ห๊า~~~
"ท่านแม่ทัพเนี้ยหรืออยากกินเนื้อกวาง!"
สามเสียงอุทานพร้อมกันอย่างไม่เชื่อหูตนเอง ผู้ช่วยทั้งสามคนหลังได้ยินสิ่งที่หญิงสาวบอกก็ได้แต่ส่ายหน้า คิดว่านางคงฟังผิดมาเป็แน่
"ทำไมหรือเ้าคะ"
"ท่านแม่ทัพมิกินเนื้อกวาง เ้าจำผิดหรือไม่"
ซีอันเอ่ยถามหญิงสาวเพื่อทวนความจำ เยี่ยนฝางพยักหน้างึกเป็คำตอบ นางไม่มีทางฟังผิดแน่ เพราะก่อนออกมานางย้ำกับท่านแม่ทัพแล้ว
"ข้าว่ากวางที่ท่านแม่ทัพหมายถึงอาจจะไม่ใช่กวาง แต่เป็คน"
หยุนไฉเอ่ยอย่างใช้ความคิด พร้อมแววตาเ้าเล่ห์ จื่อหาวมีท่าทีหน้าแดงระเรื่อกับคำพูดของหยุนไฉ ที่นี่คงมีเพียงเยี่ยนฝางผู้เดียวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"เ้าใสซื่อเกินไปหรือไม่ เหตุใดเก่งทุกเื่ แต่เื่นี้กลับไม่เข้าใจกัน"
"เข้าใจอันใดหรือเ้าคะ ท่านแม่ทัพจะกินเนื้อคนจริงๆหรือเ้าคะ"
เยี่ยนฝางเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อหู นี่นางกำลังชอบคนที่กินเนื้อคนหรือเนี้ย
"เ้ามิรู้อันใด ยามออกศึก ถูกจับตัวไปเป็เชลยหรือแม้กระทั่งปลอมตัวเข้าไป ต้องอดอยากมากเพียงใด บางครามิได้กินหลายสิบวัน ถึงครานั้นเนื้อคนก็มิใช่เื่แย่อันใด"
จื่อหาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงชวนขนลุกพร้อมทำท่าทางให้หญิงสาวจินตนาการตามตน เป็ดังคาดใบหน้าของเยี่ยนฝางตอนนี้แทบดูไม่ได้คล้ายจะอาเจียน มือเรียวยกขึ้นปิดปากตนเอาไว้อยากอดกั้น
"พอแล้วจื่อหาว เยี่ยนฝางเ้าอย่าไปฟังเขาพูด เขาเพียงหยอกล้อเ้าเล่นเท่านั้น"
ซีอันเอ่ยอย่างห้ามปราม ก่อนที่ประโยคหลังจะหันมาเอ่ยกับหญิงสาวอย่างปลอบใจ
"ท่านแม่ทัพไม่ทานเนื้อกวาง เ้าไปทำอย่างอื่นให้เถิด เกรงว่าจะหิวแล้วกระมัง"
เอ่ยจบสองสาวก็เดินเข้าไปยังเรือนครัวพร้อมกัน
.....
