เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ซากมังกร


    ตอนที่ 102


    ซากมังกร


                   


                    ตึง !!!


                    เสียงกระแทกดังพร้อมแรงสั่นสะเทือน ราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมตามติดเสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะก้าวผ่านเข้าสู่เขตแดนเบื้องหน้าในทันควัน


     


                    แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นหาใช่แรงสั่นสะเทือนทั่วไปแต่มันเป็นแรงสั่นที่เกิดจากทักษะลมปราณบางอย่าง แม้ร่างของอสูรร้ายที่เบื้องหลังไม่อาจพุ่งผ่านเข้ามายังเขตแดนเขียวขจีได้ แต่ทักษะของมันนั้นกลับเล็ดลอดเข้ามาได้ และเล็งจู่โจมสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่รุกล้ำเข้าสู่เขตแดนอันอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า


     


                    ร่างของเสวี่ยหมิงถูกพลังสั่นสะเทือนโจมตีจนไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ล้มลงกระแทกพื้นดิน แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มีผลทำร้ายรุนแรงนักเพียงใช้ออกเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวเท่านั้น ทำให้เสวี่ยหมิงไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เมื่อแรงสั่นสะเทือนหยุดลงเสวี่ยหมิงจึงหันหลังกลับไปหมายจะชมดูให้ชัดตาว่าตัวอะไรกันแน่ที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนประหลาดเช่นนี้ขึ้นมา


     


                    ยามเสวี่ยหมิงหันกลับก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะเจ้าอสูรร้ายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนตัวนั้น เมื่อมันพบว่าเหยื่อในครานี้ของตัวเองหลุดรอดไปยังเขตแดนพิเศษในชั่วเสี้ยววินาทีสุดท้าย มันก็แหวกมิติอันเวิ้งว้างออกจากกันเป็นช่องโพลงและหายลับเข้าไปในช่องว่างอันมืดมิดเหลือเพียงดวงตามหึมาไม่ต่างจากของมังกรเหมันต์ที่สาดประกายเจิดจ้าอยู่ภายใน เมื่อมิติที่แตกออกปิดตัวลงทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง


     


                    ...มันหายไปแล้ว หายไปโดยการแหวกมิติอันเวิ้งว้างได้ เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก แต่เอาละในเมื่อมันหายไปก็ดีแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาของข้าบ้าง


     


                    เสวี่ยหมิงเดินตรงเข้าไปยังในต้นหญ้าปราณมังกรที่อยู่ใกล้ในทันที และเมื่อเดินสำรวจโดยรอบเสวี่ยหมิงก็ได้พบกับความลับของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าสัตว์อสูรร้ายที่สามารถแหวกมิติได้ตนนั้น ไม่อาจเข้ามายังภายในสถานที่แห่งนี้ได้ เพราะที่ใจกลางของพื้นที่กว้างหลายสิบไร่แห่งนี้มีซากโครงกระดูกขนาดใหญ่ของมังกรตัวหนึ่งอยู่ ที่ใจกลางของพื้นที่ ซึ่งภายในซากอันใหญ่โตนั้นปรากฏต้นไม้ประหลาดลำต้นสีขาวนวลเรืองรองสูงกว่าสองวา แผ่รัศมีแห่งราชันย์ออกมาปกคลุมพื้นที่รอบ ๆ ซึ่งรัศมีที่ต้นไม้วิเศษต้นนี้แผ่ออกมานั้นก็คือพื้นที่เขียวชอุ่มอันแน่นไปด้วยพลังชีวิตแห่งนี้นี่เอง


     


                    เสวี่ยหมิงเองก็สนใจต้นไม้วิเศษที่ตรงกลาง แต่เมื่อคิดถึงรัศมีวิเศษที่แผ่ออกมาเพื่อปกป้องพื้นที่โดยรอบ เสวี่ยหมิงก็ไม่กล้าที่จะถอนถึงมันออกมาเพราะหากว่าเขาเก็บต้นไม้วิเศษต้นนี้ขึ้นมา แล้วทำให้ม่านพลังที่ปกป้องพื้นที่บริเวณนี้สลายไป เจ้าอสูรร้ายก็อาจจะเข้ามาจู่โจมเสวี่ยหมิงได้ และหากเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่อาจเอาชีวิตรอดจากสัตว์อสูรที่ทรงพลังขนาดนั้นได้ ทำให้เสวี่ยหมิงตัดสินใจเดินสำรวจไปยังพื้นที่อื่นต่อไปก่อน และหมายว่าช่วงเวลาที่ใกล้ครบกำหนด 30 วันเขาจะลองแวะมายังต้นไม้ประหลาดต้นนี้อีกครั้ง เผื่อว่าจะสามารถนำมันกลับออกไปภายนอกพร้อมตัวเอง


