บทที่ 4 จงเติบใหญ่
ชัยภูมิงามไม่ธรรมดา แม้หลับตายังเฝ้าถวิลหา
จันทราโดดเด่นบนน่านฟ้า กลางวันเพลิดเพลินกับสุริยา
ขนงเนตรงดงามผุดผาด อันตัวข้าปรารถนายิ่ง
ท่ามกลางกลุ่มบัวบานสะพรั่ง อุทยานหลวงกว้างขวางเงียบเชียบ องค์ชายรูปงามนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กลั่นกลอนออกมาได้บทหนึ่ง ใจความสื่อหาสตรีผู้นั้น เมืองหลวงเจี้ยนหยวนจรดหัวเมืองเอ้อเหมา สตรีบ้านใดที่ว่างามล้วนพบพานจนคร้านคะนึงหา แต่กับเซียนน้อยนางนั้นใบหน้างดงามผุดผาดเสน่ห์ล้นเหลือ เห็นเพียงหนึ่งหน ไม่ลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ขณะสูดอากาศปลอดโปร่งลำพัง แม่ทัพผู้ภักดีอย่าง เสิ่นจ้งเหว่ย สาวเท้าเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นี่มิใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่เขาเอาแต่ทำหน้าเข้มคมขึงขัง เดาได้ไม่ยากว่าเขาต้องอารมณ์ไม่ดีจากอะไรสักอย่าง แต่ด้วยปณิธานและหน้าที่ จึงต้องเห็นงานราชการเป็สำคัญ มิได้มีเวลาสะสางเื่ส่วนตัวมากนัก ยามปกติก็น่ายำเกรง ยามไม่ปกติยิ่งน่าหวาดกลัว หากรักตัวกลัวตาย ยังอยากใช้ชีวิต อย่าได้ว่าอันใดให้มากความเชียว เป็เช่นนั้นทุกข์สุขล้วนไม่มีผู้กล้าถามถึง เว้นแต่องค์ชายจ้วนหลิวผู้มีศิลปะในวาจา
“ว่าอย่างไร” จ้วนหลิวพลิกบทกลอน วางแท่นฝนหมึกทาบซ้ำลงไปอีก เอ่ยถามไปพลาง
“พบเบาะแสพวกหมายจะเอาชีวิตท่านแล้ว อีกประการหนึ่งพบหนทางรักษาองค์หญิงรองแล้วขอรับ เมื่อหลายวันก่อนปักหลักในเทียนจื่อ พบเข้ากับหนุ่มวิปริตผู้หนึ่ง ภายนอกอัปลักษณ์ยิ่ง แต่เนื้อแท้ไม่ธรรมดา แม้ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัด แต่ผู้น้อยย่อมสืบเสาะสุดความสามารถ” จ้งเหว่ยกล่าวอย่างคล่องแคล่ว แต่สีหน้าดูไม่ดีจนจ้วนหลิวประหลาดใจ ลอบสำรวจด้วยพลังจิตจึงล่วงรู้ว่า จ้งเหว่ยสูญเสียเกล็ดกิเลน อันความร้ายแรงไม่มากนัก แต่ความเ็ปเหนือคณานับ เปรียบได้ดั่งลูกนกที่ถูกจับถอนขนจนเกลี้ยงเตียน
องค์ชายจ้วนหลิวมองดูด้วยความเห็นใจกล่าวเสียงโอบอ้อมอารีว่า
“ปักหลักรอข้าในเทียนจื่อหลายวัน เ้าสมควรได้พัก วางใจเถอะ ระหว่างาเ็หนัก ได้พบกับเทพธิดาน้อยตนหนึ่ง งดงามผุดผาด กลิ่นกายนางยังคงติดปลายจมูกไม่รู้ลืม แม้ซุกซนไปบ้างแต่วิชาแพทย์เป็เลิศอย่างน่าเหลือเชื่อ รอเ้าดีขึ้นค่อยติดตามข้าไปที่เรือนวิเวกหลังนั้น เชื้อเชิญเข้าวังรักษาหลีฮวา”