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
"ท่านแม่ทัพ รายงานด่วนขอรับ"
ห่าวอู๋ถือรายงานเข้ามาในกระโจมด้วยสีหน้าไม่ดีนัก ก่อนที่จะยื่นมันให้ผู้เป็นาย จ้าวเทียนหยางรับมาเปิดอ่านทันที เยี่ยนฝางสังเกตสีหน้าของชายหนุ่มเมื่ออ่านก็เกิดความรู้สึกสงสัย เพราะเล่มสีรายงานนั้นไม่เหมือนรายงานเล่มอื่นที่นางเคยเห็น ดูเหมือนว่าจะมีเื่สำคัญและเร่งด่วนเข้ามาเสียแล้ว
"ได้รับจดมหมายหรือไม่"
เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเ้าของร่างที่โพล่งเข้ามาในกระโจม
"องค์ชายสี่"
ทั้งสามเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะผู้มาใหม่ทันที
"ข้ามิได้รับจดหมาย แต่มีรายงานส่งมาจากวังหลวง"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยตอบ
"รายงาน ขอเข้าพบแม่ทัพจ้าวขอรับ"
เสียงของทหารเวรยามด้านนอกเอ่ยกล่าวอย่างขออนุญาต ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีเื่ด่วนเกิดขึ้น เมื่อดูจากแขกที่เข้าพบกระทันหันไม่ขาดสายเช่นนี้แล้ว
"เข้ามา"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยจบ ทหารเวรผู้นั้นก็เข้ามาด้านใน และส่งจดหมายลับให้ท่านแม่ทัพและรีบออกไป จ้าวเทียนหยางเปิดอ่าน จดหมายด้านในเป็ของหัวหน้าหมู่บ้านหรงเจิ้น เป็อีกหนึ่งหมู่บ้านในตัวอำเภอหยาฝู๋ และเป็หมู่บ้านที่อยู่ต้นน้ำ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จ้าวเทียนหยางเอ่ยจบก็ยื่นให้อี้หนิงหลงได้อ่าน
"ดูเหมือนว่าข่าวจะเร็วไม่น้อย ไกลถึงเพียงนั้นทางวังหลวงยังรู้ข่าวเร็วกว่าพวกเราที่อยู่ใกล้เพียงไม่กี่ลี่ด้วยซ้ำ"
อี้หนิงหลงเอ่ยอย่างใช้ความคิด เยี่ยนฝางยังคงเงียบฟังพวกเขาสนทนากัน ถึงแม้ว่าตนจะไม่รู้ว่ามันคือเื่อันใดก็ตาม
"เตรียมม้าให้ข้า"
"ขอรับ"
ห่าวอู๋รับคำสั่ง ก่อนจะเดินออกไป แต่ขณะนั้นเองกลับต้องหยุดฝีเท้าเอาไว้
"ข้าไปด้วย"
อี้หนิงหลงเอ่ยขึ้น
"องค์ชายสี่มิได้ขอรับ นั้นอันตรายเกินไป หากท่านไปมิมีคนคอยดูแลคุ้มกันหากเกิดเื่ขึ้นมาจะทำเช่นไร"
"เช่นนั้นให้ข้าคอยรับใช้องค์ชายสี่ดีหรือไม่เ้าคะ"
เยี่ยนฝางที่เงียบั้แ่ต้นเอ่ยอย่างเสนอความคิดเห็น นางเองก็อยากรู้เื่นี้เหมือนกันแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามตรงๆ
"เื่นี้อันตรายเกินไป"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยอย่างห้ามปราม แต่แท้จริงแล้วเขาไม่อยากให้นางรู้เื่นี้เสียเท่าไหร่ หากจะพูดตามตรงเื่นี้ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับนางไม่น้อย
"ข้าร่ำเรียนในสำนักศึกษามาหลายปี ก็เพื่อนำความรู้มาช่วยเหลือชาวบ้านและผู้ที่เดือดร้อน หากข้ารักตัวกลัวตายเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใดกันเ้าคะ"
เยี่ยนฝางรู้สึกไม่เข้าใจเท่าไหร่ในสิ่งที่ท่านแม่ทัพพูด ชายหนุ่มเอ่ยเช่นนี้แล้วมันต่างอะไรกับองค์รัชทายาท ที่เอ่ยดูถูกนางและสตรีเมื่อหลายวันก่อน ตลอดหลายเดือนที่นางช่วยงานท่านแม่ทัพ เขาไม่สามารถััมันได้เลยหรือ จ้าวเทียนหยางมีท่าทีคิดหนักพร้อมทำท่าเท้าเอวยืนหันหลังให้หญิงสาว เื่ชนเผ่าเหยียนกู๋เป็เื่ที่ค่อนข้างมีอิทธฺิกับเขามาก เพราะมันทำให้เขาตำหนิตนเองตลอดสิบปีมานี้
"แม่นางเยี่ยนฝางเ้าใจเย็นๆก่อน เื่นี้ดูเหมือนจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เ้าคิด"
อี้หนิงหลงเอ่ยปลอบใจหญิงสาว แต่ใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยคำถาม
เฮ้อ~~~
อี้หนิงหลงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อมองสีหน้าของจ้าวเทียนหยาง
"เ้าคงเคยได้ยินเื่ชนเผ่าเหมียนกู๋"
สิ้นคำของอี้หนิงหลง หญิงสาวเดินไปหาจ้าวเทียนหยางที่ยังคงหันหน้าไปทางอื่น
"สิบปีที่ผ่านมา ข้ามิเคยเอ่ยถามหรือ้าคำตอบใดๆจากท่าน แต่ครานี้....."
