ตอนที่ 93 รถราง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินรอไม่นาน สุภาพบุรุษในชุดสูทสีเขียวขี้ม้า ผูกหูกระต่ายสีขาวและสวมหมวกทรงสูงสีดำก็ปรากฏตัว
เขาเหลือบมองเมอร์ลินด้วยรอยยิ้มครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ย “สวัสดีคุณเมอร์ลิน ผมเซลอง เซเบล เป็นผู้จัดการของธนาคารซันเดอร์ลีสาขานี้”
“ผมได้รับแจ้งจากมหาปราชญ์ออสตินล่วงหน้าแล้ว นี่คือกุญแจบ้านพักสองดอกและการ์ดของคุณ ภายในการ์ดจะมีเงินสองหมื่นวอยส์โอนมาทุกเดือนซึ่งเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณ”
“ค่าใช้จ่ายรายเดือน?” เมอร์ลินเอ่ยด้วยใบหน้าที่สงสัย
ก่อนหน้านี้ออสตินเคยบอกเขาว่าเงินหนึ่งล้านที่ให้มาจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดของเขา แต่ตอนนี้ชายชรากลับจ่ายค่ากินค่าอยู่ให้เขาเพิ่มเติม นี่ทำให้เขาไม่เข้าใจ
“ทุกอย่างเป็นประสงค์ของท่านมหาปราชญ์ครับ” เซลองเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว” เมอร์ลินระงับความสงสัยของตนเอง
หลังจากที่เขาอ่านหนังสือมากมาย วุฒิภาวะของเขาก็เพิ่มขึ้น นิสัยแบบเด็กๆ ที่แสดงอะไรออกมาตามใจนั้นไม่ได้อยู่ในความคิดของเขา เขากลายเป็นคนที่มีเหตุผลมากขึ้น
ซึ่งในตอนนี้เขาเองก็รู้ว่าทำไมออสตินถึงทำแบบนี้
ในตอนแรกออสตินไม่ได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเมอร์ลินและตอนรับเขามาเป็นบุตร ออสตินก็ไม่ได้รู้จักนิสัยลึกๆ ของเมอร์ลินมากพอ อีกอย่างเงินหนึ่งล้านวอยส์นั้นเป็นการทดสอบและปรามในการใช้เงินของเด็กน้อย
การที่ออสตินเป็นคนที่ไม่ขาดเงินนั้นคือเรื่องจริง ต่อให้เขาไม่ได้ร่ำรวยเท่ากับมหาเศรษฐีตระกูลใหญ่ๆ แต่เขาก็ยังนับได้ว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง อีกอย่างเขานั้นเป็นนักวิชาการ ย่อมมีทัศนคติในการใช้เงินในแบบนักวิชาการ พวกเขาจะไม่ตระหนี่ไปกับการทดลองทางวิชาการ แต่จะรอบคอบต่อการใช้เงินในชีวิตส่วนตัวเสมอ
เงินหนึ่งล้านวอยส์นั้นจึงเป็นการสอนเมอร์ลินโดยตรง
การที่ออสตินให้มาร์เทลติดตามมาด้วยแล้วดูแลเรื่องที่กินที่อยู่ นั่นก็ทำให้เห็นแล้วว่าออสตินใส่ใจกับสภาพแวดล้อมสำหรับการศึกษาของเขามากแค่ไหน
เงินสองหมื่นวอยส์นั้นมากพอที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน แต่มันย่อมไม่มากพอที่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
ทุกอย่างนั้นถูกคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว ทันทีที่เมอร์ลินทำความเข้าใจได้ เขาจึงยอมรับมันได้อย่างง่ายดาย
เมอร์ลินพูดคุยกับเซลองไม่กี่คำ เขาก็ออกมาจากที่นั่น
ในมือของเขาถือกุญแจสีเงินที่ประดับด้วยผลึกเวท
เขารู้ว่าผลึกเวทชนิดนี้มีไว้ทำอะไร มันคือผลึกเวทที่ใช้ปลดผนึกค่ายกลรูปแบบหนึ่ง ไม่เท่านั้นมันยังบรรจุข้อมูลตำแหน่งบ้านพักข้างในนั้นด้วย
“ดูเหมือนบ้านพักจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก” เมอร์ลินเอ่ยหลังจากที่เขาสำรวจตำแหน่งที่พัก
เขายื่นกุญแจบ้านพักอีกดอกหนึ่งและการ์ดเงินสดให้กับมาร์เทล
มาร์เทลรับพวกมันมาเป็นอย่างดี เพราะยังไงต่อไปนี้เขาจะต้องดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเมอร์ลิน การ์ดเงินสดใบนี้ถูกทำไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
มาร์เทลตรวจสอบตำแหน่งบ้านพักแล้วพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราเดินไปที่นั่นกันเถอะ หลังจากนั้นผมจะหาซื้อพวกของใช้จำเป็นให้กับคุณ”
“ครับ”
ตอนนี้พวกเขาไม่มีรถม้าหรือยานพาหนะ จึงต้องอาศัยขนส่งสาธารณะ นั่นคือรถรางที่จะวิ่งรอบเมืองและจะผ่านจุดรับส่งในทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
