ตอนที่ 123 ตัวข้านั้นมีจิตใจโอบอ้อมอารี โอบกอดใต้หล้าด้วยความเมตตา เช่นนี้จะนับว่าผิดอันใด
คำกล่าวของกู้ฉางเกอทำให้เย่หลางเทียนชะงักไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความล้ำลึกบนใบหน้าของเขา เย่หลางเทียนก็พอจะเข้าใจความหมายแฝงอยู่บ้าง จึงยอมให้เกียรติกู้ฉางเกอ โดยมิกล่าวจี้ถามชื่อหลิงอีก
“ขอบคุณศิษย์มรรคากู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์”
ชื่อหลิงเองก็มิคาดคิดว่าในช่วงเวลานี้ กู้ฉางเกอจะก้าวออกมาช่วยเหลือนางไว้ สายตาที่มองเขาเผยความรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย กู้ฉางเกอก็เพียงแต่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ชั่วขณะนั้น ชื่อหลิงเองกลับมิรู้ว่าควรจะกล่าวอันใดออกไปดี ทว่าความรู้สึกที่มีต่อกู้ฉางเกอก็กลับดีขึ้นไปอีกขั้น
หากมิมีเขาออกมากล่าวช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องราวให้ ก็คงจะมิจบได้โดยง่ายดายเป็นแน่ อีกมินานเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายก็คงพร้อมใจกันรุมกล่าวโทษนางไปเสียแล้ว
ถึงแม้นางจะมิเชื่อว่าเย่หลิงคือผู้สืบทอดวิชามาร ทว่าในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน ความเชื่อมั่นของนางเพียงผู้เดียวก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
หากนางจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเย่หลิง หนทางเดียวก็คือต้องหาตัวผู้สืบทอดวิชามารที่แท้จริงออกมาให้ได้ ทว่าเรื่องนั้นยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสู่สวรรค์
เมื่อชื่อหลิงนึกถึงเรื่องนี้ ก็ได้แต่ทอดถอนหายใจเงียบๆ ด้วยความจนใจ
บรรดาเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เงียบงันไปชั่วครู่หลังจากที่กู้ฉางเกอออกมากล่าวไกล่เกลี่ย ต่างก็มิได้กล่าวอันใดเพิ่มเติมอีก ทว่าในใจกลับยิ่งมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้มีเงื่อนงำและความจริงที่ปิดบังไว้
และมิว่าจะคิดเช่นไร เย่หลิงก็ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งอยู่ดี
ในคืนที่เกิดเหตุ ร่ำลือกันว่าเย่หลิงกับไป๋เลี่ยเกิดความบาดหมางกันขึ้นท่ามกลางงานเลี้ยงนั้นเอง และเรื่องนี้ก็มีเทวีอิ่นเหมยแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางที่เป็นพยานได้
ต่อมามินานนัก ไป๋เลี่ยก็ถูกพบเป็นศพอย่างอนาถ ขณะที่เย่หลิงกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ความบังเอิญนี้ ช่างดูประจวบเหมาะจนแทบจะมิใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป
หากเขาบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดจึงมิกล้าออกมาปรากฏตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เล่า
นี่มิใช่ยิ่งเป็นหลักฐานหรือว่าเขามีใจคิดปิดบังบางอย่าง
เหล่ายอดอัจฉริยะทั้งหลายล้วนมิใช่คนเขลา เพียงแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยก็สามารถมองทะลุถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้โดยง่าย เพียงแต่พวกเขากลับรู้สึกว่า กู้ฉางเกอดูเหมือนจะเอ่ยวาจาเพื่อแก้ต่างให้กับเย่หลิง ทั้งโดยตั้งใจและมิตั้งใจ แต่กระนั้นก็มิมีผู้ใดเอ่ยทักท้วงอีก
