ศิลาแห่งทวยเทพ

    บทที่31 เข้าพบจ้าวเกาะ(3)

    บทที่31 เข้าพบจ้าวเกาะ(3)

    ชายที่ปิดบังหน้าตารู้สึกว่ามีคนจ้องมาทางตนจึงเงยหน้ามองไปทางพวกเดนและลู

    “สองคนนั้นเองรึไม่นึกว่าจะเป็นแขกของจ้าวเกาะหยางสือ”

    “เจ้าว่าอะไรนะ”

    ชายที่สวมชุดดำที่นั้งข้างๆเขาเอ่ยถามออกมา

    “ไม่มีอะไรหรอก”

    ชายที่นั้งข้างๆเขาเลิกสนใจและทานอาหารของเขาต่อไป

    “ไอ้เจ้านั้นมันมองมาทางนี้”

    ลูทำท่าทางจะลุกออกจากเกาอี้ไป แต่เดนรั้งแขนของเขาไว้

    “ใจเย็นๆอีกเดี๋ยวรอจ้าวเกาะพาพวกเราออกไปค่อยไปหาเขากัน”

    “อืม”

    พวกเดนกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าตังเองและเริ่มทาน เมื่อพวกเขาเริ่มทานกันเสร็จการสนทนาภายในโต๊ะอาหารเริ่มดังขึ้นมา 

    “เอาละในเมื่อพวกท่านเริ่มอิ่มหนำกันแล้วข้าขออณุญาติแนะนำพวกท่านให้สหายต่างทวีปรู้จักเสียหน่อยนะ”

    จ้าวเกาะเมื่อเห็นว่าเริ่มมีการพูดคุยเกิดขึ้นจึงกล่าวออกเพราะเขาเห็นว่าพวกเดนนั้นไม่รู้เรื่องราวของทวีปเหมันต์อัคคีมาก่อน

    “หือสหายต่างทวีปใครกันรึท่านจ้าวเกาะ”

    องค์ชายซูเฟ่ยเอ่ยถามออกมาและเริ่มมองผู้คนเรียงขึ้นไปทางพวกเดนและก็ทำหน้าตกตะลึงพึมพำออกมา

    “ช่างสวยงามยิ่งนัก”

    องค์ชายซูจิวได้ยินดังนั้นจึงมองตามและต้องทำให้เขามองอย่างตกตะลึงไปอีกคน เมื่อจ้าวเกาะเห็นดังนั้นจึงยิ้มและเริ่มกล่าวต่อไป

    “เหล่าสหายน้อยที่นั่งอยู่ตรงนี้มาจากทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษามาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับสำนักเหมันต์อัคคีโดยผู้นำมาคือผู้คุมกฏจาง”

    เมื่อจ้าวเกาะหยางสือแนะนำพวกเดนให้กลุ่มคนที่มาจากที่ต่างๆในเหมันต์อัคคีได้รู้จักต่างมีเสียงพูดคุยดังออกมา

    “ยินดีที่ได้รู้จักเหล่าสหายจากม่านหมอกแห่งพฤกษาข้ารัชทายาทแห่งเมืองหิมะโปรยซูเฟ่ยและคนข้างๆ

    ซูจิวน้องชายของข้าเอง”

    องค์ชายซูเฟ่ยรีบลุกประสานมือแนะนำตนเองหลังจ้าวเกาะกล่าวจบ เขามองไปทางหญิงสาวทั้งสี่อย่างไม่วางตา ลูที่นั้งข้างเดนเอาศอกสกิดเดนและกระซิบออกมา

    “ไอ้เจ้าองค์ชายนี้สายตาหื่นจังแหะ หึหึยังไม่รู้ฤทธิ์เดชพวกเสือสาวของพวกเราชะแล้ว”

    เดนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และหยิบผลไม้มากิน

    “ข้าน้อยเจ้าวังจันทรา ฟางลี่ ยินดีรู้จักสหายจากต่างแดนทุกท่าน”

    หญิงสาวหน้าตาสวยงามสวมชุดสีขาวที่พริ้วไหวตามแรงลมกล่าวออกมาเมื่อองค์ชายซูเฟ่ยนั้งลง นางมองไปทางเดนอย่างไม่วางตารวมถึงหญิงสาวที่นั้งข้างๆนางด้วยที่มองเดน ลูเอาศอกสกิดเดนอีกครั้งเมื่อเห็นเช่นนั้น

    “หึหึ ข้าว่าปัญหาของเจ้าเริ่มมาอีกแล้วละ”

    เดนกลืนอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่อย่างอยากลำบากและหันหน้าหนีพวกวังจันทราที่มีแต่เหล่าหญิงสาว ลูหัวเราะออกมาเบาๆ

    “ข้าเฉินกัง แห่งอัคคีผลาญฟ้า”

    ชายชราที่มีหนวดเคราสีขาวสวมชุดนักสู้สีแดงกล่าวออกมาข้างกายยังมีชายหนุ่มและหญิงสาวอยู่ในอาการที่เหมือนนั่งเข้าญาณอยู่บรรยากาศพวกเขาดูสงบนิ่งทั้งที่รอบข้างต่างวุ่นวายพอดู

    “ข้าน้อย อ้ายไป๋ จากสำนักเมฆาเคลื่อน ทวีปของพวกท่านคงเต็มไปด้วยผู้คนที่งดงามอย่างมากสินะ”

    เขายิ้มไปทางเดนพร้อมกับนำพัดขึ้นมาปิดรอยยิ้มน้อยๆไปทางเขาพร้อมด้วยอาการที่ผิดบุรุษเพศ

    เดนรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสายตาของอ้ายไป๋บุรุษที่ประทินโฉมเหมือนอิสตรีเพศที่มองมายังเขา ลูพ่นน้ำที่กำลังดื่มออกมาไปบนใบหน้ากันนาร์

    “ข้าขอโทษ ข้าขอโทษข้าสำลักนะ”

    ลูรีบกล่าวขอโทษและนำผ้าเช็ดน้ำบนใบหน้าให้กันนาร์ กันนาร์คว้าผ้าจากเขามาเช็ดเองและบ่นออกมา

    “เดนเจ้าคงต้องหาหน้ากากมาใส่ชะหน่อยแล้วละไม่งั้นได้สร้างปัญหาไม่หยุดแน่ แหะ แหะ”

    “ยะ..ยุ่งนา”

    เดนรีบก้มหน้าตัวเองลงมองอาหารเบื้องหน้าตนเองและไม่มองไปทางอ้ายไป๋อีกเลย

    “ข้าจวินลี่จากเงาทมิฬ”

    ชายรูปร่างกำยำมีหนวดเคราสีดำสวมชุดสีดำกล่าวออกมาและนั้งลงโดยมีชายที่ปิดบังหน้าตาที่ขายไข่ปริศนานั้นให้กับเดนนั้งข้างๆเขา

    “ไอ้เจ้าพ่อค้านั้นอยู่กับเงาทมิฬเองหรอกรึ”

    ลูกล่าวออกมาเมื่อจวินลี่แนะนำตัวเสร็จ

    เมท่อจ้าวเกาะเห็นว่าพวกเขาแนะนำตัวกันเสร็จแล้วก็นำพวกเขาออกจากห้องที่ทานอาหารไปยังชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ ฑูตจางถามขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปยังชั้นใต้ดิน

    “เราจะไปไหนกันรึท่านหยางสือ”

    “ความลับเมื่อไปถึงพวกท่านก็รู้เองแหละ”

    เมื่อพวกเขาเดินจนมาถึงห้องขนาดใหญ่ที่มีบ่อน้ำอยู่กลางห้องกลางบ่อก็มีสิ่งที่คล้ายกับจานใบใหญ่ลอยอยู่ เมื่อเหล่าผู้คนของเหมันต์อัคคีเห็นสิ่งนั้นต่างเบิกตากว้าง

    “ทะ..ท่านจ้าวเกาะอย่าบอกข้านะว่านั้นคือวารีชำระมลทินนะ”

    เหล่าผู้คนของเหมันต์อัคคีกล่าวออกมาพวกเดนที่ได้แต่งงงวยเมื่อเห็นอาการของเหล่าคนรอบกาย เดนจึงถามไป๋เป่าที่มีอาการเหมือนกับคนอื่นๆ

    “วารีชำระมลทินคืออะไรอย่างนั้นรึ”

    ไป๋เป่าหันหน้ากลับมา

    “วารีชำระมลทินมันสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกภายในตันเทียนให้หายไปจนหมดทำให้พลังของผู้ที่ใช้บริสุทธิ์อย่างที่สุดทำให้พลังที่ใช้ออกมานั้นรุนแรงอย่างมากอีกด้วย วารีชำระมลทินนี้นะไม่สามารถหาได้ทั่วไปหรอกนะมีเพียงที่นี้แหละที่สามารถผลิตออกมาได้”