"เดี๋ยวนะ ข้ามิเข้าใจเื่ที่เ้าพูด"
เยี่ยนฝางยังเอ่ยไม่ทันจบ อี้หนิงหลงก็เอ่ยขึ้นขัดหญิงสาวเสียก่อน เพราะด้วยคำพูดของนางทำให้เข้าคิดถึงเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
"นางคือผู้ใดกันแน่"
"นางคือเด็กที่ถูกชนเผ่าเหยียนกู๋ฆ่าล้างยกหมู่บ้าน คนที่เหลือรอดมาได้มีนางเพียงผู้เดียว"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยตอบชายหนุ่ม อี้หนิงหลงมองใบหน้าหญิงสาวอยู่นาน คราแรกที่ได้พบกันเขารู้สึกคุ้นหน้านางอยู่มาก มีหลายครานานมามากแล้วที่บังเอิญไปบริเวณจวนจ้าวแล้วพบกับเด็กผู้หนึ่ง
"ข้าขอโอกาสในการสืบเื่นี้ด้วยได้หรือไม่เ้าคะ"
เยี่ยนฝางเอ่ยด้วยท่าทีและใบหน้าที่จริงจัง จ้าวเทียนหยางมองลึกไปในดวงตานาง แท้จริงแล้วเขาให้คนสังเกตหญิงสาวมาพักใหญ่ และพบว่านางเองก็แอบสืบเื่ของชนเผ่าเหยียนกู๋อยู่อย่างลับๆ หากเป็เขาเองก็คงทำใจยากที่จะไม่สนใจ ถึงจะมีผู้มอบชีวิตใหม่ให้แล้วอย่างไร แต่เื่ที่คนในครอบครัวถูกฆ่าตาย ย่อมไม่นึกถึงมันหรืออยู่นิ่งๆต่อไปคงไม่ได้เช่นกัน
"เช่นนั้น เ้าต้องระวังตน รู้ใช่หรือไม่ว่าต้องทำเช่นไร"
"เ้าค่ะ"
เยี่ยนฝางรับคำอย่างว่าง่าย จ้าวเทียนหยางไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เนื่องจากนางก็มิใช่เด็กน้อย อีกทั้งความคิดความอ่านยังฉลาดอยู่บ้าง
......
