ตอนที่เก้าสิบสาม Trickle Down Economic
Trickle Down Economic เศรษฐกิจแบบไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
ด้วยแนวคิดว่าหากพัฒนาส่วนบนได้จะไหลผลประโยชน์ไปสู่ด้านล่าง
แต่ในความเป็นจริงแล้วเมหมือนภาวนาว่าจะให้น้ำตกไหลย้อนกลับจากที่ต่ำไปสู่ที่สูงนั่นล่ะ
มันเป็นไปไมได้
เพราะเงินเหมือนของที่ลอยขึ้น
คนที่มีทรัพยากรมากกว่าเหมือนกับเครื่องดูดที่มีพลังมากกว่าและโอกาสมากกว่าในการดูดทรัพยากร
คิดว่าด้วยระบบที่เหมือนแม่เหล็กที่มีพลังมากกว่าของคนที่ทรัพยากรสูงกว่า
ยิ่งรัฐบาลหนุนคนที่มีเงินมากขึ้นให้มีเงินมากขึ้น
จะทำให้เงินไหลลงสู่รากหญ้าได้อย่างที่พูดกันในเรื่องTrickle Down economic งั้นหรือ?
ตลกแล้ว
ด้วยเหตุผลบางประการ รัฐบาลเชื่อคำกล่าวของเหล่าเศรษฐีที่ว่า
“เชื่อพวกเรานะ ยิ่งทำให้พวกเรากิจการเติบโตมากขึ้นผลประโยชน์จะไหลไปสู่ประชาชนมากขึ้น”
แค่คำกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงหรือจะกล่าวว่าขัดกับหลัก
Fiduciary หลักการรักษาผลประโยชน์ของกิจการ
ว่าคนทำหน้าที่บริหารกิจการต่างๆมีหน้าที่เปิดเผย โปร่งใส่ สร้างความเชื่อใจและถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเหนือกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
ซึ่งมันได้ผล
ในการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
ไม่มีคำว่าบริษัทหรือหลัก Fiduciary นี้มีหน้าที่รับผิดชอบทางสังคม
Social Obligation
ที่ต้องเอาผลประโยชน์ของตนเองไหลรินไปสู่ระดับล่างแต่อย่างใด
การพูดว่าให้ผลประโยชน์แก่คนชั้นบนและให้ผลประโยชน์ไหลลงสู่ชนชั้นล่างด้วยตนเองนั้น
เหมือนกับบอกว่ารินน้ำลงไปและภาวนาให้น้ำไหลขึ้นฟ้าแทนที่จะไหลลงดิน
มันเป็นไปไม่ได้
“มีบางคนที่มีคุณธรรมแจกจ่ายทุนการศึกษาต่างๆ”
ถูกแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องส่วนบุคคล
“แจกจ่ายทุนการศึกษา” คือเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่า”เป็นบุญคุณ”
ที่คนรวยจะทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้
ไม่มี”หน้าที่ทางศีลธรรม”ที่ต้องส่งทรัพยากรให้ไหลรินไประดับล่างของสังคมแต่ประการใด
ในด้านการออกกฎหมายหรือนโยบายกติกาที่ควบคุมสังคม
มันมีสิ่งที่เรียกว่า
Incentive สิ่งจูงใจ
ที่ทำให้คนดำเนินกิจการไปในแนวทางนั้นเช่นการประกันลดภาษีได้ การบริจาคแก่มูลนิธิที่รัฐรับรองลดภาษีได้ฯลฯ
สิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่บีบบังคับจูงใจบริษัทต่างๆด้วยกฎหมาย
ให้เอาผลกำไรนั้นมาช่วยเหลือหรือบริจาคหรือกระทำกิจกรรมต่างๆที่ทำให้พวกเขามีประโยชน์เองด้วย
ซึ่งไม่ได้ รองรับกิจการหรือมูลนิธิที่รัฐไม่รับรองแต่ประการใดนั่นเอง
กิจการที่บริหารด้วยหลัก Fiduciary จะทำเรื่องที่ทำให้ตนเองเสียผลประโยชน์ไปทำไม?
หรือต่อให้มีคนหนึ่งทำเรื่องที่ทำให้ขัดกับหลักFiduciary ที่ทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์เขาก็จะถูกควบคุมปลดออก ตำหนิจากผ็ถือหุ้นที่เห็นผลประโยชน์เป็นสำคัญ
เมื่อการช่วประชาชนมีแต่เสียกับเสีย
“เราทำบริษัทเพื่อผลกำไรไม่ใช่ทำมูลนิธิเพื่อการกุถศล”
หากคิดกันเช่นนั้น
ไม่มีภาระหน้าที่ทางศีลธรรมผูกพันต่อกัน
คนรวยคิดว่าตนเองไม่มีหน้าที่ต้องช่วยคนจน
ทำไมคนจนต้องเคารพนโยบายที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์แบบนี้ด้วย?
ก็ยังเป็นปริศนาหนึ่งของยุทธภพต่อไป
ที่คนจนจิตใจดีหาข้อแก้ตัวให้คนรวยเสมอทั้งที่ควรจะถามตนเองแบบคนรวยถามตนเองบ้างว่า
“นโยบายนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อเราเราจะสนับสนุนนโยบายนี้ไปทำไม?”
แบบที่คนรวยที่คิดเรื่อง
“บริษัทแสวงหาผลกำไร ไม่ใช่มูลนิธิเพื่อการกุศล”นั่นเอง
คนจนควรจะคิดให้เหมือนคนรวยในแง่นี้ว่าตนเองไม่มีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนรวยแต่ประการใด
นโยบายที่เราไม่ได้รับประโยชน์ก็ไม่ควรไปสนับสนุน
หากทุกคนเข้าใจกันเช่นนี้สังคมคงไม่สงบสุข แต่จะเข้าใจกันและกันมากขึ้นนั่นเอง
เพราะเหตุนี้ผมถึงเชื่อว่าหากเราสื่อใจถึงกันได้ตามแบบนารุโตะหรืออีวานเกเลี่ยนคนคงเอามีดมาจิ้มพุงกันด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แทนที่จะทำให้สงครามยุติลงอย่างที่ชอบคิดกัน
อย่างที่ผมคุยกันตรงนี้กับนักลงทุนเจ้าของกิจการต่างๆ
มีใครคิดถึงว่าจะช่วยคนจนสักนิดไหม?
ก็ไม่มีเพราะนั่นไม่ใช่เป้าประสงค์หลักของการทำธุรกิจนั่นเอง
แค่อยู่เฉยๆคนมีทุนมากกว่าก็ได้เปรียบอยู่แล้วยิ่งรัฐบาลช่วยสนับสนุน คนมีทุนมากกว่าก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นไปอีก ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำจึงยิ่งลึกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
Trickle Down Economic ที่ชอบพูดกันนั้นได้ผลเช่นนี้เอง
“ดื่มให้ท่านอ้าวป้าหม่าอีกครั้ง”
“เชียร์”
พวกนี้พยายามเอาใจอ้าวป้าหม่าที่ชอบแนวทางของตะวันตก
“ถ้าหากทุกท่านพอมีตำราหรือหนังสือเก่าๆเรื่องของตำรายาหรือการบ่มเพาะพลัง สามารถเอามาให้ผมได้ ผมสามารถให้ค่าตอบแทนทุกท่านอย่างงาม”
ผมกล่าว
แม้ในเวลานี้โรเบิร์ตก็พยายามเตรียมใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลการบ่มเพาะพลังและวิทยาการต่างๆและฝากข้อมูลสำรองไว้ในระบบคลาวด์ว่าต่อให้คนมาบุกทำลายฐานทัพของผมแบบกันดั้ม
ข้อมูลก็ไม่สูญหายไปไหนเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ว
“พวกเราติดตามท่านอ้าวป้าหม่าต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอนฮา ฮา ฮา”
ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ผมคงคิดแบบเดียวกับพวกเขานั่นล่ะถ้าโลกนี้ไม่ใช่แค่ดาวสีน้ำเงินขนาดเล็กที่ถูกปกครองอยู่โดยพวกเทพเซียนที่อยู่เหนือๆขึ้นไปอีกทีหนึ่ง
พวกเขาเข้าใจผิดว่าเราอยู่ในระบบทุนนิยมแต่ที่จริงเราอยู่ในยุคศักดินา ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่พวกเซียนเหนือโลกมันปกครองกันพรรค์นั้นจริงๆ