ชื่อเสียงคนผู้หนึ่งจืดจางรั้งท้าย ผู้คนจวนจะลืมเลือนสิ้น นางคือพระธิดาองค์รองของปฐมกษัตริย์หยางจวินกับฮองเฮาผู้ล่วงลับ นามว่า หยางจวินหลีฮวา หรือ เสี่ยวฮวา หลายร้อยปีก่อน นางเป็ดั่งดวงดาวบนนภา งดงามแววับ ร่าเริง ลมแรกในยามวสันต์ปีนั้นทำนางล้มป่วยฉับพลัน หมอดีในใต้หล้าเดินทางไกลพันลี้รักษาสุดกำลัง คนแล้วคนเล่ามิอาจเยียวยา จนแล้วจนรอดองค์หญิงรองหลีฮวากลายเป็เ้าหญิงนิทราที่ถูกลืม แม้กระทั่งบิดายังไม่มีเวลาใส่ใจ มีเพียงเสิ่นจ้งเหว่ยและองค์ชายจ้วนหลิวผู้พี่เท่านั้นที่ยังใส่ใจ หมื่นภูผา พันวารี ขึ้นเหนือ แหวกใต้ ขอเพียงพบหยูกยาล้ำค่าจะขวนขวาย
วันนี้สะสางธุระเสร็จเร็ว ประจวบกับองค์ชายเมตตา ถึงได้หอบสังขารกลับจวนั้แ่เที่ยงวัน เดินมาถึงลานบ้านก็มีท่าทางว่าจะทรุด เ้าอ้วน 'ฟงฝู' บ่าวรับใช้คนสนิทเข้าประคับประคอง จ้งเหว่ยไม่อยากเชื่อว่าเกล็ดกิเลนอันเดียว จะทำให้ร่างใหญ่โอนอ่อนได้ถึงเพียงนี้ พลางคิดพลางเครียด ก็ใคร่รู้ขึ้นมาเสียดื้อๆ ว่าคนผู้นั้นเป็ใครกันแน่ ของวิเศษมีตั้งมากมายล้นเหลือ จะร้องขออำนาจ หรือกำลังพลสักหมื่นคนยินดีแบ่งปัน เกล็ดกิเลนศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ใช่ว่าผู้ใดอยากครองก็ปล้นไปได้ อีกทั้งยังทิ้งทวนไว้อีก
“อันตัวข้าเป็ผู้ใด ถามบิดาเ้าเถอะ บรรพบุรุษของเ้ายังต้องคำนับข้า เกล็ดชิ้นนี้จะถือว่าเป็สินสอดก็แล้วกัน”
ไตร่ตรองมาถึงตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าบุรุษกับบุรุษจะวางสินสอดต่อกันได้อย่างไร ครั้นจะเดินให้ไวหน่อยก็ทำไม่ได้ จ้งเหว่ยตั้งใจจะสอบถามบิดาให้กระจ่าง ต่อให้สิ้นเรี่ยวแรงจนต้องคลานไป ก็จะทำ มิเช่นนั้นตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เป็อันหลับนอนแน่ ทว่าเดินมาได้ครึ่งทาง เ้าอ้วนฟงฝูหยุดเท้าลง เบื้องหน้าเป็ท่านเ้าเรือน(หมายถึงท่านปู่) และนายใหญ่เสิ่นผู้นำตระกูล(หมายถึงท่านพ่อ) จ้งเหว่ยเห็นเช่นนั้นยิ่งแปลกใจไปใหญ่ เหตุใดต้องมารวมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ท่านปู่ ท่านพ่อ และท่านแม่
จ้งเหว่ยยิ้มซาบซึ้งพลางกล่าวว่า “ไม่ถือว่าเป็อันใดมาก วางใจเถิดขอรับ”