บนเส้นทางที่จุดหมายปลายทางคือหมู่บ้านหลงเจิ้น ต้องใช้เวลากว่าสองชั่วยามในการเดินทาง จ้าวเทียนหยางควบม้านำ ตามด้วยผู้ช่วยคนสนิทอีกสองคน และปิดท้ายด้วยรถม้าของขององค์ชายสี่
ภายในรถม้ามีคนสองคนที่อยู่ด้านในด้วยกัน หนึ่งคนคือองค์ชายสี่และเยี่ยนฝางที่คอยดูแลอยู่ข้างกาย ทั้งคู่มิได้เอ่ยสนทนากันเลยแม้แต่น้อยั้แ่เคลื่อนตัวออกมาจากค่าย ดวงตาคมมองหญิงสาวที่ทำให้เขารู้สึกละม้ายคล้ายว่าเคยเจอกันที่ใดมาก่อน
"เ้ามาอยู่ที่จวนจ้าวได้เช่นไร"
"เรียนองค์ชายสี่ หม่อมฉันถูกท่านแม่ทัพเก็บมาเลี้ยงที่จวนเมื่อสิบปีที่แล้ว หลังจากที่คนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงท่านพ่อท่านแม่ของข้าถูกคนชนเผ่าเหยียนกู๋ฆ่าทิ้งเพคะ"
"ใช้คำธรรมดาเถิด อย่าใช้คำาาศัพท์กับข้า"
"มิเหมาะสมเ้าค่ะ"
"นี่คือคำสั่ง"
"เพคะ เอ่อ....เ้าค่ะ"
เยี่ยนฝางลอบมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปสนใจทิวทัศน์ข้างทาง มือเรียวยื่นออกไปนอกหน้าต่างหนึ่งข้าง ัักับสายลมอ่อนๆที่พัดเบาๆขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้า วางคางที่ขอบหน้าต่าง กิริยาท่าทางที่ดูเป็ธรรมดาชาติเช่นนี้ ดึงดูดสายตาของบุรุษที่นั่งตรงข้ามกับนางอย่างมาก ดวงตางามมองไปยังคนผู้หนึ่งที่นางชื่นชอบอยู่ด้านนอก ยิ่งได้เห็นว่าเขาทำงานเช่นไร ก็เหมือนกับว่าเขาสูงเกินจะอาจเอื้อมมากเท่านั้น หากเขาจะไม่มีสตรีข้างกายจนกว่าจะเจอคนที่ต้องใจเหมือนที่เคยลั่นวาจา นางเองก็จะขออยู่รับใช้ข้างกายเขาตลอดไปไม่ออกเรือนเช่นกัน
"จ้าวเทียนหยางบอกว่ามาอยู่ที่จวนจ้าวเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างนั้นหรือ"
"เ้าค่ะ"
"เ้ามีสหายหรือไม่"
"สหายหรือเ้าค่ะ ข้าย่อมมีเ้าค่ะ ในสำนักศึกษาหรือนอกจวนก็ล้วนมี"
เยี่ยนฝางเอ่ยตอบด้วยความไม่เข้าใจ ผู้ใดกันจะมิมีสหายกัน ขนาดเขาก็ยังเป็สหายของท่านแม่ทัพไม่ใช่หรือ
"ข้าหมายถึงสหายตอนเ้าเด็กๆ สหายที่เป็บุรุษ"
แววตาของหญิสาวบ่งบอกว่าคำถามที่ตนถามไปนั้นดูจะไร้สาระไปหน่อย
"นานมากแล้วเ้าค่ะ อีกทั้งตอนนั้นข้าคงเด็กมาก จำไม่ได้เสียแล้ว"
เยี่ยนฝางเอ่ยออกไปตามตรง อี้หนิงหลงพยักหน้าหลังได้ยิน และไม่ได้ถามนางอีก ถึงแม้ในใจเขายังมีคำถามมากกมายที่อยากรู้ แต่สถาการณ์เช่นนี้ อีกทั้งยังพึ่งรู้จักนาง การถามที่ดูเจาะจงคงทำให้อึกอัดไม่น้อย เขาเป็องค์ชายนางคงไม่กล้าปฏิเสธที่ไม่ตอบ แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
ใช้เวลานานอยู่พอสมควร ทุกคนก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านหลงเจิ้นเป็ที่เรียบร้อย อี้หนิงหลงและเยี่ยนฝางลงจากรถม้ามารวมตัวกันกับจ้าวเทียนหยาง ไม่นานผู้ใหญ่บ้านก็เดินเข้ามาตอนรับทันที แต่สีหน้ากลับเป็กังวลจนเห็นได้ชัด สายตาคมของจ้าวเทียนหยางกวาดตามองบริเวณโดยรอบของหมู่บ้าน ที่ดูจะถูกจัดให้เข้าที่เข้าทางไปบ้างแล้ววจากตอนแรกที่มา มีน้ำท้วมขังหลายบริเวณในหมู่บ้าน
"เชิญพวกท่านด้านในขอรับ"
ผู้นำหมู่บ้านใต้เฉิงหม่าผายมือให้เดินนำเข้าไปด้านใน ทุกคนเข้ามาด้านในห้องโถงใหญ่ และนั่งในตำแหน่งตนเอง แต่ท่าทีของผู้นำหมู่บ้านกลับมีสีหน้าประหลาดใจ เนื่องจากตำแหน่งสูงสุดกลับมิใช่ท่านแม่ทัพเป็ผู้นั่ง ไม่นานบ่าวรับใช้ก็นำชาเข้ามาตอนรับ
"อ่อ ข้าลืมแนะนำ ท่านนี้คือองค์ชายสี่ อี้หนิงหลง"
"เอ่อ....ขออภัยองค์ชาย ข้าน้อยเสียมารยาทแล้วที่ไม่ได้ตอนรับให้ดี ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ได้โปรดองค์ชายอย่าได้ถือสา"
เขาไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังก้มลงไปที่พื้นด้วยความนอบน้อม
"ท่านมิเคยเห็นหน้าข้ามาก่อน ไม่รู้ย่อมเป็เื่ธรรมดา"
อี้หนิงหลงยกชาขึ้นดื่มและวางลงช้าๆอย่างใจเย็น เขาไม่ค่อยใส่ใจเื่ในวังหลวง อีกทั้งไม่คิดจะชิงดีชิงเด่น อยากได้ตำแหน่งที่ใครๆก็หมายปอง ปลีกตัวสันโดดนานครั้งจะเข้าวังหลวง เมื่อครั้งมีงานพิธีในวังเท่านั้น แม้แต่รูปวาดเขาก็มีจนนับชิ้นได้ คนผู้นี้เป็เพียงผู้นำหมู่บ้านเล็กๆ หากเคยพบเขาสิถือว่าเป็เื่แปลก
"ว่าเื่ของเ้ามาเถิด"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยเพียงสั้นๆ ก่อนจะกวักมือเรียกเยี่ยนฝางให้มานั้งลงข้างๆเขา หญิงสาวรู้หน้าที่ตน รีบเดินเข้ามานั่งใกล้ชายหนุ่ม ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกและพู่กันขึ้นมา เตรียมจดตามที่ผู้นำหมู่บ้านเล่าให้ฟัง ท่าทางและกิริยาของทั้งคู่อยู่ในสายตาของอี้หนิงหลงจนหมด เขาััได้ว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาเป็แน่ จ้าวเทียนหยางสหายของเขา เคยให้สตรีนางใดเข้าใกล้ที่ใดกัน อีกทั้งท่าทียังอ่อนโยนเช่นนี้ ก็นับว่าตนพึ่งได้เห็นและััคราแรกเลยก็ว่าได้
"ศพอยู่ที่ใด พาพวกข้าไปดูได้หรือไม่"
เยี่ยนฝางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ เวลายิ่งมากเท่าไหร่ ร่องรอยและเบาะแสก็เลื่อนลางไปเท่านั้น เนื่องจากร่างกายมนุษย์เมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ย่อมมีการเน่าสลายของอวัยวะต่างๆ ยิ่งปล่อยเวลาไปแม้เพียงเสี่ยวก็นับว่าลักฐานก็อาจจะหายตามไปด้วย
"นี่ก็ยามเซินแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้เถิด"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยขัดหญิงสาว ถึงใบหน้าของนางจะเต็มไปด้วยคำถามแต่ก็ต้องยอมรับฟังแต่โดยดี
"เช่นนั้นท่านทั้งหลายเชิญทางนี้ขอรับ ข้าได้ให้คนในหมู่บ้านเตรียมที่พักให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว"
ทุกคนเดินตามผู้นำหมู่บ้านไปยังเรือนรับรอง สองหลังที่ถูกเตรียมไว้ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าองค์ชายสี่จะมาด้วย จึงทำได้เพียงให้พักร่วมกับแม่ทัพจ้าว เพราะทั้งคู่ไม่ได้ถือเื่ฐานะอันใด