     


                    ...พื้นที่รอบ ๆ นี้มีต้นหญ้าปราณมังกรรวมสิบต้น รวมถึงเจ้าดอกไม้ประหลาดอีกสามต้น แต่หากคิดถึงความปลอดภัยเราไม่ควรจะเสี่ยงถอนเจ้าดอกไม้ประหลาดรวมถึงต้นไม้วิเศษที่ขึ้นอยู่ภายในซากของมังกรยักษ์ตัวนั้นในทันที คงต้องค่อย ๆ ทดสอบเก็บเกี่ยวไปทีละอย่าง


     


                    เมื่อตัดสินใจเรียบร้อยเสวี่ยหมิงจึงเก็บเพียงหญ้าปราณมังกรทีละต้นพร้อมสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของม่านพลัง และเมื่อพบว่าการถอนหญ้าปราณมังกรไม่มีผลกระทบต่อม่านพลังเสวี่ยหมิงจึงลงมือเก็บหญ้าปราณมังกรทั้งหมดในคราเดียว


     


                    หลังจากที่ไม่เหลือหญ้าปราณมังกรในพื้นที่อีกเสวี่ยหมิงก็ลงมือเสาะหาสถานที่เพื่อดูดซับพลังของหญ้าปราณมังกร และพบว่าบริเวณซากโครงกระดูกมังกรมีระดับลมปราณหนาแน่นกว่าบริเวณอื่นถึงสามเท่าเสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะเข้าไปฝึกฝนภายในซากของมังกรยักษ์ แต่แล้วเมื่อเสวี่ยหมิงกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปภายในโครงกระดูก ร่างของเสวี่ยหมิงก็ถูกพลังงานที่ปกป้องต้นไม้วิเศษภายในผลักดันออกมาจนกระเด็นหงายหลังหมดสติไปหลายชั่วยาม ทำให้เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งเสวี่ยหมิงก็ล้มเลิกความคิดที่จะไปฝึกฝนภายในกระดูกมังกร รวมถึงความคิดที่สับสนก่อนหน้าว่าตัวเขาควรจะถอนเจ้าต้นไม้วิเศษต้นนี้ออกไปพร้อมกับตัวเอง...ในจังหวะเดียวกับที่เวลาในการเข้ามาสู่ด่านกักมังกรของเขาใกล้จะหมดลงหรือไม่ เพราะว่าลำพังพลังของเสวี่ยหมิงในตอนนี้แม้แต่การจะเข้าไปใกล้ ๆ ต้นไม้วิเศษยังมิอาจกระทำได้ ดังนั้นความคิดที่จะเก็บเอาต้นไม้วิเศษต้นนี้ออกไปจึงต้องพับเก็บเอาไว้เพียงเท่านี้


     


                    เมื่อความสับสน ความโลภ และความเหนื่อยล้าของเสวี่ยหมิงจางหายไปแล้ว เสวี่ยหมิงก็ไม่รอช้าหยิบหญ้าปราณมังกรออกมาวางไว้บนฝ่ามือขวา ก่อนจะนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณดึงดูดพลังของหญ้าปราณมังกรตามเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่ 2 ในทันที


    .


    .


    .


