ปัง!
เสียงเปิดประตูห้องขังเข้ามาดังสนั่นทำให้ซูหนิงที่นอนจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดของบาดแผลที่สาหัสสะดุ้งตื่นขึ้น นางลืมตาขึ้น สายตามองเห็นเงาของหญิงสาวที่หลบอยู่ในความมืด
ซูหนิงพยายามเขม็งตามองจนคิ้วขมวดก็ไม่อาจมองเห็นว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางเป็นใคร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ดวงตาของนางพร่ามัวจนมองเห็นสิ่งใดไม่ชัดนี้ก็เป็นเพราะตัวนางที่โศกเศร้าร้องไห้ฟูมฟายเมื่อทราบว่าถูกคนรักและเชื่อใจหลอกใช้และหักหลังบวกกับถูกขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันทำให้ดวงตาของนางสู้แสงสว่างไม่ได้อีกเลย
“ซูหนิง ข้ามารับเจ้าไปลานประหารแล้ว รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยใช่ไหม” น้ำเสียงเยาะเย้ยเหยียดหยันที่คุ้นเคยชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน ดังขึ้นจากเบื้องหน้าของนาง กลิ่นกายของเจ้าของเสียงล่องลอยเข้าเตะปลายจมูก
กลิ่นนี้มัน?
“โม่หว่านหรง!” ซูหนิงพูดขึ้นพร้อมกับกัดฟันกรอด
ซูหนิงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับพยายามที่จะประคองตัวเองลุกขึ้น แต่ทว่าเพราะบาดแผลจากการถูกทรมานเฆี่ยนตีจนสาหัสทำให้ร่างกายของนางบัดนี้เพียงเมื่อขยับเเค่เล็กน้อยก็พลันทำให้ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายแล้ว แต่เพราะศักดิ์ศรีที่มันค้ำคอ ซ้ำยังไม่อยากเผยถึงความอ่อนแอให้ศัตรูได้เห็นจึงทำให้นางรวบรวมแรงทั้งหมดประคองตัวเองจนลุกขึ้นมาได้
ทหารที่มาพร้อมกับโม่หว่านหรง เมื่อเห็นว่าซูหนิงลุกขึ้นก็ต่างรีบพุ่งตัวตรงเข้ามาขวางซูหนิงเอาไว้ ซูหนิงที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกขบขันจนเผลอหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ฮ่าฮ่าฮ่า!
ในใจของซูหนิงได้แต่คิดนึกโทษถึงความโง่เขลาของตนว่าทำไมถึงได้โง่ให้คนคนนั้นหลอกใช้เอาได้ถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น น้ำเสียงเยาะเย้ยและใบหน้าที่แสดงออกมาอย่างกับเป็นผู้ชนะก็ดังขึ้น “ดูนี่สิท่านพี่ ทั้งตำแหน่ง ทั้งคนที่เจ้ารัก และทุกๆอย่างที่เคยเป็นของเจ้าตอนนี้มันกลายเป็นของข้าหมดแล้ว...”
ซูหนิงเมื่อได้ยินดังนั้นในใจยิ่งทวีคูณความแค้นที่ถูกกระทำ สมองจดหนี้แค้นไว้จนละเอียดและจำขึ้นใจ
โม่หว่านหรงเมื่อเห็นใบหน้าที่โกรธแค้นของศัตรูคนสำคัญก็พลันเปิดปากยิ้มกว้าง พร้อมกับส่งสายตาเย้ยหยันมองมาที่ซูหนิง
“ดูเจ้าตอนนี้สิ ในใจคงโกรธแค้นทั้งข้าและท่านพี่หงเจี๋ยแถบตายแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย คงอึดอัดใจน่าดูสินะ” โม่หว่านหรงพูดขึ้นพร้อมกับเเสยะยิ้มด้วยความสะใจ
ซูหนิงที่รู้สึกสมเพชตัวเองอยู่ในตอนนี้ก็พลางรวบรวมแรงอีกครั้ง นางค่อยๆประคองร่างกายที่เต็มใบด้วยบาดแผล เดินตรงไปหาโม่หว่านหรงอย่างโซซัดโซเซ พร้อมกับหยุดลงตรงหน้าของนาง
ตัวของโม่หว่านหรงที่เห็นว่าซูหนิงเจ็บหนักพร้อมกับอยู่ในสภาพที่สู้ใครไม่ได้ก็เผลอชะล่าใจ สั่งให้ทหารที่คอยกันอยู่หลบไป ทันทีที่ทหารหลบออกไป ซูหนิงก็พลางง้างมือขึ้นก่อนข่วนลงไปบนใบหน้าของโม่หว่านหรง
อร๊ายยย!!!
เพราะถูกขังเป็นเวลานานถึงสามเดือนทำให้เล็บที่ไม่เคยได้ตัดเล็มจึงยาวจนสามารถทำให้หนังหน้าที่หนาของโม่หว่านหรงเกิดบาดแผลลึกได้ โม่หว่านหรงตกใจกรีดร้องจนสุดเสียงทำให้ทหารรีบพุ่งเข้ามาจับตัวของซูหนิงไว้
ซูหนิงที่รู้ว่าอีกไม่นานก็ต้องตายอยู่ดีไม่สู้ทำให้ใบหน้าที่เปรียบเสมือนของล้ำค่าของนางได้เกิดรอยแผลให้ถือว่าของฝากก่อนตายของนางก็แล้วกัน
เลือดที่ค่อยๆไหลอาบแก้มของโม่หว่านหรงพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้นางค่อยๆใช้มือจับลงบนใบหน้าก่อนจะหันมามองซูหนิงด้วยความโกรธจนแทบสติแตก นางรีบพุ่งตรงไปหยิบกระบี่ที่อยู่บนตัวของทหารโผพุ่งตรงเข้ามาที่ซูหนิง
ชึก...
กระบี่นั้นปักลงเข้ากลางอกของซูหนิงถูกอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจเข้าอย่างจังเลือดค่อยๆไหลนองออกจากตัวของซูหนิงจนเริ่มหมดตัว ในขณะที่นางใกล้จะหมดลมหายใจเข้าเต็มทีก็ไม่วายมองมาที่โม่หว่านหรงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้นพร้อมกับพูดประโยคสุดท้ายก่อนตายเพื่อเป็นการสาบานกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่แผวเบา
“หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะขอทำลายพวกเจ้าทุกคนและแคว้นจิ้งที่เป็นความภาคภูมิใจของพวกเจ้านี้ให้ราบเป็นหน้ากอง!”