บทที่31 เข้าพบจ้าวเกาะ(3)
ชายที่ปิดบังหน้าตารู้สึกว่ามีคนจ้องมาทางตนจึงเงยหน้ามองไปทางพวกเดนและลู
“สองคนนั้นเองรึไม่นึกว่าจะเป็นแขกของจ้าวเกาะหยางสือ”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
ชายที่สวมชุดดำที่นั้งข้างๆเขาเอ่ยถามออกมา
“ไม่มีอะไรหรอก”
ชายที่นั้งข้างๆเขาเลิกสนใจและทานอาหารของเขาต่อไป
“ไอ้เจ้านั้นมันมองมาทางนี้”
ลูทำท่าทางจะลุกออกจากเกาอี้ไป แต่เดนรั้งแขนของเขาไว้
“ใจเย็นๆอีกเดี๋ยวรอจ้าวเกาะพาพวกเราออกไปค่อยไปหาเขากัน”
“อืม”
พวกเดนกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าตังเองและเริ่มทาน เมื่อพวกเขาเริ่มทานกันเสร็จการสนทนาภายในโต๊ะอาหารเริ่มดังขึ้นมา
“เอาละในเมื่อพวกท่านเริ่มอิ่มหนำกันแล้วข้าขออณุญาติแนะนำพวกท่านให้สหายต่างทวีปรู้จักเสียหน่อยนะ”
จ้าวเกาะเมื่อเห็นว่าเริ่มมีการพูดคุยเกิดขึ้นจึงกล่าวออกเพราะเขาเห็นว่าพวกเดนนั้นไม่รู้เรื่องราวของทวีปเหมันต์อัคคีมาก่อน
“หือสหายต่างทวีปใครกันรึท่านจ้าวเกาะ”
องค์ชายซูเฟ่ยเอ่ยถามออกมาและเริ่มมองผู้คนเรียงขึ้นไปทางพวกเดนและก็ทำหน้าตกตะลึงพึมพำออกมา
“ช่างสวยงามยิ่งนัก”
องค์ชายซูจิวได้ยินดังนั้นจึงมองตามและต้องทำให้เขามองอย่างตกตะลึงไปอีกคน เมื่อจ้าวเกาะเห็นดังนั้นจึงยิ้มและเริ่มกล่าวต่อไป
“เหล่าสหายน้อยที่นั่งอยู่ตรงนี้มาจากทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษามาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับสำนักเหมันต์อัคคีโดยผู้นำมาคือผู้คุมกฏจาง”
เมื่อจ้าวเกาะหยางสือแนะนำพวกเดนให้กลุ่มคนที่มาจากที่ต่างๆในเหมันต์อัคคีได้รู้จักต่างมีเสียงพูดคุยดังออกมา
“ยินดีที่ได้รู้จักเหล่าสหายจากม่านหมอกแห่งพฤกษาข้ารัชทายาทแห่งเมืองหิมะโปรยซูเฟ่ยและคนข้างๆ
ซูจิวน้องชายของข้าเอง”
องค์ชายซูเฟ่ยรีบลุกประสานมือแนะนำตนเองหลังจ้าวเกาะกล่าวจบ เขามองไปทางหญิงสาวทั้งสี่อย่างไม่วางตา ลูที่นั้งข้างเดนเอาศอกสกิดเดนและกระซิบออกมา
“ไอ้เจ้าองค์ชายนี้สายตาหื่นจังแหะ หึหึยังไม่รู้ฤทธิ์เดชพวกเสือสาวของพวกเราชะแล้ว”
เดนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และหยิบผลไม้มากิน
“ข้าน้อยเจ้าวังจันทรา ฟางลี่ ยินดีรู้จักสหายจากต่างแดนทุกท่าน”
หญิงสาวหน้าตาสวยงามสวมชุดสีขาวที่พริ้วไหวตามแรงลมกล่าวออกมาเมื่อองค์ชายซูเฟ่ยนั้งลง นางมองไปทางเดนอย่างไม่วางตารวมถึงหญิงสาวที่นั้งข้างๆนางด้วยที่มองเดน ลูเอาศอกสกิดเดนอีกครั้งเมื่อเห็นเช่นนั้น
“หึหึ ข้าว่าปัญหาของเจ้าเริ่มมาอีกแล้วละ”
เดนกลืนอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่อย่างอยากลำบากและหันหน้าหนีพวกวังจันทราที่มีแต่เหล่าหญิงสาว ลูหัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าเฉินกัง แห่งอัคคีผลาญฟ้า”
ชายชราที่มีหนวดเคราสีขาวสวมชุดนักสู้สีแดงกล่าวออกมาข้างกายยังมีชายหนุ่มและหญิงสาวอยู่ในอาการที่เหมือนนั่งเข้าญาณอยู่บรรยากาศพวกเขาดูสงบนิ่งทั้งที่รอบข้างต่างวุ่นวายพอดู
“ข้าน้อย อ้ายไป๋ จากสำนักเมฆาเคลื่อน ทวีปของพวกท่านคงเต็มไปด้วยผู้คนที่งดงามอย่างมากสินะ”
เขายิ้มไปทางเดนพร้อมกับนำพัดขึ้นมาปิดรอยยิ้มน้อยๆไปทางเขาพร้อมด้วยอาการที่ผิดบุรุษเพศ
เดนรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสายตาของอ้ายไป๋บุรุษที่ประทินโฉมเหมือนอิสตรีเพศที่มองมายังเขา ลูพ่นน้ำที่กำลังดื่มออกมาไปบนใบหน้ากันนาร์
“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษข้าสำลักนะ”
ลูรีบกล่าวขอโทษและนำผ้าเช็ดน้ำบนใบหน้าให้กันนาร์ กันนาร์คว้าผ้าจากเขามาเช็ดเองและบ่นออกมา
“เดนเจ้าคงต้องหาหน้ากากมาใส่ชะหน่อยแล้วละไม่งั้นได้สร้างปัญหาไม่หยุดแน่ แหะ แหะ”
“ยะ..ยุ่งนา”
เดนรีบก้มหน้าตัวเองลงมองอาหารเบื้องหน้าตนเองและไม่มองไปทางอ้ายไป๋อีกเลย
“ข้าจวินลี่จากเงาทมิฬ”
ชายรูปร่างกำยำมีหนวดเคราสีดำสวมชุดสีดำกล่าวออกมาและนั้งลงโดยมีชายที่ปิดบังหน้าตาที่ขายไข่ปริศนานั้นให้กับเดนนั้งข้างๆเขา
“ไอ้เจ้าพ่อค้านั้นอยู่กับเงาทมิฬเองหรอกรึ”
ลูกล่าวออกมาเมื่อจวินลี่แนะนำตัวเสร็จ
เมท่อจ้าวเกาะเห็นว่าพวกเขาแนะนำตัวกันเสร็จแล้วก็นำพวกเขาออกจากห้องที่ทานอาหารไปยังชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ ฑูตจางถามขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปยังชั้นใต้ดิน
“เราจะไปไหนกันรึท่านหยางสือ”
“ความลับเมื่อไปถึงพวกท่านก็รู้เองแหละ”
เมื่อพวกเขาเดินจนมาถึงห้องขนาดใหญ่ที่มีบ่อน้ำอยู่กลางห้องกลางบ่อก็มีสิ่งที่คล้ายกับจานใบใหญ่ลอยอยู่ เมื่อเหล่าผู้คนของเหมันต์อัคคีเห็นสิ่งนั้นต่างเบิกตากว้าง
“ทะ..ท่านจ้าวเกาะอย่าบอกข้านะว่านั้นคือวารีชำระมลทินนะ”
เหล่าผู้คนของเหมันต์อัคคีกล่าวออกมาพวกเดนที่ได้แต่งงงวยเมื่อเห็นอาการของเหล่าคนรอบกาย เดนจึงถามไป๋เป่าที่มีอาการเหมือนกับคนอื่นๆ
“วารีชำระมลทินคืออะไรอย่างนั้นรึ”
ไป๋เป่าหันหน้ากลับมา
“วารีชำระมลทินมันสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกภายในตันเทียนให้หายไปจนหมดทำให้พลังของผู้ที่ใช้บริสุทธิ์อย่างที่สุดทำให้พลังที่ใช้ออกมานั้นรุนแรงอย่างมากอีกด้วย วารีชำระมลทินนี้นะไม่สามารถหาได้ทั่วไปหรอกนะมีเพียงที่นี้แหละที่สามารถผลิตออกมาได้”