    ในขณะที่ไป๋เป่าอธิบายอยู่นั้น

    “ในปีนี้ข้าสามารถผลิตวารีชำระมลทินได้ถึงหนึ่งร้อยหยดกว่าจะได้ขนาดนี้ข้าต้องใช้ทรัพยากรไปมากมาย แต่ว่าในเมื่อมันเป็นวันอันมงคลสำหรับข้า ข้าจะให้พวกท่านที่มาเยี่ยมเยียนคนละหยด”

    “ท่านจ้าวเกาะหยางสือช่างมีน้ำใจยิ่งนักพวกเราเองก็ต่างมีของขวัญมามอบให้กับท่านเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจเทียบวารีชำระมลทินที่ท่านมอบให้ พวกข้าจะตอบแทนบุญคุณท่านในคราวหลังอย่างแน่นอน”

    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เอาละเราขึ้นไปยังที่จัดงานกันเถอะตอนนี้คงมีผู้คนจากที่อื่นๆมากันเป็นจำนวนมากแล้ว”

    เมื่อจ้าวเกาะแจกวารีชำระมลทินให้กับทุกคนที่เข้ามาด้วยกันกับเขาจนครบก็พาทุกคนขึ้นไปยังที่จัดงาน เมื่อเข้ามาภายในงานที่มีผู้คนอยู่มากมายแต่ละคนต่างแยกย้ายไปทักทายกับคนที่รู้จัก เหลือกลุ่มของเดนมายืนอยู่มุมหนึ่งโดยมีคนคอยติดตามรับใช้อยู่ ในขณะที่เขาคุยกันอยู่นั้น องค์ชายทั้งสองพร้อมคนติดตามก็เดินเข้ามาทักทาย พวกสาวๆทั้งสี่โดยไม่หันมองเดน ลูและกันนาร์ที่ยืนอยู่เลย

    “ไอ้บ้าพวกนี้มันขี้หลีชะมัดเลยแหะไม่เห็นหัวพวกเราเลยแม้แต่น้อย”

    “ช่างพวกเขาเถอะนานั้นเจ้านั้นยืนอยู่นั้น”

    ลูมองตามเดนเจอเข้ากับชายสวมที่ปิดบังใบหน้าสวมชุดสีดำยืนกอดอกพิงผนังในมุมมืดอยู่ เดน ลู กันนาร์ เดินเจ้าไปหาเขา

    “เจอกันอีกแล้วเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดทำไมเจ้าต้องโกหกพวกข้าว่านั้นคือไข่อสูรวารี”

    “โอ๊ะโอ๋รู้กันแล้วหรอกเหรอ”

    ชายคนดังกล่าวมองไปยังกันนาร์และกลับมามองเดน

    “มิน่าเล่ามีพวกประหลาดอยู่ด้วยนี่เองถึงรู้เรื่องของไข่ใบนั้น”

    “เจ้าว่าใครประหลาด”

    กันนาร์กล่าวออกไป

    “ข้าก็แค่กล่าวลอยๆใครจะรับก็รับไปสิ”

    “เจ้า!”

    เดนห้ามกันนาร์ที่จะเดินไปทางเขา

    “บอกข้ามาว่ามันคือไข่อะไรกันแน่”

    “อ้าวนี่ยังไม่รู้กันหรอกรึ หึหึ”

    “ข้าไม่บอกหรอกนะอยากรู้ก็ลองถามตัวประหลาดที่ติดตามเจ้าดูสิ”

    ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปทำให้พวกเดนยืนงงอยู่ตรงนั้น

    “นี้เจ้ามังกรข้ารู้สึกว่าเขาจะรู้ว่าเจ้าเป็นใครอยู่นะ”

    เดนกล่าวอย่างสงสัยกระซิบไปยังกันนาร์

    “มันเป็นใครกันข้าถึงสัมผัสอะไรไม่ได้จากมันเลยแปลกมาก”

    กันนาร์กล่าวกลับไป

    “อืมช่างเป็นคนที่มีความลึกลับจริงๆแหะกล่าวออกมายังกับว่ารู้ว่าเจ้ารู้จักไข่ใบนั้นแน่ๆยังงั้นแหละ”

    “นายท่านข้าจะตามสืบเองว่ามันเป็นใครกันแน่ พวกท่านไปสนุกกันเถอะอีกเดี๋ยวข้ากลับมา”

    กันนาร์เดินหายไปในกลุ่มคน เมื่อเดนและลูจะเดินกลับ อ้ายไป๋ก็มาดักหน้าพวกเขาทำให้พวกเขาหยุดกึกทันที