เมื่ออยู่บนแผ่นดินของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เพียงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ พวกเขาย่อมมิอาจสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับกู้ฉางเกอโดยไร้เหตุอันควร อีกทั้งการที่เขาลุกขึ้นมาช่วยเหลือชื่อหลิงในครั้งนี้ พวกเขาก็เพียงแต่คาดเดาว่า กู้ฉางเกอคงเห็นแก่หน้าที่เจ้าบ้าน มิอยากให้ผู้สืบทอดแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ต้องรู้สึกอับอายไปมากกว่านี้
“ศิษย์มรรคากู้ ข้าคงต้องขอตัวก่อนแล้ว”
ในขณะนั้นเอง เย่หลางเทียนก็ลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางก่อนเอ่ยปากกล่าวลา เตรียมตัวจากไปพร้อมกับเย่หลิวหลีและเหล่าผู้ติดตาม
เพียงแค่ยอมสละเวลามาร่วมเป็นสักขีพยานในงานพิธีนี้ ก็ถือได้ว่าเขามอบเกียรติให้กับกู้ฉางเกอมิน้อยแล้ว
กล่าวให้ชัดเจนกว่านั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาเองก็เผชิญแรงกดดันมากมาย
ท้ายที่สุดเย่หลิงก็ยังเป็นคนของตระกูลเย่ แม้จะเป็นเพียงตระกูลสายรอง ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าจะปล่อยผ่านได้ มิเพียงแต่ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เดือดดาลจนมิอาจหยุดยั้ง ยังรวมถึงหลายขั้วอำนาจต่างก็จับจ้องเรื่องนี้กันอย่างมิกะพริบตา
หากจัดการเรื่องนี้ได้มิดี ตระกูลเย่อาจมิสามารถแบกรับความโกรธแค้นจากทุกฝ่ายได้ แม้ตระกูลของพวกเขาจะเป็นตระกูลเซียนโบราณที่หยั่งรากลึกมานับกาลนาน ทว่าก็ยังมิอาจลอยตัวอยู่เหนือทุกสิ่งได้
ปัญหาที่รุมเร้าจนปวดหัวเช่นนี้ ทำให้เย่หลางเทียนแทบจะหมดความอดทนกับเย่หลิง
เหล่ายอดอัจฉริยะคนอื่นๆ ต่างก็ทยอยลุกขึ้นและกล่าวลาจากไปเช่นกัน เพราะในเวลานี้พิธีการสำหรับการเปิดดินแดนเซียนโบราณที่ทางตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ประกาศนั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับพวกเขา
ภายในเวลาอันใกล้ หากพวกเขาบังเอิญพบกับเย่หลิงเข้า ก็หาได้มีสิ่งใดให้ต้องหวั่นเกรงไม่
ถึงที่สุดแล้ว การที่ ไป๋เลี่ยต้องถูกสังหารในครานั้น ก็เป็นเพราะความคุ้นเคยระหว่างเขากับเย่หลิง จนมิทันได้ตั้งตัวและถูกโจมตีจนถึงแก่ชีวิตนั่นเอง
เมื่อมองดูเหล่าผู้คนทยอยจากไป กู้ฉางเกอเพียงยิ้มบาง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เชิญทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
มิว่าจะอย่างไร เย่หลิงก็มิอาจหลุดพ้นจากการแบกรับข้อกล่าวหานี้ไปได้ อีกทั้งด้วยคำกล่าวในวันนี้ แม้แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับเย่หลิงเองก็ยากที่จะลุกขึ้นมาแก้ต่างให้เขา
บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นผู้สืบทอดของขุมพลังอำนาจต่างๆ ในแดนแห่งนี้ มิว่าจะเป็นผู้นำรุ่นเยาว์ ทายาทสืบทอด หรือศิษย์เอกแห่งสำนักระดับสูง เสียงและความคิดของพวกเขาล้วนสะท้อนอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของพลังอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง
ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงวางใจได้มิน้อย