ในขณะที่ไป๋เป่าอธิบายอยู่นั้น
“ในปีนี้ข้าสามารถผลิตวารีชำระมลทินได้ถึงหนึ่งร้อยหยดกว่าจะได้ขนาดนี้ข้าต้องใช้ทรัพยากรไปมากมาย แต่ว่าในเมื่อมันเป็นวันอันมงคลสำหรับข้า ข้าจะให้พวกท่านที่มาเยี่ยมเยียนคนละหยด”
“ท่านจ้าวเกาะหยางสือช่างมีน้ำใจยิ่งนักพวกเราเองก็ต่างมีของขวัญมามอบให้กับท่านเหมือนกันแต่ก็ไม่อาจเทียบวารีชำระมลทินที่ท่านมอบให้ พวกข้าจะตอบแทนบุญคุณท่านในคราวหลังอย่างแน่นอน”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เอาละเราขึ้นไปยังที่จัดงานกันเถอะตอนนี้คงมีผู้คนจากที่อื่นๆมากันเป็นจำนวนมากแล้ว”
เมื่อจ้าวเกาะแจกวารีชำระมลทินให้กับทุกคนที่เข้ามาด้วยกันกับเขาจนครบก็พาทุกคนขึ้นไปยังที่จัดงาน เมื่อเข้ามาภายในงานที่มีผู้คนอยู่มากมายแต่ละคนต่างแยกย้ายไปทักทายกับคนที่รู้จัก เหลือกลุ่มของเดนมายืนอยู่มุมหนึ่งโดยมีคนคอยติดตามรับใช้อยู่ ในขณะที่เขาคุยกันอยู่นั้น องค์ชายทั้งสองพร้อมคนติดตามก็เดินเข้ามาทักทาย พวกสาวๆทั้งสี่โดยไม่หันมองเดน ลูและกันนาร์ที่ยืนอยู่เลย
“ไอ้บ้าพวกนี้มันขี้หลีชะมัดเลยแหะไม่เห็นหัวพวกเราเลยแม้แต่น้อย”
“ช่างพวกเขาเถอะนานั้นเจ้านั้นยืนอยู่นั้น”
ลูมองตามเดนเจอเข้ากับชายสวมที่ปิดบังใบหน้าสวมชุดสีดำยืนกอดอกพิงผนังในมุมมืดอยู่ เดน ลู กันนาร์ เดินเจ้าไปหาเขา
“เจอกันอีกแล้วเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดทำไมเจ้าต้องโกหกพวกข้าว่านั้นคือไข่อสูรวารี”
“โอ๊ะโอ๋รู้กันแล้วหรอกเหรอ”
ชายคนดังกล่าวมองไปยังกันนาร์และกลับมามองเดน
“มิน่าเล่ามีพวกประหลาดอยู่ด้วยนี่เองถึงรู้เรื่องของไข่ใบนั้น”
“เจ้าว่าใครประหลาด”
กันนาร์กล่าวออกไป
“ข้าก็แค่กล่าวลอยๆใครจะรับก็รับไปสิ”
“เจ้า!”
เดนห้ามกันนาร์ที่จะเดินไปทางเขา
“บอกข้ามาว่ามันคือไข่อะไรกันแน่”
“อ้าวนี่ยังไม่รู้กันหรอกรึ หึหึ”
“ข้าไม่บอกหรอกนะอยากรู้ก็ลองถามตัวประหลาดที่ติดตามเจ้าดูสิ”
ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปทำให้พวกเดนยืนงงอยู่ตรงนั้น
“นี้เจ้ามังกรข้ารู้สึกว่าเขาจะรู้ว่าเจ้าเป็นใครอยู่นะ”
เดนกล่าวอย่างสงสัยกระซิบไปยังกันนาร์
“มันเป็นใครกันข้าถึงสัมผัสอะไรไม่ได้จากมันเลยแปลกมาก”
กันนาร์กล่าวกลับไป
“อืมช่างเป็นคนที่มีความลึกลับจริงๆแหะกล่าวออกมายังกับว่ารู้ว่าเจ้ารู้จักไข่ใบนั้นแน่ๆยังงั้นแหละ”
“นายท่านข้าจะตามสืบเองว่ามันเป็นใครกันแน่ พวกท่านไปสนุกกันเถอะอีกเดี๋ยวข้ากลับมา”
กันนาร์เดินหายไปในกลุ่มคน เมื่อเดนและลูจะเดินกลับ อ้ายไป๋ก็มาดักหน้าพวกเขาทำให้พวกเขาหยุดกึกทันที
