คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 96 ไคหยางปรากฏ หยิงโฮ่มอด

            

            เมื่อมาถึงที่หน้าหออวี้เหิงซูฉางอันพบว่าอวี้เหิงดินออกมาจากห้องมายืนอยู่กลางสวน ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง

            เขากำลังจะพูดอะไรออกมาแต่จู่ๆ อวี้เหิงก็ยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นไปในอากาศเสียก่อน

            พึ่บๆๆ!

            เสียงกระพือปีกของนกดังขึ้นก่อนพิราบที่มีขนสีขาวทั้งตัวจะบินมาเกาะอยู่บนท่อนแขนของอวี้เหิง

            นกตัวนั้นส่งเสียงร้องใสแจ๋วออกมาราวเป็นการกล่าวทักทายและดูเหมือนอวี้เหิงจะเข้าใจในสิ่งที่นกตัวนั้นต้องการจะสื่อเสียด้วยเขายื่นมือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นอีกข้างไปลูบจับนกตัวนั้นเบาๆ

            “ลำบากเจ้าแล้ว”จากนั้นเขาก็ส่งนกขึ้นไปบนอากาศเบาๆ หลังส่งเสียงร้องใสแจ๋วขึ้นอีกครั้งนกตัวเดิมก็กางปีกบิน ก่อนจะหายเข้าไปในความมืดของราตรีในที่สุด

            ซูฉางอันเดินเข้าไปหาแล้วถามขึ้นอย่างสงสัย “อาจารย์ปู่ ท่านเลี้ยงนกพิราบด้วยหรือขอรับ? ”

            “หึๆ”อวี้เหิงดูจะไม่แปลกใจเลยที่ได้เจอซูฉางอัน เขาหันมามองคนหนุ่ม ก่อนจะพูดขึ้น“ข้าเคยช่วยมันเอาไว้โดยบังเอิญเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่จะฉลาดขนาดนี้ตั้งแต่นั้นมา มันก็อยู่กับข้ามาโดยตลอด”

            “อ้อแบบนี้นี่เอง” ซูฉางอันพยักหน้ารับ ก่อนจะอ้าปาก ราวต้องการพูดบางอย่างออกมา ทว่าเขากลับเอาแต่ลังเลและเงียบลงอีกครั้ง

            “พูดมาเถอะมีเรื่องอะไรรึ?” มีหรือที่อวี้เหิงจะมองไม่ออกเขาปรายตามองซูฉางอันครู่หนึ่ง และกล่าวขึ้นเช่นนั้น

            เมื่อถูกจับได้ซูฉางอันจึงหัวเราะอย่างทำตัวไม่ถูก แล้วพูดขึ้นในเวลาต่อมา “อาจารย์ปู่ข้าอยากไถ่ตัวพี่หรูเยี่ยนขอรับ”

            “หรูเยี่ยน?” ชื่อนั้นทำให้อวี้เหิงชะงักไปเล็กน้อยแต่เขาก็พูดขึ้นในเวลาต่อมา “เจ้าหมายถึงหญิงโคมเขียวผู้นั้นรึ? ”

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นเขาไม่ค่อยชอบคำว่าหญิงโคมเขียวสักเท่าไรนัก แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่อวี้เหิงพูดเป็นความจริงจึงได้แต่พยักหน้าอย่างจนปัญญา “อืม”

            แต่พอพูดจบเขาถึงเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงพูดเสริมขึ้นอีกครั้ง “พี่หรูเยี่ยนเป็นคนดีมากนางรอเป่ยทงเสวียนมาตั้งหลายปี แต่เป่ยทงเสวียนกลับทรยศต่อนาง แถมยัง...”