ทางด้านเยี่ยนฝางหลังกลับมาที่เรือนสำหรับสตรีที่ถูกเตรียมไว้ให้ นางกลับรู้สึกร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก หลักการสืบสวนข้อนี้ท่านแม่ทัพไม่มีทางไม่รู้เป็แน่ ทั้งที่คราแรกตอนออกมาจากกระโจมที่ค่าย ก็ดูเหมือนเขามีท่าทีกระตือรือร้น แล้วเหตุใดถึงต้องรอถึงพรุ้งนี้กัน แต่จะให้นางขัดคำสั่ง ไปตรวจสอบศพเองตามอำเภอใจก็มิได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ทำได้เพียงถอยหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ท่านแม่ทัพอยู่หรือไม่"
หญิงสาวเอ่ยถามเวรยามหน้าเรือนรับรอง ไม่รู้เหมือนกันว่าเช่นไร เท้าเ้ากรรมถึงได้พาเดินมาที่นี่กันนะ
"มีอันใดหรือ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังหญิงสาว เอามือพาดไว้ด้านหลังอย่างคนใจเย็น ขณะที่หญิงสาวกำลังเอ่ยถามถึงเขากับเวรยาม ร่างบางรีบหันมาทางชายหนุ่มในทันที เมื่อรู้ว่าเสียงนั้นคือผู้ใด จ้าวเทียนหยางส่งสัญญาณให้เวรยามผู้นั้นออกไปจากบริเวณนี้ แต่ขณะนั้นเองเยี่ยนฝางชนเข้ากับร่างใหญ่ที่จงใจเดินเข้ามาประชิดที่หลังของนาง มือหนารวบเอวบางมาประชิดกับเขาด้วยมือข้างเดียว อีกทั้งยังกระชับที่เอวนางดันร่างให้เข้ามาประชิดตนมากขึ้น ดวงตาของนางสบเข้ากับเขาอย่างไม่มีทางหลบหนี
"ขะ....ขออภัยเ้าค่ะ"
"หื่อ~~~ เ้าทำผิดเื่อันใดกัน"
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ แต่น้ำเสียงและท่าทางกลับชวนให้หญิงสาวรู้สึกขนลุก หัวใจของนางเต้นรั่วไม่เป็จังหวะ ในหัวของนางโล่งจนไม่รู้ว่าตนต้องทำเช่นไรต่อ นิ่งค้างอยู่กับที่เหมือนคนเหม่อลอย ใบหน้าคมยื่นไปที่ข้างหูเนียนช้าๆ ริมฝีปากหนาเฉียดกับแก้มบางที่ขณะนี้แดงระเรื่อ ลมหายใจอุ่นๆรดต้นคอและใบหูขาว
"หากรู้ว่าตนผิดเื่อันใด สามารถมาบอกข้าได้ทุกเมื่อ"
เอ่ยจบก็ปล่อยนางให้เป็อิสระ และเดินเข้าเรือนพักตนไป เยี่ยนฝางหลังได้เป็อิสระ ขาที่เดิมสามารถทรงตัวได้ เมื่อชายหนุ่มออกไปแล้วก็อ่อนแรงล้มพับไปนั่งที่พื้นอย่างจนใจ มือเรียวยกขึ้นกุมที่หน้าอกด้านซ้าย นางอยากตรวจสอบว่ามันยังคงเต้นดีอยู่หรือไม่ หรือว่าหยุดเต้นไปเพราะการกระทำของท่านแม่ทัพเมื่อสักครู่ไปแล้ว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ทั้งหมด ถูกคนผู้หนึ่งลอบสังเกตจากมุมไกล อี้หนิงหลงมีท่าทีเงียบสงบ เหมือนว่าเขาไม่แปลกใจที่ได้เห็นเช่นนี้ เพียงแค่ผิดหวังเล็กน้อย
"คนในดวงใจที่นางบอก ข้าคงไม่ต้องเดาแล้วหล่ะ"
……
เอาหล่ะ อีพี่เริ่มยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ได้ล่ะ กวางน้อย เอ้ย! ยัยน้อง รีบหนีไปปปปปปปป ????
>.............
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ = 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว = 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 - 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 - 14.59 น.
ยามเซิน คือ15.00 - 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 - 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 - 20.59 น.
ยามห้าย คือ 21.00 - 22.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————