ข้อกล่าวหาของผู้สืบทอดพลังมารที่เขาป้ายให้กับเย่หลิง ย่อมมิอาจสั่นคลอนในเวลาอันใกล้นี้ และช่วงเวลานี้เอง คือโอกาสอันล้ำค่าที่เขาจะเสริมสร้างพลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แม้พลังระดับเทวะสวรรค์ของเขาจะถือว่าร้ายกาจที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ ทว่าบนเส้นทางแห่งยุทธ์นี้ยังมีขอบเขตราชันเทวะ ว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ และผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งรอคอยเบื้องหน้าอีกยาวไกล
“ภายในดินแดนเซียนโบราณ เกรงว่าคงเต็มไปด้วยซากโบราณมากมาย... หากพบเจอร่างเซียนแห่งยุคบรรพกาล ก็มิอาจนับว่าเป็นโชคชะตาที่ธรรมดาสามัญได้”
“โดยเฉพาะจิตวิญญาณแห่งเซียนที่กำลังจะปรากฏออกมานั้น ข้าเองก็มิได้เตรียมการมาอย่างเล่นๆ”
ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นในใจของกู้ฉางเกออย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เขายังเดาว่าเย่หลิงยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในนครโบราณมรรคาสวรรค์ สำหรับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างเย่หลิงแล้ว เขาย่อมต้องมีวิธีซ่อนเร้นและปลอมแปลงตัวตนมากมาย มิเช่นนั้นเขาคงมิสามารถอาศัยความลับเหล่านี้แสร้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือมาตลอดเส้นทางได้
วิธีการปกปิดต้นกำเนิดหรือเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นั้น เย่หลิงย่อมมีอยู่มิน้อย
และแน่นอนว่าเย่หลิงจะต้องหาทางแฝงตัวเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณ
เรื่องนี้เองก็ทำให้กู้ฉางเกอวางแผนการรับมือไว้ล่วงหน้าอีกหลายแนวทาง
หรือบางที... เขาอาจโยนความผิดไปที่เย่หลิงอีกครั้งได้ในเวลานั้น
หากเย่หลิงปรากฏตัวขึ้น ก็ถือเป็นโชคดี
ทว่าหากเขามิอยู่แล้วละก็... คงทำให้การจัดการในครั้งนี้ลำบากขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ในขณะที่กู้ฉางเกอกำลังครุ่นคิด เสียงหนึ่งที่ใสกระจ่างและเยือกเย็นพลันดังขึ้นข้างกาย ขัดจังหวะความคิดของเขา
“ข้ามาถึงที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก มิทราบว่าศิษย์มรรคาฉางเกอจะพาข้าเดินชมรอบๆ สักหน่อยได้หรือไม่ ดินแดนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นช่างกว้างใหญ่ลึกลับ เหล่าเกาะศักดิ์สิทธิ์และขุนเขาเซียนล้วนชวนให้คนถวิลหา”
เสียงที่เอ่ยขึ้นนั้นมาจากชื่อหลิง หญิงงามผู้มีใบหน้าที่ขาวเนียนละมุนแลดูงดงามวิจิตร ปรากฏแววคาดหวังเล็กน้อย ขณะที่ท่าทีเย็นชาของนางคลายลงไปมาก
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของชื่อหลิงจะดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กสาว ทว่าความเป็นจริงแล้ว อายุของนางหาได้ด้อยไปกว่ากู้ฉางเกอไม่ อีกทั้งความละเอียดลึกซึ้งในความคิด ย่อมมิใช่เรื่องที่ผู้ที่อยู่วัยเดียวกันจะเทียบเคียงได้
ที่นางเอ่ยปากขอให้กู้ฉางเกอนำทาง ก็มิใช่ว่าจะมีเจตนาอื่นใดต่อเขา หากแต่ต้องการใช้โอกาสนี้สนทนาและสอบถามบางสิ่ง เพราะจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ กู้ฉางเกอเองก็ดูเหมือนจะสงสัยว่าเย่หลิงมิใช่ผู้สืบทอดพลังมารที่แท้จริงเช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกว่าตนได้พบกับผู้ที่เข้าใจนาง และทั้งสองอาจจะร่วมมือกันได้
“ในเมื่อเทวีชื่อหลิงเอ่ยปากมาเช่นนี้ ข้าย่อมยินดีเป็นที่สุด”
กู้ฉางเกอมองนางด้วยแววตายิ้มละไม กล่าวพลางเผยรอยยิ้มบาง ในใจกลับรู้สึกว่าน่าสนใจมิน้อย
การที่ชื่อหลิงเข้าหาเขาด้วยตนเอง ทำให้เขาประหยัดแรงไปมิน้อย
“รบกวนศิษย์มรรคาฉางเกอแล้ว”
ชื่อหลิงเผยยิ้มบาง เดินเคียงข้างกู้ฉางเกอ ทั้งสองสนทนากันอย่างราบรื่นระหว่างทาง
ด้วยรูปร่างที่บอบบางของชื่อหลิง ยามอยู่เคียงข้างกู้ฉางเกอ ทำให้นางดูราวกับน้องสาวตัวน้อยมากยิ่งกว่ากู้เซียนเอ๋อร์เสียอีก
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ที่แอบเฝ้ามองกู้ฉางเกออยู่ห่างๆ
ใบหน้าเล็กอันงดงามแฝงความเย็นชาของนาง เผยให้เห็นความรู้สึกขัดแย้งในใจ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น
ร่างบางลอยขึ้นเป็นสายรุ้งสีสว่างมุ่งกลับไปยังยอดเขาที่นางใช้ฝึกบำเพ็ญเพียร
นางจะต้องพยายามให้มากกว่านี้ รีบทะลวงเข้าสู่ขอบเขต จอมราชันให้ได้โดยเร็ว! แล้ววันหนึ่ง นางจะประจันหน้าเอาชนะเขาอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้าทุกคน ให้เจ้าคนโอหังที่ชอบดูถูกและรังแกนางได้รู้สำนึกเสียบ้าง
กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันแน่น ในดวงตาพราวระยับไปด้วยความมุ่งมั่นและทิฐิ
หนี้แค้นระหว่างนางกับเขา มิมีทางจบลงง่ายๆ เช่นนี้หรอก!
…
“ที่ได้ยินจากศิษย์มรรคากู้ฉางเกอในวันนี้ ดูท่าว่าท่านคงจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องผู้สืบทอดพลังมารอยู่มิน้อยกระมัง”
ระหว่างทาง ชื่อหลิงเอ่ยถามขึ้นอย่างอดสงสัยมิได้ ดวงตาของนางสะท้อนความแคลงใจบางเบา
ในครั้งอดีต ณ ดินแดนลึกลับแห่งหนึ่ง เย่หลิงเคยลงมือช่วยเหลือนางไว้ ทั้งยังร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ กระทั่งช่วงชิงของวิเศษอย่างผลแห่งการสร้างสรรค์มาได้สำเร็จ
นางจึงมิอาจนิ่งดูดายให้เย่หลิงตกอยู่ในห้วงวิกฤตอันร้ายแรงนี้ได้ นางอยากจะใช้ความสามารถที่มีอันน้อยนิดนี้เพื่อทุ่มเทช่วยลบล้างข้อกล่าวหาอย่างผู้สืบทอดพลังมารให้กับเขา
“ข้าเพียงแต่รับรู้มาบ้างเล็กน้อย เพราะได้พบเจอข้อมูลในคัมภีร์เก่าแก่ที่เหลืออยู่บางส่วน รู้เพียงว่าพลังมารนี้นำมาซึ่งภัยร้ายแรงอย่างยิ่งต่อโลกของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร ถึงขั้นเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า ผู้สืบทอดพลังมารนั้นสมควรถูกกำจัดโดยมิละเว้น”
กู้ฉางเกอเผยยิ้มบาง ท่าทีสงบลึกซึ้งแฝงไว้ด้วยความหมายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง
“เช่นนั้นหรือ ฟังดูแล้วศิษย์มรรคาฉางเกอช่างเป็นผู้ที่มีน้ำใจไมตรียิ่งนัก” ชื่อหลิงกล่าวพลางเผยรอยยิ้มเล็กๆ
หลังจากสนทนากับกู้ฉางเกอมาพักหนึ่ง นางยิ่งสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่เขามีต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับพลังมาร
สิ่งที่กู้ฉางเกอกล่าวออกมานั้น นอกจากจะเป็นข้อกังขาที่สมเหตุสมผลแล้ว ยังมีหลายสิ่งที่นางเองก็มิเคยฉุกคิดถึงมาก่อนเสียด้วยซ้ำ
คำกล่าวของเขาทำให้นางยิ่งมั่นใจว่าเย่หลิงถูกใส่ความอย่างแน่นอน