            “ข้ารู้”อวี้เหิงพยักหน้า พลางเอ่ยตัดประโยคของซูฉางอันด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแก่ชราและเนิบนาบ

            “แสดงว่าท่านอนุญาตใช่ไหมขอรับ?” ซูฉางอันฉายประกายความดีใจขึ้นทางสีหน้าเขาคิดว่าในเมื่ออวี้เหิงรู้ว่าหรูเยี่ยนมีอันตราย เช่นนั้นเขาต้องไม่ห้ามตนแน่เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูฉางอันก็เตรียมลาไปพร้อมกับความดีอกดีใจทันทีแต่อวี้เหิงกลับส่ายหน้าขึ้นเบาๆ

            เขาบอกเช่นนี้“เจ้ารู้ไหม ข้ากำลังจะตายแล้ว? ”

            ใบหน้าของซูฉางอันหม่นหมองลงในพริบตา

            แน่นอนเขารู้ดีว่าอวี้เหิงกำลังจะตาย หรือพูดอีกอย่างก็คือทุกคนรู้ดีว่าอวี้เหิงกำลังจะตายในอีกไม่ช้า

            ชีพดาราของเขาเริ่มหม่นแสงมาตั้งแต่หลายปีก่อนนับแต่นั้นมา ผู้คนก็ลือกันมาโดยตลอดว่านักรบแห่งดาราจักร อวี้เหิงกำลังจะสิ้นชีพลงแล้วแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้

            แต่ถึงกระนั้นบัดนี้ อวี้เหิงใกล้หมดแรงยื้อชีวิตเต็มทีแล้ว ซูฉางอันรู้ดียิ่งกว่าใคร เขาเพียงพยายามหลีกเลี่ยงการคิดถึงเรื่องนี้เท่านั้น

            แต่เมื่ออวี้เหิงเอ่ยออกมาเช่นนี้ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ ว่าตนไม่อาจหลีกหนีเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

            “เมืองฉางอันไม่ได้สงบสุขเลยสักนิด”อวี้เหิงพูดต่อไป “ที่นี่มีทั้งจิ้งจอกเจ้าเล่ห์และหมาป่าจอมชั่วร้ายอยู่เต็มไปหมด”

            “หากเจ้าอยากช่วยเหลือผู้อื่นก็ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันโดยไม่มีข้าให้ได้! ”

            “ต่อให้เจ้าไถ่ตัวหรูเยี่ยนออกมาได้แล้วอย่างไร? เจ้าช่วยนางได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวแต่ไม่อาจช่วยนางได้ตลอดไป ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ซือหม่าสวี่ย่อมหาทางสังหารนางจนได้อยู่ดี!ด้วยพลังที่มีในตอนนี้เจ้าขัดขวางเขาได้รึ?”

            “ก็ยังมีท่านอยู่นี่...”ประโยคนั้นติดอยู่ที่ปลายลิ้นของซูฉางอัน ทว่าในที่สุดเขาก็เก็บมันกลับไป

            ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าที่ตนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันอย่างอิสระและทำทุกอย่างได้ตามใจเช่นนี้เพราะมีชื่อเสียงและอำนาจของอาจารย์ปู่คอยค้ำจุน แต่เมื่ออวี้เหิงจากไป อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นเลยลำพังแค่อินซานโจ๋วจากสำนักปาฮวงก็ทำให้เขาน่วมได้แล้วเรื่องช่วยคนอื่นยิ่งไม่ต้องฝันถึง

            “ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”อวี้เหิงบอกแบบนั้น “ก่อนตาย ข้าอยากเห็นเจ้ากลายเป็นคนแข็งแกร่งด้วยตาของตัวเองอย่างน้อย ก็มีอำนาจมากพอจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปได้ แบบนั้นข้าจึงจะไปอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ไปพบอาจารย์กับอาจารย์ปู่ของเจ้าได้อย่างหมดห่วง”

            ซูฉางอันเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจราวมีบางอย่างกดทับอยู่กลางอก มันหนักจนเขาหายใจไม่ออก

            ความรู้สึกเช่นนี้หาได้เกิดจากความกังวลในอนาคตที่กำลังจะมาถึง แต่เป็นความเสียใจที่เกิดขึ้นเพราะอวี้เหิงกำลังจะจากไปมากกว่า

            การตายเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย

            นี่เป็นสิ่งที่ซูฉางอันเข้าใจมาตั้งนานแล้วแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนในสำนักเทียนหลานถึงพูดเรื่องตายง่ายๆด้วยสีหน้าราบเรียบแบบนั้นได้

            พวกเขาไม่รู้หรือไรว่ายิ่งพวกเขาพูดมันออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งมากเท่าไหร่ คนที่ห่วงใยพวกเขายิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้นเท่านั้น?

