำลังวางแผนอะไรอยู่?” หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น

            “ลุงหวัง ท่านพูดเกินไปแล้วนะ พี่หลินเฟิงไม่ใช่คนแบบนั้นหรือต่อให้เป็นเช่นนั้น ด้วยศักยภาพของพี่หลินเฟิง เขาจำเป็นต้องวางแผนด้วยหรือ?”

            ต้วนเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

            “นายน้อย ท่านยังเด็กเกินไป ท่านมองความร้ายกาจของผู้คนไม่ออกหรอก” ลุงหวังส่ายหัวและถอนหายใจ

            “นายน้อย ข้าต้องบอกท่านตรงๆ ท่านน่าจะรู้ว่าคนที่ให้ท่านไปที่เมืองหลวงก็คือญาติของท่านซึ่งท่านก็รู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นใคร?”

            “แน่นอนข้ารู้!” ต้วนเฟิงพยักหน้า

            “ในเมื่อเป็นแบบนี้ นายน้อยก็ควรจะรู้ว่าญาติของท่านมีความสัมพันธ์กับต้วนเทียนหลางอย่างไร?”

            ต้วนเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยทำไมลุงหวังถึงดึงอ๋องเทียนหลางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย?!

            “ข้ารู้ เขากับญาติข้าไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไร” ต้วนเฟิงตอบกลับ

            “นายน้อย ในเมื่อท่านรู้แบบนี้ ท่านก็ควรคิดดีๆนิกายหยุนไห่ถูกเทียนหลางทำลาย แต่จอมยุทธ์หลินเฟิงกลับสามารถรอดพ้นจากวิกฤตนั้นมาได้แล้วยังบังเอิญมาพบพวกเราที่เมืองหยุนหยาง หรือนายน้อยไม่รู้สึกว่ามันประจวบเหมาะเกินไปหรือ?”

            ได้ฟังคำพูดของลุงหวังแล้ว หลินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก ความหมายก็คือตัวเองทรยศนิกายและไปรับใช้อ๋องเทียนหลาง ด้วยเหตุนี้เทียนหลางจึงไว้ชีวิตเขาและจงใจส่งเขามาพบกับต้วนเฟิงที่เมืองหยุนหยาง?

            “ลุงหวัง ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ถ้าหลินเฟิงอยากจะสังหารพวกเราเขาก็สามารถสังหารพวกเราได้อย่างง่ายดาย”

            “ถูกต้อง แต่นายน้อยอย่าลืมสิว่า เพราะเหตุใดญาติของท่านถึงอยากให้ท่านเดินทางไปเมืองหลวง? แล้วจอมยุทธ์หลินเฟิงก็บังเอิญมาพบพวกเราจากนั้นก็สังหารโจรกลุ่มนี้ทิ้งเพื่อช่วยชีวิตพวกเราเพื่อให้พวกเรารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของจอมยุทธ์หลินเฟิง…”

            “พอได้แล้ว” หลินเฟิงพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชาเขาเข้าใจในสิ่งที่ลุงหวังต้องการสื่ออย่างชัดเจน เอาล่ะ…ในเมื่ออยากให้เขาไป ก็ไม่ต้องพูดพล่ามไร้สาระให้มากความ

            หลินเฟิงดึงฉากกั้นรถม้าขึ้นแล้วพูดกับเมิ่งฉิงว่า “ลงมาเถอะเมิ่งฉิงพวกเราต้องไปกันแล้ว”

            “อืม” เมิ่งฉิงพยักหน้าและเดินลงมาจากรถม้า

            “หลินเฟิง ให้ข้าพูดโน้มน้าวลุงหวังอีกครั้งเถอะ!” จิ้งหยุนกล่าวอย่างเร่งรีบ

            “พี่หลินเฟิง ท่านและเมิ่งฉิงกลับเข้าไปในรถม้าเถอะ ข้าเชื่อใจท่าน!” ต้วนเฟิงกล่าว

            “ไม่จำเป็น ข้า หลินเฟิงไม่หน้าหนาที่จะอยู่ต่อ” หลินเฟิงเหลือบมองลุงหวังเล็กน้อย จากนั้นก็มองต้วนเฟิงและจิ้งหยุนก่อนจะกล่าวว่า “แล้วเจอกันที่เมืองหลวง”

            กล่าวจบ หลินเฟิงก็ดึงแขนเมิ่งฉิงให้เดินจากไป

            “จอมยุทธ์หลินเฟิง บางทีข้าผู้เฒ่าอาจจะเข้าใจผิดแต่สิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ยังคงมีผลอยู่ท่านสามารถเลือกรถม้าหนึ่งในสองคันนี้ได้” ลุงหวังกล่าว

            “ไม่จำเป็น”

            หลินเฟิงไม่มีเหตุผลที่จะต้องตอบรับข้อเสนอของอีกฝ่าย หนังหน้าของเขายังไม่หนาขนาดนั้น ตบหัวด้วยคำพูดดูถูกและลูบหลังด้วยรถม้า นี่เห็นเขาเป็นอะไร?

            หลังจากที่สังหารกองโจรไป ก็ยังคงเหลือม้าไว้ใช้สอยอยู่หลายตัว

            “เจ้าขี่ม้าเป็นไหม?” หลินเฟิงถามเมิ่งฉิง

            “ไม่” เมิ่งฉิงส่ายหน้า

            “แล้วเจ้าจะสอนข้าขี่ม้าไหม?” เมิ่งฉิงมองหลินเฟิง

            “สอนเจ้าขี่ม้างั้นหรือ?” หลินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วมองเมิ่งฉิงอย่างประหลาดใจ “เจ้าอยากขี่ม้า?”

            เมิ่งฉิงจ้องมองหลินเฟิงเขม็ง ทำให้หลินเฟิงยิ้มออกมา

            มองเมิ่งฉิงที่ถอนหายใจใส่แล้วพยักหน้า ทำให้หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ “ได้”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน