เมื่อเสียงวิวาทเงียบลง เจียงเหยาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา พร้อมคว้ามือเล็กของลูกสาวอย่างมู่เถียวหลันให้เดินตามหล่อนกลับเข้าไปในห้องนอนขืนยังอยู่ตรงนี้ต่อ มีหวังได้ออกไม้ออกมือตีกับคนแก่แน่ ๆ
“ถ้าแกทนไม่ได้ก็ออกไปจากบ้านของฉันสิ เพราะยังไงซะตอนนี้แกก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่อีกแล้ว ลูกชายของฉันตายไปแล้วงั้นฐานะสะใภ้รองของตระกูลมู่ฉันขอคืนก็แล้วกัน!”
เสียงะโปาว ๆวางอำนาจดังขึ้นมาทันทีที่หล่อนหันหลังให้ทั้งยังมีเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่ที่ดังเสริมขึ้นมาติด ๆ กันเจียงเหยาผ่อนลมหายใจพลางข่มตาลงแน่น แล้วย่อกายลงไปฝากคำพูดกับลูกสาวไว้
"หลันหลันจ๊ะลูกเข้าไปอยู่ในห้องเป็เพื่อนน้องก่อนนะ แล้วแม่จะรีบตามกลับเข้าไป"
“ว่ายังไงล่ะแกบอกว่าทนไม่ได้เองนี่ งั้นก็ควรออกไปจากบ้านหลังนี้ซะจะมาอยู่ต่อแล้วทำตัวจองหองกับเ้าของบ้านได้ยังไงกัน”
“นั่นสิคะคุณแม่…การที่หล่อนทำตัวไม่สนหัวใครแบบนี้มันก็คงหมายความว่าหล่อนปีกกล้าขาแข็งแล้วจริง ๆ ดังนั้นก็ควรจะรีบย้ายออกไปซะจะได้ไม่ขวางหูขวางตาพวกเรา” มู่อิงลี่ที่เป็น้องเล็กของบ้านยืนกอดอกสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ก่อนจะขับเสียงพูดยุแยงคนเป็แม่กับพี่สะใภ้ใหญ่อย่างสนุกปาก
“อยู่ ๆมาไล่ฉันออกไปแบบนี้ ในหัวยังเหลือสมองอยู่หรือเปล่าคะ? หรือว่ามันเหลวไปหมดแล้ว?”
“แกหมายความว่ายังไง”
“จะบอกว่าฉันไม่เกี่ยวข้องกับบ้านหลังนี้ได้ยังไงละคะสามีของฉันก็ยังมีสมบัติของเขาอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือบ้านหลังนี้ต่อให้เขาไม่ได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้ แต่ยังไงก็ต้องตกเป็ของบุตรโดยธรรมของเขาที่เกิดมาจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างฉันอยู่ดี”
หล่อนไม่ได้พูดขึ้นมาเพียงเพื่อ้าอ้างสิทธิ์เพื่อเอาชนะใคร หรือพูดขึ้นมาโดยไม่มีมูลเหตุแต่หล่อนพูดไปตามข้อเท็จจริงของกฎหมาย
แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเจียงเหยาก็ไม่ได้คิดฮุบสมบัติของใครและไม่ได้คิดจะยึดบ้านทั้งหลังมาเป็ของตัวเอง แต่หล่อนแค่้าทำให้แม่ผัวพี่สะใภ้ กับน้องสาวของสามีตัวดีรู้จักเงียบปากซะบ้าง
“หล่อนยังมีหน้ามาพูดถึงเื่สมบัติของชางหลงอีกเหรอคิดจะดูถูกว่าฉันกับคุณแม่ไม่มีความรู้เื่กฎหมายหรือไง!? อย่าคิดนะว่าแค่ยกเื่กฎหมายมาพูดมั่วๆ แล้วพวกฉันจะกลัว”
ว่านเวินหนิงพยายามทำตัวเป็ลูกสะใภ้ใหญ่ที่พึ่งพาได้หล่อนเลยต้องออกหน้าแทนแม่สามีอยู่เป็ประจำ แล้วการโก่งคอด่าทอสะใภ้รองก็เป็เื่ที่หล่อนทำแต้มจากแม่สามีได้เป็อย่างดี
“ในฐานะน้องสะใภ้ที่เพิ่งถูกปลดฉันขอเตือนด้วยความหวังดีนะคะ อย่างน้อยเราก็เป็สะใภ้เหมือนกันพี่เวินหนิงเป็สะใภ้ใหญ่ ยังไงก็ควรเรียนรู้เื่กฎหมายเอาไว้บ้างเผื่อวันข้างหน้าดันโชคร้ายถูกผัวทิ้งขึ้นมาจะได้ไม่ลำบาก!”
