“ข้ามั่นใจว่าพรุ่งนี้คือโอกาสดีของเรา ไม่ว่าจะมีทหารติดตามไปกี่คน เ้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้!”
เมิ่งหรูได้ยินดังนั้นก็วางถังน้ำในมือลงทันทีแล้ววิ่งไปคว้าผ้าห่มผืนใหญ่ออกมา
“กวาดให้เกลี้ยงเรือนเหมือนเคยใช่หรือไม่เ้าคะ!” นางรีบหันมองไปรอบตัวอย่างนึกสนุก “ข้าวของในเรือนกูหยวนมีมากกว่าในห้องหออีกเ้าค่ะ! บ่าวคิดว่าเราอาจต้องใช้ผ้าห่มถึงสี่ผืนถึงจะห่อของพวกนี้ไปได้หมด!”
กวานซูเหยียนเดินมาดีดนิ้วไปที่หน้าผากของสาวใช้ทีหนึ่ง “ขนของไปมากมายเพียงนั้น ผู้อื่นก็รู้หมดสิว่าเราคิดจะหนี!” นางถอนหายใจหนัก
“วัดชิงอวิ๋นซื่ออยู่นอกเมืองหลวง ท่านแม่บอกว่าเราอาจจะต้องไปค้างคืนที่นั่นสามคืน เช่นนั้นก็เสื้อผ้าและของใช้จำเป็สำหรับการไปพักค้างแรมสามคืนอย่าให้ใครสงสัย..เราแค่ต้องเอาเงินทั้งหมดที่มีติดตัวไปด้วย ส่วนข้ามีเ้านี่อยู่ด้วยข้าก็ไม่กังวลแล้ว” นางตบเบาๆ ไปที่เหรียญทองคำที่ห้อยอยู่ข้างเอว
…
เช้าวันต่อมา เมื่อแสงอาทิตย์แรกสาดผ่านม่านไม้ไผ่ของเรือนกูหยวน บ่าวหลายคนเดินมาช่วยยกสัมภาระของฮูหยินน้อยไปไว้บนรถม้าตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่
ไม่นานนัก ถังลี่จูก็ปรากฏกายพร้อมบ่าวหญิงอีกสี่คน ใบหน้ามีทั้งความห่วงใยและความกระวนกระวายปะปน
“เหยียนเอ๋อร์ เ้าพร้อมหรือยัง… พวกเ้าน่ะ! รีบเข้าไปประคองนางเร็วเข้า!” นางสั่งเสียงเข้มจนบ่าวทั้งสี่ขยับตัวแทบไม่ทัน
กวานซูเหยียนที่นั่งรออยู่ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า พลางยิ้มอ่อน “เหตุใดท่านแม่จึงไม่ไปรอที่รถม้าเล่าเ้าคะ ข้าไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย”
ถังลี่จูหน้าตึงทันที “เ้าอย่ามาปดข้าเลย! แม่ได้ยินมาว่าเ้ามักเวียนศีรษะนอนซมทั้งวันอยู่บ่อยครั้ง แล้วยังไม่ยอมให้ท่านหมอมาตรวจดูอาการอีก!”
ถังลี่จูไม่รอให้นางตอบ ขยับเข้ามาคว้าแขนบางของกวานซูเหยียนอย่างห่วงใยพร้อมจูงไว้ด้วยตนเอง บ่าวทั้งสี่รีบล้อมขนาบทั้งสองด้านราวกับกลัวว่าคนทั้งสองจะล้มลงเสียทุกเมื่อ
“ช่างเถิด… ไม่อยากให้ท่านหมอมาดูอาการก็ไม่เป็ไร” ถังลี่จูถอนหายใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างปลงใจ “เดี๋ยวเราไปขอพรที่วัดชิงอวิ๋นซื่อกัน โรคภัยของเ้าก็จะได้คลายลง”
พอเดินมาถึงหน้าจวน เมิ่งหรูก็ต้องหน้าซีดไปอีกครั้ง เพราะขบวนที่จะเดินทางไปวัดชิงอวิ๋นซื่อในครั้งนี้มีคนร่วมทางไปด้วยไม่น้อย
รถม้าคันแรกเป็รถม้าของฮูหยินใหญ่กับกวานซูเหยียนรวมทั้งนางกับแม่นมหวัง คันที่สองเป็ของท่านหมอที่ติดตามไปดูแลด้วย อีกสองคันบรรทุกบ่าวรับใช้ไปด้วยอีกนับสิบชีวิต และยังมีเกวียนบรรทุกข้าวสารอาหารแห้ง รวมทั้งของที่จะนำไปบริจาคให้วัดโดยมีทหารกลุ่มใหญ่ติดตามไปคุ้มกันอย่างเข้มงวด
นางกระตุกแขนเสื้อของกวานซูเหยียนเบาๆ แต่กลับเห็นนายหญิงยังคงยิ้มได้อย่างสบายอารมณ์ก็เริ่มมั่นใจขึ้น
ขบวนรถม้าของจวนสกุลเซียวเคลื่อนตัวออกจากลานกว้างอย่างสง่างาม ธงประจำตระกูลสะบัดพลิ้วตามแรงลม ทหารคุ้มกันสิบกว่านายนำหน้าเรียงแถวอย่างเข้มงวด
ทันทีที่ขบวนเคลื่อนผ่านถนนในเมืองหลวง สายตานับไม่ถ้วนจากสองข้างถนนก็หันมาจับจ้องไม่หยุด ชาวบ้านที่เดินซื้อของอยู่ริมทางต่างหยุดฝีเท้า บางคนยืนบนเก้าอี้เตี้ย ๆ เพื่อชะเง้อมองให้เห็นชัดขึ้น
“ในนั้นคือฮูหยินต่างแคว้นของท่านแม่ทัพเซียวงั้นหรือ?”