“ท่านทั้งสองมาอยู่นี้เองงั้นรึ”
น้ำเสียงและสำเนียงที่เขากล่าวออกมานั้นต้องทำให้เดนและลูรู้สึกขนลุกขึ้นทั้งตัว
“มาดื่มกับข้าสักจอกเถิดนาพวกท่าน”
อ้ายไป๋กระดิกนิ้วเรียกคนที่คอยบริการผู้คนที่ยืนถือถาดที่มีเครื่องดื่ม ที่ยืนอยู่ใกล้ๆพอเขาเข้ามา อ้ายไป๋หยิบจอกออกมาส่งให้กับเดนและลู พวกเขารับมาพร้อมกับคำนับและกระดกดื่มอย่างรวดเร็ว
“พวกท่านไว้ไปเที่ยวเล่นที่สำนักเมฆาเคลื่อนของข้าเมื่อไปถึงทวีปเหมันต์อัคคีสิ ข้าจะตอนรับพวกท่านอย่างดีที่สุดเอง”
“ไว้มีโอกาศพวกข้าต้องไปเยี่ยมเยียนท่านอย่างแน่นอน”
เดนกล่าวออกมาอย่างสุภาพให้กลับอ้ายไป๋
“แม้ท่านเนี้ยช่างสง่างามและสุภาพยิ่งนักอย่างนี้ผู้อื่นต้องขอทำความรู้จักกับท่านให้มากกว่านี้แล้วละ”
เดนและลูขนลุกเกลียวขึ้นอีกครั้ง
“ดะ..ได้อยู่แล้วละแต่ตอนนี้พวกข้าขอตัวก่อนไว้โอกาศหน้าจะไปดื่มกับท่านอย่างแน่นอน”
“นี่ท่านสัญญากับข้าแล้วนะข้าจะรอพวกท่าน”
“นะ..แน่นอนพวกเราไม่เคยผิดสัญญากับใครอยู่แล้ว ขอลาท่านก่อน”
“เชิญท่านทั้งสองแล้วพบกันใหม่”
ทั้งสองรีบก้าวออกไปทันที
“นี่เดนเจ้าจะไปหาเขาที่เมฆาเคลื่อนจริงๆรึข้าไม่ไปกับเจ้าหรอกนะ”
“รับปากไปก่อนนาขืนอยู่นานไปกว่านี้ข้าเสียวๆยังไงไม่รู้”
ในขณะที่เขาจะถึงที่พวกไอลีนอยู่นั้นเจ้าวังจันทราก็เข้ามาขวางหน้าพวกเขาพร้อมกับถอนสายบัวคำนับพวกเขา
“ข้าน้อยคาราวะนายน้อยทั้งสองพอดีข้ายังไม่รู้จักชื่อพวกท่านพอจะแนะนำให้ข้ารู้จักได้รึไม่”
“ข้าเดน อัลติม่า ส่วนเขาลู อิฟรีทเรียกพวกข้าว่าเดนและลูละกัน”
“ท่านเดนกับท่านลูช่วยดื่มเพื่อเป็นเกียรติกับข้าได้รึไม่”
“ได้อยู่แล้วละ”
จากนั้นนางก็นำจอกเหล้าส่งให้ทั้งเดนและลูพวกเขายกดื่มในขณะที่เดนกำลังวางจอกสุรานั้นฟางลี่ก็เข้าประชิดตัวของเขาและนำนิ้วชี้ของนางลูปตรงอกของเขาไปมา
“ไม่ทราบว่านายน้อยเดนจะไปเที่ยวเยี่ยมชมวังจันทราของข้าสักครั้งได้รึไม่เมื่อทานเดินทางไปถึงเหมันต์อัคคีแล้วนะ”
เดนรีบขยับถอยหลังออกมา
“วะ..ไว้มีโอกาศข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน”
ฟางลี่เดินเข้าประชิดเขาอีกครั้งและกล่าวออกมาอย่างยั่วยวน
“นายน้อยอย่าหลอกข้านะถ้าท่านไม่ทำตามที่ท่านสัญญาที่ท่านให้ไว้ข้าจะไปรับท่านที่สำนักเหมันต์อัคคีอย่างแน่นอน”
“ขะ..ข้าไม่ลืมหรอกข้าไปแน่ๆแต่ตอนนี้ข้าขอตัวก่อนนะท่านข้ามีธุระด่วนจริงๆ”
“ก็ได้ไว้เจอกันนายน้อยเดนข้าจะรอท่าน”
เดนรีบผละตัวออกและออกไปจากตรงนั้นทันทีลูเดินตามมาติดๆกอดคอเขา
“หึหึ เสน่ห์ช่างรุนแรงเสียจริงนะทั้งชายทั้งหญิงเลย เจ้าเสร็จแน่ข้านึกไม่ออกเลยพอไปถึงเหมันต์อัคคีรูปโฉมของเจ้าจะไปทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ที่นั้นหลงอีกสักกี่คน”
“สงสัยข้าคงต้องหาหน้ากากมาใส่อย่างที่เจ้าพูดจริงๆแล้วละ”
ลูหัวเราะออกมาพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของเขาหลายทีในขณะที่เขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงเรียกเขามาจากทางด้านหลังพอหันกลับไปมองจึงพบเข้ากับเว่ยหลิงเดินตามมา
“หึหึ มาอีกหนึ่งแล้วนั้น”
ลูกล่าวและยิ้มออกมา
“มีอะไรงั้นรึแม่นางหลิง”
“ไม่มีอะไรหรอกพอดีข้าจะมาถามท่านว่าถ้าท่านออกจากที่นี้พอจะให้พวกข้าไปด้วยได้รึไม่เรือของพวกข้าแตกไปแล้วนะ”
นางกล่าวออกมาและพยายามไม่มองหน้าของเขาและก้มหน้าที่แดงระเรื่อยอยู่
“ได้อยู่แล้วแม่นางหลิงข้าจะไปบอกท่านจางให้”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านอย่างมากข้าจะรีบไปบอกกับท่านพ่อแล้วเจอกันท่านเดน”
นางรีบเดินออกไปในทันทีด้วยท่าทีเขินอาย
“อืมแม่นางหลิงก็ดูน่ารักดีนะเจ้าไม่ลองเก็บไปคิดดูสักหน่อยเหรอ”
“เจ้าไปคิดเอาเองสิแค่นี้ข้าก็ปวดหัวพอแล้ว”
“อะนั้นยังไม่ไปอีกรึเจ้าบ้าพวกนั้น”
ลูมองไปยังองค์ชายทั้งสองที่ยังคุยอยู่กับสาวทั้งสี่อยู่ พวกไอลีนต่างแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไอลีนเห็นพวกเดนนางจึงกล่าวออกมา
“นี่พวกเจ้าไปไหนกันมา”
“อะ..เออพอดีเจอคนรู้จักนะ”
“ใครกันที่พวกเจ้ารู้จัก”
ไอลีนที่กล่าวข้ามหัวของคนทั้งสอง ออกมานั้นโดยไม่ได้สนใจองค์ชายทั้งสองนั้นเลยทำให้พวกเขาต้องทำหน้าบึ้งขึ้นมาและหันกายมาทักทายพวกเดนและลูที่อยู่ด้านหลัง
“ยินดีที่ได้รู้จักไม่ทราบว่าพวกท่านนั้นชื่อเสียงเรียงนามอะไรอย่างนั้นรึพอดีพวกข้าลืมถามไปนะอย่าได้ถือสาพวกข้าเลยนะ”
“ข้าเดนส่วนคนนี้ลูนะขอรับ ยินดีที่ได้รู้จักท่านองค์ชายเฟ่ยและองค์ชายจิว”
องค์ชายซูจิวมองพวกเดนและลูอย่างดูถูก
“ข้าทราบมาจากสหายของท่านว่าพวกท่านนะแข็งแกร่งอยากมากเลยไม่ทราบว่าพอจะช่วยแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าได้รึไม่”
“อย่าเสียมารยาทซูจิว”
“ขออภัยท่านพี่ข้าเพียงอยากรู้จักวิชาของทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษาเท่านั้นว่าเหมือนกับพวกเรารึไม่”
“ข้าขออภัยแทนน้องชายของข้าด้วยหวังว่าท่านทั้งสองคงไม่ถือสา”
“ไม่เป็นไรองค์ชายข้าไม่ถือหรอกขอรับ”
ลูที่ฟังอยู่เดินมาหยุดข้างเดน
“ข้าเองก็อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้อยู่เหมือนกันนะแต่ว่าเกรงใจจ้าวเกาะนะไว้มีโอกาศข้าต้องขอความกรุณาจากองค์ชายจิวด้วยนะขอรับ”
“หึเรื่องนั้นนะไม่จำเป็นหรอกตอนนี้เลยก็ได้”
“หยุดเสียมารยาทของเจ้าเสียทีซูจิว ข้าคงต้องขอตัวลาพวกท่านก่อนไว้พวกท่านมาเทียวที่เมืองหิมะโปรยข้าจะต้อนรับพวกท่านอย่างดีและขออภัยที่น้องของข้าเสียมารยาทในครั้งด้วย”
“เจ้าก็เงียบไปเลยลูทำไมถึงเสียมารยาทต่อเหล่าองค์ชายเช่นนี้”
ลูยักไหล่ขึ้นและเดินไปทางด้านหลังผิวปากทำไม่รู้ไม่ชี้ออกมา
“ข้าต้องขออภัยแทนสหายของข้าด้วยไว้ข้าจะไปขอขมาพวกท่านยังหิมะโปรยขอรับ”
“เมื่อเราสัญญากันไว้แล้วพวกข้าจะรอท่านมาเยียนอย่างใจจดใจจ่อพวกข้าขอลาก่อน”
จากนั้นทั้งสองและคนติดตามก็เดินแยกตัวออกไป
“ท่านพี่ทำไมต้องไปพูดดีกับเศษสวะทั้งสองนั้นด้วยเล่า”
“เจ้านี้เก็บอาการของเจ้ามั้ง คิดมั้งสิว่าถ้าเกิดมีเรื่องที่นี้เมืองหิมะโปรยจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเกาะพิทักษ์วารีอีกแน่แถมเจ้าพวกนั้นยังเป็นแขกของสำนักเหมันต์อัคคีอีกขืนทำให้พวกมันบาดเจ็บขึ้นมาเจ้ามีปัญญาจะแก้ไขปัญหากับสำนักเหมันต์อัคคีเช่นนั้นรึ”
“ขออภัยท่านพี่ข้าลืมคิดถึงเรื่องพวกนั้นไปเลยเมื่อเห็นหน้ามันทั้งสองข้าละมั่นใส้พวกมันจริงไม่”
“เอาน่ารอให้ถึงเวลาก่อนข้าจะให้เจ้าจัดการพวกมันอย่างแน่นอน”
กันนาร์ที่คอยติดตามชายปริศนาที่สวมที่ปิดบังใบหน้าอยู่นั้นเขาเดินตามออกมาจนถึงถนนที่มืดมิดไร้ผู้คนจนไปถึงทะเลสาบแห่งหนึ่งที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างเรืองรองออกมา ชายคนนั้นหันหลังมา
“นี่เจ้าคิดจะตามข้าไปถึงไหนกัน”
กันนาร์ปรากฏตัวออกจากเงามืด
“นี่เจ้ารู้มาตลอดเลยงั้นรึว่าข้าตามเจ้ามานะ”
“หึแน่นอนข้าก็จะรอดูว่าเจ้าจะตามข้าไปอีกนานแค่ไหน แต่ดันตามข้ามาไม่หยุดข้าเริ่มเบื่อแล้วนะสิ”
“นี่เจ้าเป็นใครกันแน่”
“ข้าไม่บอกมีปัญญาก็ทำให้ข้าบอกสิ หึ หึ”
“อย่าโอหังให้มากนักเจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้านะกำลังหาเรื่องกับอะไรอยู่”
“หึอย่าพูดมากอยู่เลยอยากรู้ว่าข้าคือใครก็แสดงฝีมือออกมา”
ในขณะที่ชายปิดบังใบหน้านั้นกล่าวจบเจ้ามังกรก็ยิงศรแสงไปทางเขา แต่ศรแสงนั้นกับปะทะเข้ากลับม่านพลังบางอย่างจนสลายหายไปทำให้เจ้ามังกรตกตะลึงอย่างมาก
“อะไรกันถึงข้าจะออมพลังไว้เพื่อไม่ทำให้เจ้าตายเพราะศรแสงนั้นแต่มันไม่น่าจะมีพลังของมนุษย์คนใดป้องกันหรือทำลายมันได้นิ”
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
“ข้าเบื่อคำถามเจ้าแล้วไว้พบกันใหม่ละกันวันนี้ขอตัวลาละ”
ชายปิดบังใบหน้ากล่าวจบเขาก็หายไปทันที
“อะไรกันหายไปจนสัมผัสพลังไม่ได้เลยมันเป็นใครกันแน่”