สกุลเสิ่นอัดแน่นไปด้วยบุรุษเพศถึงสามคน เสิ่นเหลียง (ปู่) เสิ่นเฉิน (บิดา) เสิ่นจ้งเหว่ย (บุตร) นอกจากมารดาแซ่ชางแต่งเข้าสกุลเสิ่นเมื่อห้าพันปีก่อน ก็ไม่มีเล็กมีน้อย เรือนหลังจวนแม่ทัพเงียบเหงาไร้เมียรองไร้ทายาทอื่นอีก หากไม่นับรวมสาวใช้และบริวาร เสิ่นชางฮูหยินถือเป็สตรีเพศเพียงหนึ่งเดียวในบ้านใหญ่ ตำแหน่งฮูหยินน้อยเสิ่นยังว่างเว้นจวบจนบัดนี้
ไม่ว่าเหตุผลประการใด เป็หรือตายไม่อาจหลีกเลี่ยงเพลี่ยงพล้ำ อาศัยว่าตระกูลเสิ่นอยู่ยงคงกระพันเพราะบารมีกิเลนเพลิงอย่างเดียวก็ไม่ได้ อย่างไรทายาทสืบสกุลยังเป็เื่สำคัญ จ้งเหว่ยััได้ถึงความไม่ปกติ จึงเบนหน้าไปหาเ้าอ้วนฟงฝู เ้าคนรับใช้จอมสอพลอได้แต่หลุบตาเลี่ยง งุดหน้าคล้ายกำลังพูดว่า ไม่รู้ไม่ชี้ขอรับ
ท่านปู่ลากเ้าหลานหัวดื้อหัวรั้น พลางกางจดหมายฉบับหนึ่ง อ่านให้ฟัง จะได้ล่วงรู้ไปพร้อมๆ กันอีกครั้ง
เหล่าเหลียง ข้าซางเหล่า หลายพันปีข้าท่องทั่วดินแดน ไม่ว่างเว้นรอพบท่าน
บุญคุณหยูกยามิเคยเรียกร้อง สังขารชราร่วงโรย ไม่อาจชมอาทิตย์ตกยามเย็น
ไม่อาจดูบุตรแห่งเทวะเติบใหญ่ ไม่อาจช่วยสรรพสิ่งพ้นทุกข์ ชั่วกัลปาวสานจะสิ้นชื่อข้า
ซือฝูซางเหล่าจารึกให้จดจำ อำลาสหายเก่าและฝากฝัง อี้อันฟางเยว่มอบให้ดูแล
เกล็ดกิเลนผูกพันธะ ชะตามิอาจเลี่ยง หนึ่งสตรีโฉมโสภา หนึ่งบุรุษเหนือฟ้า อันตัวข้าวางใจ
ท่ามกลางรอยยิ้มของผู้หลักผู้ใหญ่ เสิ่นจ้งเหว่ยทายาทเพียงคนเดียวแทบทรุดตัว ใจความในจดหมายแปรเป็อื่นไม่ได้ นอกจากมอบสตรีนามว่า อี้อันฟางเยว่แต่งเข้าตระกูล ดวงหน้าที่เดิมซีดเซียวเริ่มถอดสีเป็ขาวเหลือง ชายหนุ่มถอนหายใจออกมายาวๆ ทีหนึ่ง ริมฝีปากไม่ได้หยักขึ้นเพื่อคัดค้าน แต่ใจทุ่มเถียง เขาเอาแต่ตำหนิว่าคนผู้นั้นหน้าไม่อาย อาศัยพลังวิเศษสูงส่ง คิดจะชิงของไปจากผู้อื่นอย่างไรก็ชิง คิดจะมอบบุตรหลานของตนให้ผู้ใดก็มอบงั้นหรือ หากจะทำการใดก็ง่ายดายเพียงนั้น ตำแหน่งผู้คุมตราตั้งคงไม่จำเป็ต้องถือแล้วกระมัง
(ตำแหน่งผู้คุมตราตั้ง หมายถึง ตำแหน่งแม่ทัพผู้ตรวจตราดินแดนทั้งสี่หัวเมือง)
“ไม่แต่ง ไม่ยอมรับนาง” จ้งเหว่ยตอบกลับเสียงหยาบกระด้าง
ตอนค่ำ เสิ่นจ้งเหว่ยนอนติดเตียงอ่อนกำลัง บิดาถ่ายปราณวิเศษข้างกาย มารดายกชามน้ำแกงเข้ามาด้านในอย่างระมัดระวัง
ชายหนุ่มมองท่านทั้งสองเป็ที่พึ่ง ใบหน้าทระนงองอาจลดลง เหลือเพียงแววตาแห่งความอ่อนโยน จ้งเหว่ยอดไม่ได้ที่จะไม่ถาม จึงเอ่ยออกไปเช่นนั้นด้วยน้ำเสียงเง้างอดว่า
“คนผู้นั้นถอนเกล็ดข้า นอกจากพวกท่านไม่โกรธ ยังยินดีให้บุตรชายเพียงคนเดียวแต่งคนของเขาเข้าตระกูล?”
ผู้ใหญ่ทั้งสองลอบมองตากันพลางพยักหน้า เมื่อวางชามน้ำแกงลงบนโต๊ะแล้วจึงเดินอ้อมมานั่งข้างเตียง มืออุ่นนิ่มพลางลูบหลังมือเ้าลูกชายไว้ มารดาเป็ฝ่ายปลอบ บิดาเป็ฝ่ายเล่า นิสัยกรุ่นโกรธฉุนเฉียวง่ายติดตัวจ้งเหว่ยมาั้แ่ยังเล็ก นิสัยใจคอบุรุษธาตุเพลิงย่อมเป็เช่นนี้ โชคดีที่มารดาเป็ดั่งน้ำ จึงชโลมไว้
เสิ่นเฉินผู้เป็บิดาเล่าว่า ก่อนที่จะผาสุกอย่างทุกวันนี้ เจี้ยนหยวน และต้าเหนิง คุกรุ่นคาวเื ประชาชนสองแผ่นดินเ็ปทุกข์ยากยาวนานร้อยปี ปู่ของเ้าเืพล่านยังเยาว์ ทะเยอทะยานหยิ่งผยอง หลังต่อสู้กับผู้นำทัพต้าเหนิงอย่างดุเดือด ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดแห่งต้าเหนิงประกาศกร้าว ว่าตนสังหารจอมทัพเสิ่นเหลียงแล้ว นำโลหิตกิเลนเพลิงล้างบาทากษัตริย์หวงหลง สังเวยบรรพชน ระยะแรกผู้คนไม่กล้าเชื่อ จนแล้วจนลอดนักรบกระหายโลหิตแห่งเจี้ยนหยวนสาบสูญไร้ร่องรอย บ้างปักใจเชื่อว่าตาย บ้างเป็ตายไม่กล้าคาดเดา
เนิ่นนานผ่านไป กระทั่งพวกพ้องเชื่อสนิทใจ ว่าได้เสียนักรบผู้กล้าสังเวยแผ่นดิน แต่แล้วปู่ของเ้า ปรากฏตัวอีกครั้งทางตอนใต้จุดที่คาบเกี่ยวกับเทียนจื่อ ปู่ของเ้ากึ่งเป็กึ่งตาย เวียนว่ายในห้วงนิทราจนคร้านมีหวัง เดินเตร่เร่ร่อนในคงคาผีผาแห่งิญญา ทรมานอย่างหาที่สุดไม่ได้ ท้ายที่สุดกลับมามีชีวิตอีกครั้งภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากเทพโอสถ นามว่า ซือฝูซางเหล่า
อันผู้าุโมิชอบเอิกเกริก หลังชื่อเสียงแพร่ออกไป ชั่วข้ามคืนเทพตนนี้เป็ที่้าของผู้ตกทุกข์ได้ยาก เสิ่นเหลียงวัยหนุ่มเดินทางไปเยี่ยมเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าไม่พบคน คาดว่าผู้วิเศษเร้นกายจากไป หาที่เงียบสงบสักแห่งพักพิง
*****
มีเล่มอีบุ๊คแล้ว แบ่งออกเป็เล่ม 1 (อ่านฟรี) ที่ MEB / Ookbee / naiin
อีบุ๊ค เล่ม 2 (เล่มจบ) สนับสนุนได้ที่แอพ ที่ MEB / Ookbee / naiin