“ใช่ ๆ ข้าเคยนางครั้งหนึ่งตอนที่นางถูกจับเป็เชลย ยามนั้นนางทั้งเหม็นทั้งสกปรก ดูไม่เป็ผู้เป็คน แต่จากนั้นก็ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้านางอีกเลย อยากรู้นักว่าพอได้แต่งหน้าทาปากแล้วหน้าตานางเป็เช่นไร”
“ข้าได้ยินมาว่านางงดงามปานเทพธิดา แต่นิสัยกลับเลวร้ายยิ่งนัก ตัวอัปมงคล! พวกเราอย่าไปดูเลยเสียสายตาเปล่าๆ”
เสียงซุบซิบดังลอดเข้ามาในรถม้าแม้ม่านผ้าจะปิดสนิท แต่ความหนาแน่นของคำพูดก่นด่านั้นเหมือนทะลุเข้ามาตีหน้าคนในรถม้าอย่างจัง บ่าวหญิงที่ตามมาด้วยหลายคนต่างหน้าเสีย ไม่กล้าสบตากันสักคน
เมิ่งหรูที่นั่งอีกมุมเม้มปากแน่น ราวกับอยากผลักประตูลงไปเถียงแทนนายหญิง แต่ก็ทำได้เพียงกำมือบนตักสั่นระริก
ภายในรถม้า ถังลี่จูหันไปมองกวานซูเหยียนทันทีที่ได้ยินชาวเมืองพูดจาเหยียดหยาม นางเห็นสะใภ้ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ แต่ปลายขนตาที่สั่นเล็กน้อยบอกชัดว่าหญิงสาวก็ได้ยินถ้อยคำเ่าั้เช่นกัน
ถังลี่จูไม่พูดพร่ำ นางเอื้อมมือไปกุมมือกวานซูเหยียนไว้
“อย่าใส่ใจนะเหยียนเอ๋อร์” นางกระซิบเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ผู้คนชอบพูดตามเื่เล่าที่ได้ยินจากปากต่อปาก แต่แม่…แม่เห็นเ้ากับตาตนเอง เ้าไม่ใช่คนเช่นที่เขาว่า”
กวานซูเหยียนหลุบตาลง หากแต่หัวใจกลับร้อนวูบด้วยความซาบซึ้ง
“ลูกไม่เป็ไรเ้าค่ะ ท่านแม่โปรดอย่าได้กังวลไป”
ถังลี่จูมองสะใภ้ด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะบีบมือบางในมือของตนเบา ๆ เป็การตอบรับโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงออกไปด้านนอก เสียงจอแจของชาวเมืองค่อย ๆ จางหายไป เรือกสวนไร่นาแทนที่ร้านค้า บ้านเรือนค่อย ๆ ลดจำนวนลง จนในที่สุดสองข้างทางก็เหลือเพียงทุ่งโล่งกับแนวต้นสนสูงชะลูดเรียงรายตามเนินเขา
กวานซูเหยียนมองทิวทัศน์ภายนอกอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมากล่าวกับมารดาสามีด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น
“ท่านแม่เ้าคะ… หลังจากนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ท่านแม่ควรไปที่วัดชิงอวิ๋นซื่อให้บ่อยขึ้น หากมีโอกาสก็ให้ไปถือศีลพำนักสักห้าวันสิบวันเป็คราว ๆ ไป ชื่อเสียงของท่านแม่และท่านแม่ทัพ…จะได้ไม่ตกเป็เป้าของผู้คนให้ต้องถูกวิจารณ์”
ถังลี่จูชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มกว้างออกมา “เด็กดี..เจาเอ้อร์เหลวไหลถึงเพียงนั้น เ้ายังมีแก่ใจเป็ห่วงเราสองแม่ลูก ข้าช่างมีวาสนานักที่ได้สะใภ้ดีๆ อย่างเ้า!”