    “ท่านทั้งสองมาอยู่นี้เองงั้นรึ”

    น้ำเสียงและสำเนียงที่เขากล่าวออกมานั้นต้องทำให้เดนและลูรู้สึกขนลุกขึ้นทั้งตัว

    “มาดื่มกับข้าสักจอกเถิดนาพวกท่าน”

    อ้ายไป๋กระดิกนิ้วเรียกคนที่คอยบริการผู้คนที่ยืนถือถาดที่มีเครื่องดื่ม ที่ยืนอยู่ใกล้ๆพอเขาเข้ามา อ้ายไป๋หยิบจอกออกมาส่งให้กับเดนและลู พวกเขารับมาพร้อมกับคำนับและกระดกดื่มอย่างรวดเร็ว

    “พวกท่านไว้ไปเที่ยวเล่นที่สำนักเมฆาเคลื่อนของข้าเมื่อไปถึงทวีปเหมันต์อัคคีสิ ข้าจะตอนรับพวกท่านอย่างดีที่สุดเอง”

    “ไว้มีโอกาศพวกข้าต้องไปเยี่ยมเยียนท่านอย่างแน่นอน”

    เดนกล่าวออกมาอย่างสุภาพให้กลับอ้ายไป๋

    “แม้ท่านเนี้ยช่างสง่างามและสุภาพยิ่งนักอย่างนี้ผู้อื่นต้องขอทำความรู้จักกับท่านให้มากกว่านี้แล้วละ”

    เดนและลูขนลุกเกลียวขึ้นอีกครั้ง

    “ดะ..ได้อยู่แล้วละแต่ตอนนี้พวกข้าขอตัวก่อนไว้โอกาศหน้าจะไปดื่มกับท่านอย่างแน่นอน”

    “นี่ท่านสัญญากับข้าแล้วนะข้าจะรอพวกท่าน”

    “นะ..แน่นอนพวกเราไม่เคยผิดสัญญากับใครอยู่แล้ว ขอลาท่านก่อน”

    “เชิญท่านทั้งสองแล้วพบกันใหม่”

    ทั้งสองรีบก้าวออกไปทันที

    “นี่เดนเจ้าจะไปหาเขาที่เมฆาเคลื่อนจริงๆรึข้าไม่ไปกับเจ้าหรอกนะ”

    “รับปากไปก่อนนาขืนอยู่นานไปกว่านี้ข้าเสียวๆยังไงไม่รู้”

    ในขณะที่เขาจะถึงที่พวกไอลีนอยู่นั้นเจ้าวังจันทราก็เข้ามาขวางหน้าพวกเขาพร้อมกับถอนสายบัวคำนับพวกเขา

    “ข้าน้อยคาราวะนายน้อยทั้งสองพอดีข้ายังไม่รู้จักชื่อพวกท่านพอจะแนะนำให้ข้ารู้จักได้รึไม่”

    “ข้าเดน อัลติม่า ส่วนเขาลู อิฟรีทเรียกพวกข้าว่าเดนและลูละกัน”

    “ท่านเดนกับท่านลูช่วยดื่มเพื่อเป็นเกียรติกับข้าได้รึไม่”

    “ได้อยู่แล้วละ”

    จากนั้นนางก็นำจอกเหล้าส่งให้ทั้งเดนและลูพวกเขายกดื่มในขณะที่เดนกำลังวางจอกสุรานั้นฟางลี่ก็เข้าประชิดตัวของเขาและนำนิ้วชี้ของนางลูปตรงอกของเขาไปมา

    “ไม่ทราบว่านายน้อยเดนจะไปเที่ยวเยี่ยมชมวังจันทราของข้าสักครั้งได้รึไม่เมื่อทานเดินทางไปถึงเหมันต์อัคคีแล้วนะ”

    เดนรีบขยับถอยหลังออกมา

    “วะ..ไว้มีโอกาศข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน”

    ฟางลี่เดินเข้าประชิดเขาอีกครั้งและกล่าวออกมาอย่างยั่วยวน

    “นายน้อยอย่าหลอกข้านะถ้าท่านไม่ทำตามที่ท่านสัญญาที่ท่านให้ไว้ข้าจะไปรับท่านที่สำนักเหมันต์อัคคีอย่างแน่นอน”

    “ขะ..ข้าไม่ลืมหรอกข้าไปแน่ๆแต่ตอนนี้ข้าขอตัวก่อนนะท่านข้ามีธุระด่วนจริงๆ”

    “ก็ได้ไว้เจอกันนายน้อยเดนข้าจะรอท่าน”

    เดนรีบผละตัวออกและออกไปจากตรงนั้นทันทีลูเดินตามมาติดๆกอดคอเขา

    “หึหึ เสน่ห์ช่างรุนแรงเสียจริงนะทั้งชายทั้งหญิงเลย เจ้าเสร็จแน่ข้านึกไม่ออกเลยพอไปถึงเหมันต์อัคคีรูปโฉมของเจ้าจะไปทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ที่นั้นหลงอีกสักกี่คน”

    “สงสัยข้าคงต้องหาหน้ากากมาใส่อย่างที่เจ้าพูดจริงๆแล้วละ”

    ลูหัวเราะออกมาพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของเขาหลายทีในขณะที่เขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงเรียกเขามาจากทางด้านหลังพอหันกลับไปมองจึงพบเข้ากับเว่ยหลิงเดินตามมา

    “หึหึ มาอีกหนึ่งแล้วนั้น”

    ลูกล่าวและยิ้มออกมา

    “มีอะไรงั้นรึแม่นางหลิง”

    “ไม่มีอะไรหรอกพอดีข้าจะมาถามท่านว่าถ้าท่านออกจากที่นี้พอจะให้พวกข้าไปด้วยได้รึไม่เรือของพวกข้าแตกไปแล้วนะ”

    นางกล่าวออกมาและพยายามไม่มองหน้าของเขาและก้มหน้าที่แดงระเรื่อยอยู่

    “ได้อยู่แล้วแม่นางหลิงข้าจะไปบอกท่านจางให้”

    “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านอย่างมากข้าจะรีบไปบอกกับท่านพ่อแล้วเจอกันท่านเดน”

    นางรีบเดินออกไปในทันทีด้วยท่าทีเขินอาย

    “อืมแม่นางหลิงก็ดูน่ารักดีนะเจ้าไม่ลองเก็บไปคิดดูสักหน่อยเหรอ”

    “เจ้าไปคิดเอาเองสิแค่นี้ข้าก็ปวดหัวพอแล้ว”

    “อะนั้นยังไม่ไปอีกรึเจ้าบ้าพวกนั้น”

    ลูมองไปยังองค์ชายทั้งสองที่ยังคุยอยู่กับสาวทั้งสี่อยู่ พวกไอลีนต่างแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไอลีนเห็นพวกเดนนางจึงกล่าวออกมา

    “นี่พวกเจ้าไปไหนกันมา”

    “อะ..เออพอดีเจอคนรู้จักนะ”

    “ใครกันที่พวกเจ้ารู้จัก”

    ไอลีนที่กล่าวข้ามหัวของคนทั้งสอง ออกมานั้นโดยไม่ได้สนใจองค์ชายทั้งสองนั้นเลยทำให้พวกเขาต้องทำหน้าบึ้งขึ้นมาและหันกายมาทักทายพวกเดนและลูที่อยู่ด้านหลัง

    “ยินดีที่ได้รู้จักไม่ทราบว่าพวกท่านนั้นชื่อเสียงเรียงนามอะไรอย่างนั้นรึพอดีพวกข้าลืมถามไปนะอย่าได้ถือสาพวกข้าเลยนะ”

    “ข้าเดนส่วนคนนี้ลูนะขอรับ ยินดีที่ได้รู้จักท่านองค์ชายเฟ่ยและองค์ชายจิว”

    องค์ชายซูจิวมองพวกเดนและลูอย่างดูถูก

    “ข้าทราบมาจากสหายของท่านว่าพวกท่านนะแข็งแกร่งอยากมากเลยไม่ทราบว่าพอจะช่วยแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าได้รึไม่”

    “อย่าเสียมารยาทซูจิว”

    “ขออภัยท่านพี่ข้าเพียงอยากรู้จักวิชาของทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษาเท่านั้นว่าเหมือนกับพวกเรารึไม่”

    “ข้าขออภัยแทนน้องชายของข้าด้วยหวังว่าท่านทั้งสองคงไม่ถือสา”

    “ไม่เป็นไรองค์ชายข้าไม่ถือหรอกขอรับ”

    ลูที่ฟังอยู่เดินมาหยุดข้างเดน

    “ข้าเองก็อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้อยู่เหมือนกันนะแต่ว่าเกรงใจจ้าวเกาะนะไว้มีโอกาศข้าต้องขอความกรุณาจากองค์ชายจิวด้วยนะขอรับ”

    “หึเรื่องนั้นนะไม่จำเป็นหรอกตอนนี้เลยก็ได้”

    “หยุดเสียมารยาทของเจ้าเสียทีซูจิว ข้าคงต้องขอตัวลาพวกท่านก่อนไว้พวกท่านมาเทียวที่เมืองหิมะโปรยข้าจะต้อนรับพวกท่านอย่างดีและขออภัยที่น้องของข้าเสียมารยาทในครั้งด้วย”

    “เจ้าก็เงียบไปเลยลูทำไมถึงเสียมารยาทต่อเหล่าองค์ชายเช่นนี้”

    ลูยักไหล่ขึ้นและเดินไปทางด้านหลังผิวปากทำไม่รู้ไม่ชี้ออกมา

    “ข้าต้องขออภัยแทนสหายของข้าด้วยไว้ข้าจะไปขอขมาพวกท่านยังหิมะโปรยขอรับ”

    “เมื่อเราสัญญากันไว้แล้วพวกข้าจะรอท่านมาเยียนอย่างใจจดใจจ่อพวกข้าขอลาก่อน”

    จากนั้นทั้งสองและคนติดตามก็เดินแยกตัวออกไป

    “ท่านพี่ทำไมต้องไปพูดดีกับเศษสวะทั้งสองนั้นด้วยเล่า”

    “เจ้านี้เก็บอาการของเจ้ามั้ง คิดมั้งสิว่าถ้าเกิดมีเรื่องที่นี้เมืองหิมะโปรยจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเกาะพิทักษ์วารีอีกแน่แถมเจ้าพวกนั้นยังเป็นแขกของสำนักเหมันต์อัคคีอีกขืนทำให้พวกมันบาดเจ็บขึ้นมาเจ้ามีปัญญาจะแก้ไขปัญหากับสำนักเหมันต์อัคคีเช่นนั้นรึ”

    “ขออภัยท่านพี่ข้าลืมคิดถึงเรื่องพวกนั้นไปเลยเมื่อเห็นหน้ามันทั้งสองข้าละมั่นใส้พวกมันจริงไม่”

    “เอาน่ารอให้ถึงเวลาก่อนข้าจะให้เจ้าจัดการพวกมันอย่างแน่นอน”

    กันนาร์ที่คอยติดตามชายปริศนาที่สวมที่ปิดบังใบหน้าอยู่นั้นเขาเดินตามออกมาจนถึงถนนที่มืดมิดไร้ผู้คนจนไปถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างเรืองรองออกมา ชายคนนั้นหันหลังมา

    “นี่เจ้าคิดจะตามข้าไปถึงไหนกัน”

    กันนาร์ปรากฏตัวออกจากเงามืด

    “นี่เจ้ารู้มาตลอดเลยงั้นรึว่าข้าตามเจ้ามานะ”

    “หึแน่นอนข้าก็จะรอดูว่าเจ้าจะตามข้าไปอีกนานแค่ไหน แต่ดันตามข้ามาไม่หยุดข้าเริ่มเบื่อแล้วนะสิ”

    “นี่เจ้าเป็นใครกันแน่”

    “ข้าไม่บอกมีปัญญาก็ทำให้ข้าบอกสิ หึ หึ”

    “อย่าโอหังให้มากนักเจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้านะกำลังหาเรื่องกับอะไรอยู่”

    “หึอย่าพูดมากอยู่เลยอยากรู้ว่าข้าคือใครก็แสดงฝีมือออกมา”

    ในขณะที่ชายปิดบังใบหน้านั้นกล่าวจบเจ้ามังกรก็ยิงศรแสงไปทางเขา แต่ศรแสงนั้นกับปะทะเข้ากลับม่านพลังบางอย่างจนสลายหายไปทำให้เจ้ามังกรตกตะลึงอย่างมาก

    “อะไรกันถึงข้าจะออมพลังไว้เพื่อไม่ทำให้เจ้าตายเพราะศรแสงนั้นแต่มันไม่น่าจะมีพลังของมนุษย์คนใดป้องกันหรือทำลายมันได้นิ”

    “เจ้าเป็นใครกันแน่”

    “ข้าเบื่อคำถามเจ้าแล้วไว้พบกันใหม่ละกันวันนี้ขอตัวลาละ”

    ชายปิดบังใบหน้ากล่าวจบเขาก็หายไปทันที

    “อะไรกันหายไปจนสัมผัสพลังไม่ได้เลยมันเป็นใครกันแน่”