“นังผู้หญิงปากเปราะพอตัวเองเถียงไม่สู้ ก็จงใจหันมายุยงให้คนในบ้านแตกคอกันเอง แล้วฉันจะบอกให้ลูกชายของฉันตายแล้ว สมบัติของลูกชายก็ต้องตกเป็ของแม่สิจะตกไปเป็ของคนอื่นได้ยังไง ส่วนแกน่ะเป็แค่สะใภ้ที่ถูกฉันเขี่ยทิ้ง อย่าหัวสูงมาหวังฮุบสมบัติตระกูลมู่หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ยอมแบ่งให้แกหรอก!”
ทันทีที่แม่สามีหรือไป๋ฮวานเหอเอ่ยจบประโยคเจียงเหยาก็พรูลมหายใจออกทางปากก่อนฉีกยิ้มพรายกับความอวดเก่งเบ่งอำนาจที่ไม่มีอยู่จริงของคนตรงหน้าแม้ปากของแม่สามีจะพูดฉอด ๆ เหมือนคนที่มั่นใจในตัวเองแต่แววตาของไป๋ฮวานเหอมันส่อแววว่าหล่อนยังมีความกังวลอยู่บ้าง
“โถ ๆถ้าคุณแม่พูดแบบนี้ งั้นก็คงมั่นใจแล้วสินะคะ ว่าถ้าเอากฎหมายมาสู้กันจริง ๆฝั่งของคุณแม่จะเป็ฝ่ายชนะแล้วฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า...ฉันจะไม่ยอมออกไปจากบ้านหลังนี้มือเปล่า โดยไม่ได้อะไรแม้แต่สิ่งที่ฉันควรจะได้”
“ละ…ละ...แล้วหล่อนจะทำอะไรได้ล่ะหล่อนมีความรู้มากพอที่จะไปขึ้นโรงขึ้นศาลงั้นเหรอ”
“คุณแม่กับพี่เวินหนิงอย่าลืมสิคะว่าต่อให้ฉันไม่ต้องมีความรู้ติดตัว แต่ฉันมีลูกกับชางหลงตั้งสองคนแล้วยังมีทะเบียนสมรสอีก อย่างน้อย ๆ คนเป็เมียก็ต้องได้รับความเป็ธรรมไปแล้วครึ่งหนึ่งไม่ใช่เหรอคะถ้าไม่เชื่อที่ฉันพูด ลองไปถามผู้ใหญ่บ้านดูก็ได้นะคะ”
ความตั้งใจแรกเจียงเหยาไม่ได้อยากเอาสามีที่ตายไปแล้วและลูกอีกสองคนของฟางหลีมาอ้างสักเท่าไหร่แต่ดูท่าคนบ้านนี้จะพูดเอาแต่ตัวเองเกินไป เจียงเหยาเลยจำใจต้องหยิบสถานะของพวกเขาขึ้นมาอ้าง เพราะไม่อย่างนั้นคงได้เถียงกับคนบ้านนี้จนปากแฉะหาทางลงไม่ได้แน่นอน
“เพื่อแลกกับการขับไล่แกกับลูกนอกคอกออกจากตระกูลแก้าอะไรก็ว่ามา ถ้าให้ได้ฉันจะให้ ถ้าเรียกร้องมากเกินไปฉันก็จะไม่ให้เพราะงั้นแกก็ต้องรู้จักประมาณตัวเองด้วย”
“ชางหลงเคยพูดกับฉันว่าตระกูลมู่มีบ้านเก่าอยู่อีกหนึ่งหลังเพราะงั้นก็ยกบ้านเก่าให้ฉันเถอะค่ะ ฉันกับลูกจะได้ไปอาศัยอยู่ที่นั่นแล้วก็ตั้งหลักทำมาหากินกันต่อไปรับรองว่าถ้าพวกคุณไม่ไปเบียดเบียนพวกเราสามแม่ลูกฉันก็จะไม่กลับมาเรียกร้องหรือขออะไรจากคนตระกูลมู่อีก”
