สายลับทะลุมิติ

    สายลับทะลุมิติ : เริ่มวางแผน

    เริ่มวางแผน
    ทางด้านห้องหนังสือของประมุขแห่งหุบเข้าวาโยก็ปรากฏร่างของชายหญิงคู่หนึ่งนั้นก็คือนายท่านอู๋ซวนกับนายหญิงไป๋หลานนั้นเอง“ท่านพี่จะเอายังไงกับเด็กคนนั้นเจ้าคะ”“พี่ว่าเรารอให้เด็กคนนั้นหายดีก่อนแล้วเราค่อยมาคิดอีกทีว่าจะทำยัง”“ก็ดีเจ้าคะ” จากที่ทั้งสองตกลงกันได้แล้วเขาก็ปรึกษาเรื่องในสำนักอีกนิดหน่อยก็ออกมาทานข้าวทางด้านของเหมยฮวาหลังจากที่พักรักษาจนบาดแผลหายดีนี้ก็ผ่านไปเกือบสิบวันและตอนนี้เธอก็กำลังเดินออกมาเดินเล่นในสวนหน้าเรือนที่ใช้พักรักษาตัวนั้นล่ะ“คุณหนูลี่เซียนเจ้าคะ ถึงเวลาอาหารแล้วเจ้าคะ” เสียงของพี่ซิงเยียนเอ่ยเรียกเธอด้วยชื่อใหม่ที่พ่อแม่บุญธรรมตั้งให้ ใช่แล้วล่ะฟังไม่ผิดหรอกหลังจากวันที่เธอฟื้นขึ้นมาวันแรกผ่านไปประมาณห้าวันพวกเขาก็กลับมาพร้อมกับพูดถึงเรื่องที่จะรับเธอเป็นบุตรบุญธรรมเธอก็ตกลงพวกเขาเลยตั้งชื่อให้ว่า อู๋ลี่เซียน ทำให้ตอนนี้สถานะของเธอเปรียบไปเป็นนายน้อยของหุบเขาแห่งนี้เพราะพ่อแม่บุญธรรมไม่มีบุตรสักคน“ลี่เซียนคารวะท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าคะ ลูกต้องขอโทษที่มาสายด้วยนะเจ้าคะ” เธอเอ่ยขอโทษที่ทำให้พวกท่านต้องรอเมื่อเข้ามาในห้องโถงสำหรับทานอาหารแล้วพบว่าท่านทั้งสองคนกำลังนั่งรอเธออยู่“ไม่เป็นไรหรอกเซียนเออร์มานั่งนี่เร็ว” เสียงท่านแม่บุญธรรมของเธอรีบพูดขึ้นทันทีเพื่อไม่ให้ลูกเธอบุตรธรรมต้องรู้สึกผิดที่ทำให้พวกท่านต้องรอ“เจ้าคะ” เธอตอบกลับไปพร้อมกับเดินไปนั่งข้างท่านแม่“เจ้าต้องกินเยอะๆ นะพึ่งหายป่วย” เสียงพ่อบุญธรรมของเธอดังขึ้นพร้อมกับคีบเนื้อใส่จานให้“เจ้าคะท่านพ่อก็ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ” พวกเราทั้งสามคนก็ทานอาหารกันจนอิ่มท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นภายในครอบครัวทำให้บ่าวไพร่อดที่จะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่ได้“ลูกมีเรื่องอยากจะขอท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าคะ” ฉันพูดขึ้นหลังจากที่เห็นบ่าวไพร่เริ่มจะเก็บถ้วยจานที่พวกเรากินเสร็จแล้วออกไปแล้ว“ไปคุยกันที่ห้องหนังสือของพ่อเถอะ”“เจ้าคะ” พวกเราทั้งสามคนเลยเดินไปที่ห้องหนังสือของท่านพ่อที่อยู่ไม่ไกลจากห้องโถงมากนัก“เจ้ามีอะไรจะขอพ่อกับแม่หรอ” เสียงพ่อบุญธรรมเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเราเข้ามานั่งในห้องหนังสือโดยเธอไม่ลืมที่จะรินชาใสถ้วยให้ทั้งสอง“ลูกอยากจะขอท่านพ่อกับท่านแม่ฝึกวรยุทธเจ้าคะ” เธอเอ่ยความตั้งใจของตัวเองออกมาทันทีเธอต้องการที่จะแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเพราะไม่รู้ว่าครอบครัวของเหมยฮวาจะเป็นยังไงบ้างถึงแม้ว่าเธอจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่นานแต่ก็รู้สึกผูกพันธ์กับครอบครัวนั้นอยู่พอสมควร