            ซูฉางอันเงยหน้าที่เคยก้มลงต่ำขึ้นมาอีกครั้ง

            “ไม่มีทางที่ท่านจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วรึขอรับ?”

            ซูฉางอันกล่าวถาม

            เขาไม่อยากเห็นอวี้เหิงตายไปต่อหน้าต่อตาเหมือนที่เขาทนเห็นมั่วทิงอวี่จากไปตรงหน้า

            “เจ้าเด็กโง่เอ๊ย”อวี้เหิงยื่นมือมาจับหัวของซูฉางอันเบาๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงระคนตัดพ้อ“ทุกคนย่อมต้องตายในสักวัน”

            ไม่รู้ด้วยเหตุใดวินาทีนั้นซูฉางอันรู้สึกราวมีบางอย่างรื้นออกมาจากดวงตา เขาต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีจึงสามารถเก็บกลั้นมันเอาไว้ ไม่ให้เจ้าสิ่งนั้นไหลออกมาในที่สุด เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลยไม่ชอบเลยที่คนที่เขาชอบ คนที่เขาให้ความสำคัญต้องจากไป แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้

            “เจ้ายังอยากช่วยหรูเยี่ยนอยู่อีกไหม?” อวี้เหิงพูดขึ้น เขาทำราวไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับซูฉางอันแม้แต่น้อย

            ซูฉางอันชะงักไปในพริบตาแม้ไม่รู้ว่าทำไมอวี้เหิงถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแต่เขาก็พยักหน้าแทนคำตอบออกไปจนได้

            “แต่ครั้งนี้เจ้าต้องพึ่งตัวเองแล้วนะ ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะมีกำลังไปช่วยคนอื่น”

            “ช่วยตัวเองก่อนหรือขอรับ?” ซูฉางอันมองไปยังอวี้เหิง พลางกล่าวถามขึ้น“ต้องทำยังไงถึงจะช่วยเหลือตัวเองได้ขอรับ”

            “ไปที่หอเชื่อมดาราเถอะ”เสียงของอวี้เหิงดังขึ้นอีกครั้ง “อย่างน้อย ก่อนจะกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวข้าอยากเห็นเจ้าแข็งแกร่งด้วยตาของตัวเองแข็งแกร่งจนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันได้”

            “หอเชื่อมดาราหรือขอรับ?” ซูฉางอันเคยได้ยินชื่อนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

            ก่อนหน้านี้ตอนฉู่ซีฟงเพิ่งเข้ามาอยู่ในสำนักเทียนหลานอวี้เหิงก็เคยบอกว่าหากเขามีพลังอยู่ในระดับศาสตร์แห่งพรต ก็จะเปิดหอเชื่อมดาราเพื่อเขา

            คิดไม่ถึงเลยว่าฉู่ซีฟงจะก้าวข้ามระดับศาสตร์แห่งพรตแล้วข้ามขั้นขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรในคราเดียวเช่นนี้

            และดูเหมือนเหตุที่สำนักอื่นๆจ้องชิงตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งไปจากสำนักเทียนหลาน เป็นเพราะหอเชื่อมดาราแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

            แม้ซูฉางอันจะใช้ชีวิตอยู่ในสำนักมานานถึงหนึ่งปีแต่จนถึงตอนนี้ เขากลับยังไม่เคยได้เห็นหอเชื่อมดาราที่ว่าเลย

            “หอเชื่อมดาราอยู่ที่ไหนกันแน่ขอรับ?” ซูฉางอันถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