อีกอย่างเมืองเจเฮรีสก็มีความเจริญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเมืองที่มีรากฐานมาจากตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศออโรร่า นอกจากเมืองหลวงออโรร่าแล้วเมืองเจเฮรีสก็เป็นเมืองที่มีการพัฒนามากที่สุด
สาธารณะประโยชน์หลายอย่างนอกจากรัฐที่สร้างขึ้นแล้วก็เป็นตระกูลเจเฮริสที่มอบให้กับผู้คน
รถรางก็ที่วิ่งอยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมอร์ลินรอที่จุดขนส่งไม่นาน เขาก็เห็นรถรางที่วิ่งขนานกับเส้นถนนซึ่งเป็นเลนพิเศษที่มีไว้สำหรับรถรางวิ่งโดยเฉพาะ
รถรางนี้มีรูปร่างเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมหลายๆ กล่องต่อกัน แม้จะสั้นกว่ารถไฟ แต่ก็บรรทุกคนได้มาก
รถรางขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรลากจูง ใช้แหล่งพลังงานจากหินเวทระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลึกเวทที่ราคาถูกที่สุด ซึ่งเกิดจากการตัดแต่งหินเวทที่ใช้อุปกรณ์เวทมนตร์อื่น
อย่างไรก็ตามการใช้หินเวทเช่นนี้ก็ไม่ต่างไปจากการเผาเงิน หากไม่ร่ำรวยหรือเป็นการจัดการของรัฐย่อมไม่สามารถทำแบบนี้ได้
ปัญหาเรื่องทรัพยากรพลังงานนั้นยังเป็นปัญหาสำคัญของคนในยุคนี้
ภายในรถรางแบ่งเป็นที่นั่งสองฝั่งและพื้นที่โล่งให้สามารถยืนได้
ในขณะที่เมอร์ลินขึ้นไป เขาต้องจ่ายเงินค่าโดยสารก่อน นั่นคือสิบวอยส์ต่อคน ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากสำหรับคนทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนใช้บริการจำนวนมากอยู่ดี
เมืองเจเฮริสเจริญขนาดนี้ย่อมต้องไม่ขาดแคลนคนมีเงิน รถรางจึงเป็นที่นิยมของชนชั้นกลาง
เพราะพวกเขาไม่มีสถานที่ในการเลี้ยงม้าจึงไม่มีรถม้าเป็นของส่วนตัว ส่วนพาหนะเวทมนตร์นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นการเผาเงิน ซึ่งมีแต่คนรวยจริงๆ เท่านั้นถึงใช้มันได้
มาร์เทลจ่ายค่าโดยสารแล้วพาเมอร์ลินขึ้นไป
พวกเขาต้องยืนเบียดกับผู้คนที่อยู่ข้างบนนั้น อีกทั้งยังต้องสังเกตว่าถึงตรงไหนแล้ว
รถรางจะจอดทุกจุดที่หยุดรถ แม้ว่าจะไม่มีคนขึ้นลงก็ตาม ระบบของมันคล้ายกับรถไฟ
ค่าโดยสารสิบวอยส์สามารถนั่งได้ตลอดสาย
ไม่นานรถรางก็มาหยุดยังเมืองมหาวิทยาลัย ตลอดเส้นทางเมอร์ลินแทบจะไม่เห็นความแตกต่างของเมืองเจเฮริสและเมืองมหาวิทยาลัยเพราะความเจริญมันทอดยาวมาถึงที่นี่ จะเรียกอีกอย่างว่ามหาวิทยาลัยเจเฮริสอยู่กลางเมืองก็ได้
ดังนั้นทั้งสองเมืองแทบจะหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ทั้งเมอร์ลินและมาร์เทลลงจากรถรางด้วยเหงื่อที่เปียกซก
“วันพรุ่งนี้ผมจะไปซื้อจักรยานมาให้คุณใช้ มันน่าจะเดินทางได้สะดวกกว่า” มาร์เทลกล่าวพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลซก
“จักรยาน? แต่ผมขี่มันไม่เป็น” เมอร์ลินกล่าว
เขาพบเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ขี่จักรยานไปมา มันเรียกได้ว่าเป็นยานพาหนะที่นิยมมากที่สุดของที่นี่ เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงและไม่ต้องมีที่เลี้ยงสัตว์
อีกอย่างจักรยานนั้นพอจะเก็บไว้ในแหวนเก็บของได้ด้วย แม้ราคาของมันจะไม่น้อยแต่มันก็ยังเป็นที่นิยมอย่างแท้จริง
“ไม่เป็นไรครับ ผมจะสอนคุณเอง”
“ได้ครับ ตอนนี้พวกเราเข้าที่พักกันก่อนเถอะ ผมอยากอาบน้ำจะแย่อยู่แล้ว” เมอร์ลินกล่าวพลางพัดมือไปมา
เมืองเจเฮริสอยู่ทางใต้ของประเทศออโรร่า สภาพอากาศจึงค่อนข้างร้อนกว่าเมืองวินเซน แต่เพราะเหตุนี้มันจึงเป็นพื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก จึงทำให้เป็นเมืองที่เหมาะแก่การค้าขาย
“ครับ เดินไปอีกนิดเดียวพวกเราก็ถึงแล้ว” มาร์เทลกล่าว