                    วันเวลาล่วงเลยไปไวกว่าที่คาดคิด จิวซินซึ่งปิดขังตัวเองฝึกฝนอยู่ในถ้ำหลบภัยตามคำแนะนำของเสวี่ยหมิง พลันลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าของวันที่เจ็ดหลังจากที่หลังจากเธอพยายามดึงดูดพลังของโอสถหยินหยางเทียนฟงทีละน้อย และพยายามชักนำพลังงานอันบริสุทธิ์มหาศาลของโอสถวิเศษให้ช่วยชำระล้างจิตอันยุ่งเหยิงและสับสนของตัวเอง แต่ขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและทรมานเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านพ้นจิวซินดึงดูดพลังจากโอสถหยินหยางเทียนฟงเพื่อชำระล้างจิตวิญญาณของตัวเองได้เพียงแค่หนึ่งในห้าส่วน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโอสถหยินหยางเทียนฟงนั้นรุนแรงเกินกว่าที่กายเนื้อของจิวซินจะดึงดูดเอาไว้ได้โดยไม่เกิดอันตราย ทำให้ระหว่างที่บังคับเคลื่อนลมปราณไปตามเคล็ดวิชาจิตเอกะเบื้องต้นที่เสวี่ยหมิงคัดลอกให้ จิวซินก็จำต้องแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งคอยขับพลังส่วนเกินของโอสถหยินหยางเทียนฟงออกจากร่าง ทำให้ความเหนื่อยล้าทรมานจากการฝึนฝนสูงกว่าการฝึกฝนทักษะวิชาทั่วไปอย่างไม่อาจเปรียบเทียบ แต่เพราะจิวซินมีความรู้สึกอันแรงกล้าต่อเคล็ดวิชาที่เสวี่ยหมิงมอบให้รวมถึงความดื้อรั้นอยากเอาชนะที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ทำให้หล่อนไม่คิดที่จะถอดใจเลิกฝึกฝนแต่กลางคัน แต่ในที่สุดร่างกายของหญิงสาวก็อ่อนล้าจนเกินไปจึงไม่อาจแบ่งแยกสมาธิทำการฝึกฝนพร้อมขับพลังส่วนเกินของโอสถหยินหยางเทียนฟงไปพร้อม ๆ กัน ทำให้จิวซินเลือกที่จะหยุดยั้งขั้นตอนการฝึกฝนเอาไว้ก่อน และเร่งลงมือฟื้นฟูร่างกายและปรับลมปราณที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่


     


                    หลังจากที่ร่างกายฟื้นฟูจิวซินก็ไม่หยุดพักผ่อนแม้สักนิด เร่งฝึกฝนต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อร่างกายอ่อนล้าจนเกินกำลังนางก็จะหยุดมือและปรับลมปราณเช่นเดิม ก่อนที่จะทำซ้ำต่อเนื่องวนไปเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 28 ของการเข้าสู่ด่านกักมังกร หลังจากที่จิวซินดึงดูดพลังจากโอสถหยินหยางไปจนเกือบหมดสิ้น จิตของนางก็ใสกระจ่างไปกว่าแปดส่วนแล้ว สองตาที่ปิดแน่นเปิดอ้าออกอย่างช้า ๆ ด้วยความอ่อนล้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความปิติยินดีอาบไล้บนใบหน้างามซึ้งของหญิงสาว แต่แล้วความเหนื่อยอ่อนสะสมที่ฝืนตะบี้ตะบันฝึกฝนโดยไม่หยุดพักก็มาถึงขีดสุด ร่างงามระหงที่พยายามจะยันกายขึ้นยืนพลันล้มพับลงไปกองกับพื้น แม้อ่อนล้าหมดเรี่ยวแรงแต่ยังพอจะประคองสติเอาไว้ไม่ให้หลับใหล


     


                    ตูม...!


                    ทันใดนั้น...บังเกิดเสียงหินแกร่งที่ปิดปากถ้ำแตกระเบิดออก จิวซินผงกศีรษะขึ้นชมดูว่าเกิดอะไรขึ้น แสงจากภายนอกถ้ำสาดส่องเข้ามาจนหญิงสาวต้องหยี่ตาลง


     


                    ปรากฏร่างอันสูงสง่าเดินตรงเข้ายังร่างอ่อนล้าของนาง...ใบหน้าอันคุ้นตา


     


                    จิวซินใช้สายตาเครียดขึ้งจับจ้องไปยังผู้ที่ก้าวเท้าเข้ามาด้วยความชิงชังและรังเกียจอย่างไม่อาจปิดบัง


                    "ก้านลู่..."


    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน