ระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ

    ตอนที่ 52 เงิน เงิน เงิน

         ความคิดเรื่องรถยนต์ประดังเข้ามาในหัวของเฉินโจวจนวุ่นวาย มันกลายเป็นความจำเป็นอันดับหนึ่งที่เขาไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ทว่าเงินเก็บในบัญชีของเขากลับยังไม่เอื้ออำนวยต่อรถยนต์ในสเปกที่เขาใฝ่ฝัน หรือเขาควรจะลดมาตรฐานลงแล้วมองหารถที่พอจะคว้ามาได้ก่อน? แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงปรารถนาที่จะซื้อรถตัวที่เล็งเอาไว้ และจ่ายจบในครั้งเดียว ไม่ต้องมีภาระผ่อนรายเดือนให้กวนใจ

         ขณะที่ครุ่นคิดถึงเรื่องรถ ปัญหาใหญ่อีกประการก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเขาเช่นกัน นั่นคือ ที่จอดรถ! ห้องพักปัจจุบันของเขาไม่มีพื้นที่สำหรับจอดรถยนต์เลย บริเวณรอบหอพักมีเพียงถนนแคบ ๆ และพื้นที่ว่างเล็กน้อย ซึ่งพอจะจอดรถจักรยานยนต์ได้เพียงสองสามคันเท่านั้น คนที่พักอาศัยอยู่ที่นี่จึงแทบไม่มีใครใช้รถยนต์ส่วนตัว

         ถ้าเขาตัดสินใจซื้อรถยนต์มา แล้วเขาจะจอดมันไว้ที่ไหน? การนำไปจอดที่มหาวิทยาลัยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมีกฎระเบียบห้ามจอดรถค้างคืน ยกเว้นในกรณีที่มีเหตุจำเป็นพิเศษจริง ๆ และต้องได้รับการอนุมัติเสียก่อนเท่านั้น

         สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนยิ่งคิดก็ยิ่งจนมุม เงินก็ยังไม่พอซื้อรถยนต์ แถมยังต้องมองหาห้องพักใหม่ที่มีที่จอดรถยนต์อีกด้วย หากเป็นเช่นนั้น ค่าเช่าห้องพักใหม่ก็คงจะแพงขึ้นอย่างแน่นอน

         “เฮ้อ… เงิน เงิน เงิน!” เฉินโจวพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด “ใครบอกว่าเงินไม่สำคัญ ฉันจะเถียงจนลมหายใจสุดท้ายเลย!”

         ไม่ว่าเขาจะปรารถนาที่จะทำสิ่งใดในชีวิตตอนนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาเงินทั้งสิ้น การอยู่อาศัยก็ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าผ่อน ถึงผ่อนจนหมดได้บ้านหรือคอนโดมา ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร จะบอกว่าปลูกกินเอง? แล้วจะสามารถปลูกได้เพียงพอจริง ๆ หรือ? ปลูกทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันเลยหรือไม่? การเดินทางก็ต้องใช้เงิน จะบอกว่าขี่จักรยานเอาได้ ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง บางครั้งก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องเดินทางไกลหรือเร่งด่วน ซึ่งจักรยานคงไม่เพียงพอ

         ไหนจะอุปกรณ์และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอีกมากมาย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งของฟุ่มเฟือย คนที่กล่าวว่า “เงินไม่สำคัญ” ก็คงมีแต่ผู้ที่มีมันมากพอจนไม่รู้สึกถึงคุณค่าที่แท้จริงของมันเท่านั้น

         เมื่อมองไม่เห็นทางออกในตอนนี้ เฉินโจวจึงเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการขอยืมเงินจากใครสักคน

         หลิวจื้อหมิงและหวังหงดูเหมือนจะเป็นคนที่พอจะเอ่ยปากขอยืมได้ แต่สำหรับจื่อซวานหมิง… ไม่มีทางเด็ดขาด เขาจะไม่ขอยืมเงินจากผู้หญิงที่เขารัก

         หวังหงเคยยื่นข้อเสนอที่จะช่วยเหลือเรื่องเงินมาก่อน ถึงแม้เขาจะไม่ได้ตอบรับความช่วยเหลือในครั้งนั้น แต่ในสถานการณ์เช่นนี้… เขาอาจจะต้องพิจารณาข้อเสนอนั้นใหม่อีกครั้ง

         ทว่าเมื่อนึกถึงว่าหวังหงยังเป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นลูกน้องในบริษัทอีก การเอ่ยปากขอยืมเงินจึงดูจะเป็นเรื่องที่ลำบากใจไม่น้อย

         สุดท้ายแล้ว หลิวจื้อหมิงดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อย่างน้อยเขาก็เป็นเพื่อนสนิทรุ่นเดียวกัน ถึงแม้ในปัจจุบันพวกเขาจะเป็นหัวหน้าและลูกน้องในบริษัทเดียวกัน แต่เฉินโจวก็รู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนหรือเรื่องเงินทองมากนัก เขาทำงานเพราะมันสนุก ไม่ได้คิดอะไรมากกับค่าจ้างที่ได้รับ เพียงแค่รับเงินเพราะมันเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับเท่านั้น

         เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินโจวก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยในชีวิตที่วุ่นวายของเขาก็ยังมีเพื่อนที่ดีอยู่เคียงข้าง

         ถึงแม้เขาจะเป็นฝ่ายสร้างเรื่องให้เพื่อนคนนี้ต้องตามแก้ปัญหาอยู่เสมอ แต่เรื่องเงินที่ยืมไป เขาจะคืนให้อย่างแน่นอน ในตอนนี้เขายังคงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่… มันยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นเร่งด่วนในตอนนี้เท่านั้นเอง

         วันนี้จื่อซวานหมิงมีเรียนเพียงแค่คาบบ่าย ส่วนเขากับหลิวจื้อหมิงมีเรียนในช่วงเช้า

         เฉินโจวจึงรีบเข้าไปพูดคุยกับหลิวจื้อหมิงถึงปัญหาที่เขาและจื่อซวานหมิงเผชิญเมื่อวาน พร้อมทั้งเล่าถึงความหนักใจเรื่องเงินที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หลิวจื้อหมิงนั่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเครียดแต่แววตามั่นคง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

         “เรื่องไอ้ห้าคนนั้น เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เฉินโจว ฉันรับรองได้เลยว่านายกับจื่อซวานหมิงจะไม่ต้องเจอหน้าพวกมันอีกแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”

         เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ส่วนเรื่องเงิน นายขาดอีกเท่าไหร่ก็บอกมาเถอะ พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งปีกว่าแล้ว ฉันรู้นิสัยนายดี ว่าเงินที่ยืมไปยังไงนายก็คืนแน่นอน เมื่อไหร่ที่นายพร้อมค่อยคืนมาก็ได้”

         คำพูดนั้นทำให้เฉินโจวรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง การได้มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ในชีวิต มันก็คุ้มค่าเกินกว่าสิ่งอื่นใด เขาตอบกลับด้วยความจริงใจ “ขอบใจมากนะ หลิวจื้อหมิง เรื่องเงินไม่ต้องห่วงเลย ฉันคืนให้นายแน่นอน ยังไงก็มีเงินจากบริษัทเข้ามาทุกเดือน แถมรายได้ก็ดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย เพียงแต่ตอนนี้ฉันมีเรื่องที่ต้องใช้เงินเยอะกว่าปกตินิดหน่อย รายรับเลยไม่พอกับรายจ่ายเฉพาะหน้าน่ะ”

         เมื่อฟังจบ หลิวจื้อหมิงก็หัวเราะเสียงดัง ตบไหล่เพื่อนรักเต็มแรง แล้วพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “วันนี้ฉันมีไอเดียบอร์ดเกมใหม่เว้ย! รับรองถ้านายกับทุกคนได้ฟัง ต้องตาค้างกันแน่นอน!” พูดจบก็หัวเราะลั่นอีกครั้ง

         เฉินโจวได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แต่ก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ หวังว่าไอเดียใหม่นั้นจะดีจริง ๆ และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

         หลังจากเรียนในช่วงเช้าเสร็จ เฉินโจวก็ส่งข้อความไปถามจื่อซวานหมิงว่า วันนี้เธอจะมาที่มหาวิทยาลัยหรือไม่ หรือว่าจะพักผ่อนอยู่บ้านให้จิตใจสงบลงก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนในวันหลัง แต่เธอตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ ว่า “จะมาเรียนตามปกติ”

         เมื่อถึงเวลานัดหมาย เขาก็มายืนรออยู่ที่จุดจอดรถ และแล้วร่างเพรียวบางของเธอก็ปรากฏขึ้น พร้อมกับถุงกระดาษใบใหญ่มากในมือ

         เขารีบวิ่งเข้าไปช่วยถือทันที เมื่อรับถุงมาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนแรกเขากะว่าจะพาเธอไปที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย แต่จื่อซวานหมิงกลับปฏิเสธ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่าอยากจะหาที่นั่งเงียบ ๆ สักแห่ง เพราะวันนี้เธอเตรียมอาหารมาจากที่บ้าน ตั้งใจจะมาทานกับเขาสองคน

         เฉินโจวถึงกับยิ้มกว้างจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความดีใจ “โอ้ว… นี่ฉันจะได้กินอาหารที่จื่อซวานหมิงทำกับมือจริง ๆ เหรอเนี่ย!?” เขาคิดในใจ ด้วยความไม่แน่ใจว่านี่คือความจริงหรือไม่ เขาจึงเผลอหยิกแก้มตัวเองแรง ๆ จนต้องร้องออกมาเบา ๆ เพราะความเจ็บปวด

         แสดงว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง…

         หลังจากที่พวกเขาเดินหาจนเจอมุมที่ค่อนข้างเงียบสงบและไม่มีผู้คนพลุกพล่าน จื่อซวานหมิงก็ค่อย ๆ นำอาหารที่เธอเตรียมมาออกจากถุงกระดาษใบใหญ่

         เฉินโจวจ้องมองอาหารที่ถูกจัดวางตรงหน้าอย่างตกตะลึง สีสันสดใสของแต่ละจานและกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ลอยฟุ้งชวนให้ลิ้มลองในทันที ข้าวสวยร้อน ๆ สีขาวนวลถูกตักเคียงข้างแกงรสชาติเข้มข้นที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนน้ำลายสอ ยังไม่รวมถึงผักสดหลากสีที่ถูกจัดวางไว้อย่างพิถีพิถัน และไฮไลต์ของมื้ออาหารคือสเต็กเนื้อนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นเมนูพิเศษ ซอสสีน้ำตาลอ่อนเงาวาวถูกราดลงบนเนื้อสีชมพูอย่างสม่ำเสมอ โรยหน้าด้วยใบโรสแมรี่สีเขียวเข้มและเกล็ดพริกไทยดำเพื่อเพิ่มความหอมและมิติของรสชาติ

         เขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่มื้ออาหารธรรมดา แต่มันคือคำขอบคุณที่ออกมาจากใจ… ทุกจานอาหารมีความตั้งใจและความใส่ใจซ่อนอยู่

         เฉินโจวเหลือบมองไปยังจื่อซวานหมิง ใบหน้าของเธอยังคงสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่เขาสังเกตได้ว่าวันนี้เธอดูอ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย เธอจ้องมองมาที่เขา ราวกับกำลังรอให้เขาพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงยิ้มกว้างออกมาอย่างอบอุ่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

         “จื่อซวานหมิง อาหารที่คุณทำมาให้วันนี้… ไม่ว่าจะจานไหนก็ดูน่าอร่อยไปหมดเลย ผมรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของคุณจริง ๆ แค่เห็นก็สัมผัสได้เลยว่าคุณใส่ใจในทุกขั้นตอนมากแค่ไหน ขอบคุณมากนะครับ วันนี้จะเป็นความทรงจำที่ผมไม่มีวันลืมเลยแน่นอน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทานอาหารฝีมือคุณ…”

         เขาหยุดเล็กน้อย แล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างขำขัน ก่อนจะพูดต่อ “แล้วถ้าผมเผลอทานแบบไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ก็ขอโทษล่วงหน้าเลยนะครับ ผมไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าถ้าได้เริ่มทานแล้ว จะสามารถควบคุมตัวเองได้ไหม”

         จื่อซวานหมิงที่ได้ฟังคำพูดของเขาถึงกับก้มหน้าลงเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ เธอรู้สึกดีใจอย่างมากที่เขาชื่นชอบอาหารที่เธออุตส่าห์ตั้งใจทำเพื่อขอบคุณเขาในเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ …ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันนะ? ทำไมเธอถึงรู้สึกดีใจอย่างประหลาดที่ได้ทำให้เขามีความสุขเช่นนี้?

         ทันทีที่เฉินโจวได้ลิ้มรสอาหารคำแรก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โอ้ววว พระเจ้า…” เขาคิดในใจ “มันอร่อยอะไรขนาดนี้เนี่ย! ถ้าพวกกรรมการรายการแม่บ้านได้ชิมอาหารฝีมือเธอแบบผมนะ คงต้องอิจฉาจนอยากจะลาออกจากวงการแน่นอน!” รสชาติที่กลมกล่อม สีสันที่ดึงดูดใจ และกลิ่นหอมที่เย้ายวน ทุกอย่างช่างลงตัวจนแทบจะหาคำบรรยายไม่ได้

         “เลิศ!” เขาแทบจะอุทานออกมาเสียงดังขณะที่ทานอาหารต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย ยิ่งทานก็ยิ่งรู้สึกดี ทั้งรสชาติอาหารและความรู้สึกอบอุ่นที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ

         เมื่ออาหารเริ่มหมดลง เฉินโจวก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ “หรือว่าวันนี้จะเป็นครั้งเดียวที่เราจะได้ทานอาหารฝีมือเธอกันนะ…?” เขาคิดในใจอย่างหวั่นไหว แต่แล้วก็รีบสลัดความคิดนั้นออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ไม่สิ! เธอคือภรรยาในอนาคตของเรา เพราะฉะนั้นต้องได้ทานอีกแน่นอน!”

    หลังจากที่พวกเขาทานอาหารกันจนหมดและเก็บทุกอย่างเรียบร้อย เฉินโจวก็เล่าให้จื่อซวานหมิงฟังถึงเรื่องที่เขาได้พูดคุยกับหลิวจื้อหมิงเมื่อตอนเช้า โดยเฉพาะในส่วนของเรื่องกลุ่มคนห้าคนที่เข้ามารังควานพวกเขาเมื่อวานนี้ “ไม่ต้องห่วงนะ หลิวจื้อหมิงบอกว่าเขาจะจัดการทุกอย่างเอง พวกนั้นจะไม่มากวนเราอีกแน่นอน” แน่นอนว่า… เรื่องเงิน เขายังคงเลือกที่จะเก็บไว้เป็นความลับ

    คล้ายกับเรื่องระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ ที่คุณอ่าน