“นี่หล่อนหวังสูงเกินไปหรือเปล่า...คิดว่าคุณแม่จะยกให้หล่อนเหรอขนาดฉันเป็สะใภ้ใหญ่แท้ ๆ ฉันยังไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากแม่ผัวเลยถ้าคุณแม่ยอมยกให้แกจริง ๆ คุณแม่ก็คงโง่เต็มแก่น่ะสิต่อให้ที่ดินตรงนั้นจะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว และบ้านหลังนั้นก็เก่าซอมซ่อจนเหมือนรังหนูแต่คุณแม่เก็บไว้เองจะไม่ดีกว่าเหรอ”
ยังคงเป็ว่านเวินหนิงที่พยายามโน้มน้าวแม่สามีอยู่อย่างนั้นจนเจียงเหยานึกขำกับท่าทีของหล่อนไม่อยากจะเชื่อว่าคนมีพร้อมแบบนี้จะยังแล้งน้ำใจแม้กระทั่งกับคนในครอบครัวเดียวกันไม่รู้ว่าเป็เพราะเวินหนิงไม่มีความเห็นใจหรือว่าไม่อยากให้คนอื่นมีเทียบเท่ากับตัวเองกันแน่
“ช่างเถอะก็แค่ที่ดินร้าง ๆ กับบ้านเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ถ้ามันสามารถแลกกับการที่พวกแกไม่มาเกี่ยวข้องกับคนตระกูลมู่อีก ฉันก็จะยกให้แต่กรุณาจำใส่สมองไว้ด้วย ว่านับั้แ่นี้เป็ต้นไปถือว่าพวกแกขาดกับคนบ้านนี้แล้วอย่าให้เห็นเสนอหน้ามาขออะไรอีกล่ะ”
“คุณแม่คะ??” ว่านเวินหนิงเหลือกตาแทบหลุดจากเบ้าหล่อนไม่คิดว่าแม่สามีจะยอมยกบ้านเก่าให้สะใภ้รองง่ายดายขนาดนั้นแล้วหล่อนก็เริ่มมีความคิดผุดขึ้นมาในหัว ว่าหลังจากนี้หล่อนจะขูดรีดเอาอะไรจากคนบ้านนี้บ้างเพราะตราบใดที่สะใภ้รองได้ทรัพย์สินหล่อนที่เป็สะใภ้ใหญ่ของบ้านก็ควรได้ทรัพย์สินเหมือนกัน!
“หากคุณแม่พูดว่าจะยกให้ฉันจริงเื่แค่นั้นฉันก็ทำให้ได้ค่ะ ฉันเองก็เบื่อที่ต้องอยู่ที่นี่เต็มทนแล้วเหมือนกันห่วงก็แต่ตัวเองเถอะนะคะ เผื่อว่าในอนาคตฉันร่ำรวยขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะพากันวิ่งแจ้นไปทวงอะไรต่อมิอะไรจากฉันหรอกนะคะ”
เจียงเหยาว่าไว้เท่านี้ก็แสยะยิ้มมุมปากอย่างคนชนะแล้วหล่อนก็เดินสะบัดก้นจากไปสวย ๆปล่อยให้พี่สะใภ้ใหญ่ทำหน้าหงิกใส่แม่สามีตามลำพังแล้วมู่อิงลี่ที่เป็ลูกสาวคนเล็กของบ้านก็ดูเหมือนจะไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ที่คนเป็แม่ออกปากยกทรัพย์สินให้สะใภ้รองโดยไม่รอปรึกษาหรือถามความเห็นใด ๆกับพี่ใหญ่แล้วก็ตัวเธอเอง