ถังลี่จูรู้เพียงว่าลูกสะใภ้พูดด้วยความจริงใจ แต่ไม่รู้เลยว่าภายในใจของนางกำลังกระเพื่อมด้วยความรู้ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เนื้อหาในนิยายต่อจากนี้…ฮ่องเต้หย่งจงจิ้งจะยังคงสร้างความลำบากให้เซียวหลิงเจาไม่หยุด
ในศึกกับพวกชนเผ่า กองทัพของเซียวหลิงเจาจะไม่ได้รับเสบียงตรงเวลาซ้ำยังถูกบรรดาขุนนางชั่วยักยอกไว้เองอีก เมื่อถึงคราวคับขันกำลังเสริมก็ไม่ถูกส่งออกไปช่วย จนการรบยืดเยื้อและเต็มไปด้วยการสูญเสีย
เหล่าองค์ชายและขุนนางในราชสำนัก จะใส่ร้ายว่าแม่ทัพเซียวใช้เสบียงสิ้นเปลือง ตั้งใจลากศึกให้ยืดเยื้อเพื่อทำลายคลังเสบียงหลวง
ชื่อเสียงของตระกูลเซียวจะตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว…และกวานซูเหยียนคนเดิม ก็มีส่วนทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงกว่าเดิมด้วยการก่อเื่เลวร้ายไม่หยุด
ถังลี่จูเป็เพียงคนเดียวที่ยังคงยึดมั่นในความดี แม้ชื่อเสียงของจวนสกุลเซียวจะถูกย่ำยีเพียงใด นางก็มักเดินทางไปวัดชิงอวิ๋นซื่อบ่อยครั้ง เพื่อขอพรให้คนในครอบครัวปลอดภัย และโดยที่กวานซูเหยียนในนิยายหาได้รู้ไม่ ว่าแม่สามีผู้นี้ยังตั้งมั่นสวดมนต์ภาวนาให้นางกับหลานชายทรพีมากกว่าผู้ใดทั้งหมด
แต่เมื่อกวานซูเหยียนคิดถึงอนาคตของตนในคราวนี้ หากนางหนีไปแล้ว ถังลี่จูจะยังมีเหตุผลอันแท้จริงให้ไปวัดอีกหรือ?
เมื่อไม่รู้ว่าตนกำลังจะมีหลาน… เมื่อมีหอสวดมนต์อยู่ในจวนอยู่แล้ว…บางทีนางอาจไม่ออกไปวัดบ่อยเหมือนเดิมแล้วแค่สวดมนต์ให้เซียวหลิงเจาเงียบๆ อยู่ในจวน นางอาจละทิ้งการทำบุญที่เคยเป็เกราะกำบังให้ผู้คนยังคงนับถือคนสกุลเซียวไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะเหตุนี้กวานซูเหยียนจึงต้องเตือนนาง ต้องผลักให้สตรีผู้ใจดีผู้นี้ได้ไปยืนอยู่ในแสงสว่างให้ได้มากที่สุด
นางหันไปคลายเชือกห่อผ้าออก ก่อนจะหยิบขวดกระเบื้องสีงาช้างใบหนึ่งส่งให้ถังฮูหยินด้วยความระมัดระวัง
“ท่านแม่เ้าคะ นี่คือยาหมื่นเหตุจากวังหลวงแคว้นเหลียงซาน มันสามารถถอนพิษได้ทุกชนิด ท่านแม่เก็บไว้ให้ดีนะเ้าคะ”
ถังฮูหยินรับมา แต่ทำหน้าไม่สู้จะเห็นด้วย “ของดีเช่นนี้ เ้าเก็บไว้เองเถิด ข้าแก่ปูนนี้แล้ว ใครจะมาคิดร้ายกับข้าอีก?”
นางรีบก้มหน้า เพราะเกือบหลุดปากไปแล้วว่า ตัวลูกสะใภ้ต่างหากที่มีคนจ้องปองร้ายทุกวี่วัน แต่ต้องรีบกลืนคำพูดลงคอ