จึงอดที่จะเป็นห่วงพวกเขาไม่ได้“เจ้าแน่ใจแล้วหรอ การฝึกมันหนักมากเลยนะเจ้าจะไหมหรอ”“ลูกแน่ใจเจ้าคะ ไม่ว่าจะหนักแค่ไหนลูกก็จะทนเจ้าคะ”“เจ้าว่าอย่างไรล่ะน้องหญิง” ท่านพ่อหันไปถามท่านแม่ทันที“น้องไม่มีปัญหาเจ้าคะ ถ้านั้นคือสิ่งที่ลูกต้องการ”“ได้ถ้างั้นพรุ่งนี้พ่อจะหาอาจารย์มาสอนให้เจ้า”“ขอบคุณเจ้าคะท่านพ่อแต่ลูกไม่อยากได้อาจารย์เพราะลูกจะฝึกด้วยตัวเองถ้าไม่ไหวลูกจะบอกท่านพ่อเองนะเจ้าคะ แต่มีอีกเรื่องที่ลูกจะขอคือลูกอยากจะได้คนจากท่านพ่อซักห้าสิบคนได้หรือไม่เจ้าคะ”“เจ้าจะเอาคนไปทำไม”“ลูกจะฝึกพวกเขาไปพร้อมกับลูกเจ้าคะและทุกคนจะต้องฟังแต่คำสั่งลูกเท่านั้นได้รึไหมเจ้าคะและลูกของเลือกเองได้ไหมเจ้าคะ” เธอไม่ลืมที่จะใช้สายตาออดอ้อนเพื่อให้ท่านพ่อตกลงกับสิ่งที่เธอขอ“ได้สิเดี๋ยวพ่อจะจัดการให้ พรุ่งนี้เจ้าค่อยไปเลือกเอา”“ขอบคุณเจ้าคะท่านพ่อ”หลังจากนั้นพวกเราทั้งสามคนก็คุยเรื่องทั่วไปและฟังเรื่องราวต่างจากท่านพ่อและท่านแม่จนถึงปลายยามโหย่วท่านพอก็มีแขกมาขอพบดังนั้นเธอจึงขอกลับมาที่เรือนส่วนท่านแม่ก็กลับเรือนเช่นเดียวกัน เมือถึงเรือนแล้วเธอก็ขอกระดาษกับพู่กันทันทีแต่ลืมไปเธอเขียนพู่กันไม่เป็นจึงของให้พี่ซิงเยียนหาถ่านมาให้แทน“นี่เจ้าคะสิ่งที่คุณหนูต้องการ”“ขอบคุณพี่ซิงเยียนมากนะเจ้าคะ ท่านไปพักก่อนเลยเจ้าคะเดี๋ยวซักพักข้าก็จะเข้านอนแล้วเจ้าคะ” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเมื่อเห็นว่าของทั้งหมดครบตามที่เธอต้องการจึงบอกให้พี่ซิงเยียนไปพัก“เจ้าคะ”เธอนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือและลงมือเขียนตารางฝึกร่างกายตามที่เธอเคยฝึกในโลกก่อน ใช้เวลาเขียนไม่นานก็ได้ตารางฝึกในช่วงสามเดือนแรกแล้ว“เฮ้อ เสร็จซักที” เธอเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจที่เขียนตารางฝึกสำหรับตัวเองเสร็จแล้วโดยในการฝึกของเธอนั้นสามเดือนแรกจะเป็นการเน้นความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นก่อนจะได้ง่ายต่อการฝึกหลังจากนั้นที่จะโหดมากกว่าหลายเท่าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เร็วที่สุดส่วนการฝึกของคนอื่นนั้นเธอได้วางแผนไว้คราวๆ แล้วแต่คงต้องรอดูคนเสียก่อนถึงจะสามารถเขียนแผนการฝึกให้เหมาะสมได้ เธอคงต้องทำการทดสอบร่างกายของพวกเขาเสียก่อนว่าพร้อมที่จะเริ่มฝึกเลยหรือต้องเตรียมร่างกายก่อนเมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็เริ่มเขียนรายการที่จะใช้ทดสอบคนที่เธอเลือกไว้โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษแทนเพราะเธอเขียนจีนไม่ได้ ใช้เวลาเขียนแผนจนถึงต้นยามห้ายเธอก็หยุดและถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกให้เหลือแต่เสื้อตัวในบางๆ เพื่อเตรียมตัวนอนพักเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกาย เธอล้มตัวลงนอนพร้อมกับดับตะเกียงในห้องกลางยามอิ๋นเธอตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเพราะเมื่อคืนนอนดึกและวันนี้เธอก็ตื่นก่อนเวลาเพื่อจะได้มีเวลาในการออกกำลังกายมากขึ้น เธอเลือกออกกำลังเล็กน้อยก่อนโดยการวิ่งรอบเรือนสิบรอบและเล่นโยคะเล็กน้อยเพื่อปรับลมหายใจ วันแรกของการฝึกอยากจะบอกเลยว่าสาหัสมากวิ่งแค่สองรอบก็วิ่งต่อไม่ไหวแล้วแต่เธอต้องกัดฟันวิ่งให้ครบ เมื่อออกกำลังกายเสร็จก็เป็นเวลาที่เธอตื่นปกตินั้นคือปลายยามเหม่า“คุณหนูตื่นหรือยังเจ้าคะ” เสียงของพี่ซิงเซียนดังขึ้นที่หน้าห้องของเธอ“เข้ามาเลยเจ้าคะ” เมื่อเธอเอ่ยตอบไปแล้วประตูก็เปิดออกพร้อมกับพี่ซิงเยียนที่เดินเข้ามาในมือถืออ่างล้างหน้า“พี่ซิงเยียนข้าอยากอาบน้ำเจ้าคะ” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วเพราะเธอเหนียวตัวจากการออกกำลังกาย“งั้นเดี๋ยวบ่าวไปเตรียมน้ำให้นะเจ้าคะ” หลังจากที่เธอเอ่ยบอกความต้องการไปแล้วพี่ซิงเยียนก็ขอตัวออกไปสั่งการบ่าวให้ยกน้ำเข้ามาให้เธออาบใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อยอืม สบายมากเลยเธอใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อในการอาบน้ำหลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วเธอก็เดินไปที่ห้องโถงเพื่อกินข้าวรวมกับพ่อแม่บุญธรรมซึ่งวันนี้เธอก็มาก่อนเวลาเล็กน้อยดังนั้นในห้องนั้นจริงไม่มีใครมีเพียงบ่าวไพร่ที่กำลังจัดโต๊ะอยู่เท่านั้น เธอนั่งรอท่านทั้งสองไม่นานพวกท่านก็เดินเข้ามาในห้องโถงแล้ว“ลี่เซียนคารวะท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องมากพิธีมา ๆ กินข้าวกัน” เสียงท่านพ่อดังขึ้นพร้อมกับที่ท่านนั่งลงประจำที่พวกเราจึงเริ่มทานอาหารกันอยากอบอุ่นเพราะต่างคนต่างคีบอาหารให้แก่กันจนจบมื้ออาหาร“เซียนเออร์เรื่องคนที่เจ้าขอพ่อนะหลังจากนี้เจ้าก็ตามหลานช่างไปเลือกคนเลยนะพ่อได้สั่งให้ทุกคนมารวมกันที่ลานฝึกแล้ว” เสียงท่านพ่อดังขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนกินข้าวกันอิ่มแล้วและกำลังนั่งดื่มน้ำชากับกินขนมที่บ่าวยกมาให้อยู่“เจ้าคะ”

    **ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.**ยามห้าย คือ 21.00 – 22.59 น.**ยามอิ๋น คือ 03.00 – 04.59 น.**ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น.