หากได้รับความช่วยเหลือจากกู้ฉางเกอ เช่นนั้นมิแน่ว่าเย่หลิงอาจจะสามารถล้างมลทินและลบล้างข้อกล่าวหาได้สำเร็จ
เมื่อถึงเวลานั้น ตัวตนของผู้สืบทอดพลังมารที่แท้จริงก็จะถูกเปิดเผยออกมา นี่มิใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้เลย
ด้วยตำแหน่งผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และ ทายาทตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ของกู้ฉางเกอ ย่อมทำให้คำกล่าวของเขาทรงอิทธิพลเหนือผู้อื่น เป็นที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน
“ข้าคงมิกล้ารับคำชมว่ามีใจเมตตาอันสูงส่ง เพียงแต่มิต้องการให้เหล่าสรรพชีวิตทั่วหล้าต้องจมอยู่ในเพลิงมหันตภัยเท่านั้นเอง”
“ท้ายที่สุดแล้ว วิชามารนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวนัก หากปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมก่อให้เกิดคลื่นโลหิตนองฟ้า บังเกิดเภทภัยที่มิอาจประเมินได้”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ใบหน้าเผยแววครุ่นคิดและห่วงใยในความวุ่นวายที่อาจบังเกิดขึ้น ก่อนจะยิ้มบางเบาและเอ่ยต่ออย่างมิรีบร้อนว่า
“หวังแต่เพียงว่าข้าคงจะคิดมากไปเอง เพราะนับตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนานนั้น มิว่ามหันตภัยใดล้วนถูกเหล่าขุมอำนาจร่วมกันกวาดล้างจนสิ้นซาก วิชามารแม้จะกำเริบเสิบสานเช่นไร ก็เป็นเพียงหญ้าแพรกที่เผามิสิ้น เท่านั้นเอง”
“แม้ว่าไป๋เลี่ยจะมีเรื่องขัดแย้งกับข้าอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นเขาต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ ข้าก็อดรู้สึกสะท้อนใจมิได้…”
“ศิษย์มรรคาฉางเกอมีจิตใจอันยิ่งใหญ่ นับว่าข้านั้นเลื่อมใสนัก”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวเหล่านี้ของกู้ฉางเกอ ชื่อหลิงถึงกับรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้ง นางทอดถอนใจออกมาเบาๆ ดวงหน้าเรียบล้ำด้วยความชื่นชมและเคารพ
ในหมู่คนรุ่นเยาว์ของยุคนี้ มีสักกี่คนกันเล่าที่จะห่วงใยความสงบสุขของโลกหล้า มีใจพิทักษ์ปกป้องเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร และสรรพชีวิตทั้งหลายเช่นเขา
“คงทำให้คุณหนูชื่อหลิงต้องหัวเราะเยาะข้าแล้วกระมัง แรกเริ่มนั้นข้าก็เคยสงสัยว่าเย่หลิงเป็นผู้สืบทอดวิชามาร”
“ทว่าเมื่อพินิจดูให้ดีแล้ว ข้ากลับพบว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนมิได้เห็นกับตาตนเอง เย่หลิงกล้าท้าทายข้าอย่างองอาจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและมั่นใจในการแสวงหาหนทางสู่ความเป็นหนึ่ง บุคคลเช่นนั้นจะเป็นผู้สืบทอดวิชามารได้อย่างไรกัน”
เมื่อกล่าวจบ กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มเรียบเย็น ในแววตาลึกล้ำราวกับซ่อนความคิดบางอย่างเอาไว้ ทว่าแววความนัยนี้ ชื่อหลิงหาได้สังเกตเห็นไม่
นางยังคงพยักหน้าเล็กน้อย เห็นด้วยกับคำกล่าวของเขา ในใจของนางยิ่งเชื่อมั่นว่าเย่หลิงมิมีทางเป็นผู้สืบทอดวิชามารได้อย่างแน่นอน
สำหรับชื่อหลิงแล้ว ความประทับใจที่กู้ฉางเกอเคยออกหน้า ช่วยเหลือนางท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในตัวเขา
คำกล่าวนี้ หากออกมาจากปากของผู้อื่น นางอาจจะยังคลางแคลงใจอยู่บ้าง ทว่าหากเป็นกู้ฉางเกอผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งยุค นางกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลนัก
เย่หลิงเป็นคนเช่นไร นางเองก็พอจะรู้จักดี บุรุษเช่นเขาย่อมมิใช่ผู้ที่จะยอมแพ้อันใดได้ง่ายๆ ทว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นและมั่นคงเท่านั้น
“ข้าจะมิปิดบังท่านเลย ความจริงแล้วนิสัยใจคอของเย่หลิงนั้นก็คล้ายกับที่ศิษย์มรรคาฉางเกอได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้มิน้อย ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงมิเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดวิชามารแต่อย่างใด”
ชื่อหลิงกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกปนเปไปด้วยความเวทนาและนึกชื่นชม “หากได้รับความช่วยเหลือจากศิษย์มรรคาฉางเกอแล้วนั้น การลบล้างมลทินให้กับเย่หลิงก็ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นนัก”
“บางที… ท่านและเขาอาจจะกลายเป็นสหายกันก็เป็นได้”
“โอ้ เช่นนั้นหรือ” กู้ฉางเกอเผยสีหน้าประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย ทว่าในแววตากลับปรากฏร่องรอยของความสนใจขึ้นมาจางๆ
“ศิษย์มรรคาฉางเกอผู้นี้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผู้ใดก็ตามที่ได้รู้จักกับท่าน คงมิอาจต้านทานเสน่ห์และไมตรีของท่านได้เลยสักคน”
ชื่อหลิงแย้มยิ้มบางเบา ดวงหน้าที่เคยเย็นชากลับคลี่คลายลงเป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก
เมื่อกู้ฉางเกอเห็นเช่นนั้นก็เพียงแต่ยิ้มบาง มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ ทว่าภายในใจกลับแค่นหัวเราะเย็นอย่างเงียบงัน
เย่หลิงเป็นบุรุษผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและทระนงอย่างนั้นหรือ กู้ฉางเกอมิอาจตัดสินได้ ทว่าสิ่งที่เขารู้แน่ชัดก็คือ… หญิงสาวตรงหน้านี้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือและปกป้องเย่หลิง
เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ชื่อหลิงเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเย่หลิง ก็ชวนให้นึกถึงเส้นทาง ลิขิตรักที่แสนจะคุ้นเคย
หากปล่อยให้เป็นไปตามนี้ วันหน้าชื่อหลิงก็อาจกลายเป็นหนึ่งในสตรีที่รายล้อมอยู่ข้างกายเย่หลิงได้มิยาก นางก็กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสตรีในวังหลังของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตนั่นเอง
เส้นทางเช่นนี้ กู้ฉางเกอคุ้นเคยยิ่งนัก และเขาก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงวิธีเล่นสนุกกับมันได้อย่างล้ำลึกเหนือผู้ใด
นางมิใช่ว่าต้องการให้เขาช่วยเหลือหรือ อีกทั้งยังเห็นเขาเป็นสหายผู้มีใจซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ ทั้งสามารถร่วมมือกันเพื่อล้างมลทินให้กับเย่หลิงได้ใช่หรือไม่
เช่นนั้นข้าก็จะสวมบทบาทนี้เสียให้สมบูรณ์ บทบาทของบุรุษผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี โอบกอดใต้หล้าด้วยความเมตตา ช่วยเหลือผู้คนที่ประสบทุกข์ภัย เช่นนี้จะนับว่าผิดอันใดเล่า