            “แน่นอนว่ามันอยู่ในสำนักเทียนหลาน”อวี้เหิงพูดขณะหรี่ตาเล็ก ราวกับนี่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

            “แต่ข้ายังไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยแล้วข้าจะไปได้อย่างไรเล่าขอรับ? ” ซูฉางอันถาม

            “ก็ให้ข้าเป็นคนส่งเข้าไปอย่างไรละ”เมื่อสิ้นเสียง รังสีแห่งอำนาจภายในร่างของเขาก็เพิ่มมากขึ้นในพริบตาแสงจากดวงดาวส่องมาจากจุดที่ไกลออกไปเป็นหมื่นๆ ลี้ ทอดแสงลงบนร่างของเขาในที่สุดบัดนี้ ชุดคลุมหลวมๆ บนร่างชราถูกพลังวิญญาณที่กระจายออกมาจากร่างดันให้พองขึ้นมาก

            “เจ็ดดารามาบรรจบ!” เขาเบิกตาที่เคยหรี่เล็กขึ้นทันทีวินาทีนั้น เขาเป็นดั่งราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล ร่างของเขาค่อยๆลอยขึ้นเหนือพื้นดิน เพียงพริบตาเดียว ร่างชราก็ลอยสูงอยู่กลางอากาศเสียแล้ว

            ร่างกายของเขายังคงแลดูแก่ชราไม่เปลี่ยนไปแต่ท่ามกลางแสงดาวที่สาดส่อง วินาทีนั้น กลิ่นอายแห่งพลังที่กระจายออกมาจากร่างอันชราภาพกลับทำให้ซูฉางอันรู้สึกราวคนตรงหน้าเป็นเทพเจ้าไม่มีผิดเลย

            ทันใดนั้นดวงดาวที่เดิมหลับใหลอยู่บนท้องนภาก็ประกายแสงขึ้นโดยพลัน

            นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมากแม้อวี้เหิงจะเป็นนักรบแห่งดาราจักรแม้เขาจะถูกเรียกว่าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ถึงกระนั้นสุดท้ายเขาก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา มนุษย์ที่แก่ชราไปตามกาลเวลาและตายลงในที่สุด แต่วินาทีนี้ เขากลับปลุกดวงดาราที่จมอยู่ในมหาสมุทรแห่งการหลับใหลและปลุกดวงวิญญาณแห่งวีรบุรุษที่ตกอยู่ในห้วงนิทรารมย์ขึ้นมาได้อีกครั้ง

            ดาวทั้งหลายส่องแสงผสานกับชีพดาราที่เพิ่มหมองแสงของอวี้เหิงและร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนคล้ายเป็นรูปช้อนในที่สุด

            แต่ช้อนเบื้องหน้ายังคงไม่สมบูรณ์คล้ายว่าขาดบางอย่างไป เพราะดาวที่เป็นหนึ่งในนั้นกลับส่องแสงสว่างเจิดจ้าออกมาอย่างสะดุดตามันเป็นดวงดาวที่ยังไม่มอดลงนั่นเอง ซึ่งบัดนี้มันก็กำลังส่องแสงเจิดจ้าจนแสบตาแต่ก็เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกออกมาอย่าดื้อรั้นราวไม่ต้องการจะผสานเข้ากับดวงดาวที่เหลือ มัน เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าจนหลุดออกไปจากวงโคจรด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

            หน้าผากที่เต็มไปด้วยความแก่ชราของอวี้เหิงมีเม็ดเหงื่อซึมออกมากมาย“หยิงโฮ่!ยังไม่กลับไปประจำตำแหน่งอีก!”

            เสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความแก่ชราดังเดิมอีกต่อไปแต่มันคล้ายกับคำสั่งอันทรงพลังบางอย่างที่ดังขึ้นต่างหาก

            ดวงดาวที่จมอยู่ในห้วงนิทราประกายแสงขึ้นในที่สุดแสงนั้นถูกส่องมาจากท้องทะเลที่ห่างไกลออกไปมากถึงเพียงใดก็ไม่อาจทราบ และประกายแสงสีแดงราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นที่กลางนภาในที่สุด

            ดวงตาของซูฉางอันพลันเบิกกว้าง

            เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังที่คุ้นเคย

            แม้จะผ่านไปอีกกี่ปีเขาไม่มีทางลืมกลิ่นอายแห่งพลังนี้ไปโดยเด็ดขาด

            ราวเป็นการยืนยันการคาดคะเนของเขาดาบบนแผ่นหลังเริ่มส่งเสียงคำรามขึ้นมาทันทีราวเป็นการทักทายเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานเช่นนั้น จากนั้นมันก็เริ่มสั่นแล้วร้อนระอุขึ้นในพริบตา

            “ท่านอาจารย์...”ซูฉางอันแหงนมองดาวดวงนั้นอย่างตื่นตะลึง พลางพูดพึมพำไปด้วย

            ดาวดวงนั้นหยุดชะงักราวรับรู้ถึงเขาเช่นกันจากนั้นก็สาดแสงลงมาที่ร่างของซูฉางอันในที่สุด แสงนั้นไม่ได้แฝงด้วยพลังใดๆ ทั้งสิ้นมีเพียงความอบอุ่นที่มากจนน่าอัศจรรย์เท่านั้น

            ซูฉางอันถูกความอบอุ่นนั้นโอบอุ้มเอาไว้มันทำให้เขารู้สึกจิตใจสงบอย่างน่าพิศวง

            “ท่านอาจารย์ข้าจะมีชีวิตต่อไปแน่นอน ข้าจะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี!และกลายเป็นนักดาบที่เหมือนกับท่านให้ได้” เขาบอกแบบนั้นกับดวงดาว

            ดาวดวงนั้นประกายแสงระยิบระยับราวกำลังตอบกลับมาเช่นนั้น

            ซูฉางอันวาดประกายรอยยิ้มขึ้นจากใจจริง

            ในที่สุดดาวดวงนั้นก็วางใจเสียทีมันลากหางแสงสีแดงผ่านท้องนภา พุ่งเข้าไปอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวทั้งหก หยุดในจุดที่ดาวไคหยางเคยอยู่

            จากนั้นเส้นแสงที่สว่างไสวก็ปรากฏขึ้น เชื่อมดาวเทียนเสียน เทียนจี เทียนเฉียน อวี้เหิงหยิงโฮ่ และเหยากวงเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรูปช้อนที่แสนเจิดจ้าในที่สุด

            “หอเชื่อมดารา!”เสียงที่ไม่ได้ดังมากมายนักของอวี้เหิง กึกก้องอยู่ภายในหูของซูฉางอันราวเป็นเสียงจากอัสนีคำรามเช่นนั้น

            เสาแห่งแสงเจ็ดแห่งพุ่งออกมาจากดาวทั้งเจ็ดก่อนจะส่องไปทั่วพื้นพิภพในเวลาต่อมา

            จากนั้นเสาแห่งแสงทั้งเจ็ดก็ทอดลงบนหอเทียนเฉียน เทียนจี เทียนเสียน อวี้เหิง ไคหยางและเหยากวงในสำนักเทียนหลาน

            แสงที่เจิดจ้ายิ่งว่าดวงตะวันปะทุขึ้น

            ซูฉางอันหรี่ตามองจึงพบว่าหอทั้งเจ็ดถูกแสงสว่างบดบังลงจนหมดแล้ว ก่อนหอคอยที่สูงเฉียดร้อยจั้งดันออกมาจากพื้นดินอย่างช้าๆ

            ในตอนนั้นเองในที่สุดเขาก็เข้าใจ

            ที่แท้หอเชื่อมดาราอยู่ในสำนักเทียนหลานมาโดยตลอด

            มันซ่อนอยู่ในหอทั้งเจ็ดซ่อนอยู่ภายใต้แสงแห่งดวงดาวทั้งเจ็ดนั่นเอง 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    848K 1761
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912