ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 47 การหลบหนีขององค์หญิง

    องค์หญิงหนิงอันเรียกสาวใช้ทุกคนมาพูดคุยเป็นการด่วน  ภารกิจในตำหนักทั้งหมดนับจากนี้จะตกอยู่กับสาวใช้อาวุโสคนหนึ่ง นางจะทำหน้าที่เป็นองค์หญิงตัวปลอม  และในทุกๆเช้านางจะต้องออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำพร้อมกับสาวอีกคน โดยห้ามหันหน้าไปหาประตูทางเข้าที่มีทหารเวรยามรักษาการอยู่เด็ดขาด

                ส่วนเรื่องภายในตำหนักให้ดำเนินไปตามปกติ การจ่ายตลาด การทำอาหาร และการเป็นอยู่ขอให้ทำเหมือนว่ามีองค์หญิงอยู่ หากมีใครเข้ามา ให้บอกว่า องค์หญิงไม่สะดวกจะพบและให้หาทางเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้เขากลับไปให้ได้  ซึ่งเรื่องนี้ องค์หญิงไม่ได้เป็นห่วงมากนักเพราะสาวใช้ทุกคนเป็นคนที่หวังหย่งคัดเลือกมาด้วยตัวเองย่อมมีความสามารถที่จะเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ได้อยู่แล้ว

                แต่สิ่งที่องค์หญิงเป็นกังวลก็คือเมื่อออกจากตำหนักไปแล้ว นางจะหาทางออกจากเมืองไปได้อย่างไร

                “เราคงจะต้องเสี่ยงดู หากมันยากนักก็ค่อยกลับมาหาหนทางกันใหม่”นี่คือคำตอบขององค์หญิงเมื่อถูกเหมยลี่ถามถึงเรื่องนี้

                หลังจากที่มอบหมายภารกิจกันเสร็จสิ้นและกล่าวคำลากันเรียบร้อยแล้ว  ก็ถึงเวลาที่องค์หญิงกับเหมยลี่จะต้องหลบออกไปจากตำหนัก

                ช่องทางลับนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งนานแล้วเป็นความประสงค์ขององค์หญิงเองที่ไม่อยากจะเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักแห่งนี้อยู่ตลอดเวลาจึงสั่งให้บ่าวรับใช้ชุดอุโมงค์ลอดกำแพงออกไป อุโมงค์แห่งนี้จะไปโผล่ที่แนวป่าที่อยู่ไม่ไกลมานัก หากเดินย้อนเลียบกำแพงกลับมาก็จะออกสู่ตลาดได้ไม่ยาก อุโมงค์แห่งนี้องค์หญิงแอบใช้บ่อยจนสามารถปิดตาเดินได้

                ทันทีที่ออกสู่ตลอด ก็พบว่าในตลาดยามนี้ มีแต่ความเงียบเหงา ถึงแม้ทางเมืองหลวงจะผ่อนปรนให้มีการเปิดทำการค้ากับต่างเมืองได้แล้วแต่เห็นได้ชัดว่า คาราวานสินค้าจะเมืองอื่นๆ หลีกเลี่ยงที่จะทำการค้ากับแคว้นเหอฉีส่งผลให้ตลาดที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในยามนี้กลับไม่ได้คึกคักดั่งเช่นแต่ก่อน

                คนทั้งสองเดินผ่านตลาดไปโดยไม่มีใครสนใจเพียงไม่นานก็มาถึงใจกลางเมืองที่จะมีถนนเชื่อมไปสู่ประตูเมืองใหญ่ความเร่งรีบและตื่นเต้น ทำให้องค์หญิงเดินชนข้าวของ และใครต่อใครไปหลายครั้งโชคดีที่ไม่มีเรื่องราวลุกลามใหญ่โตเพราะทั้งสองรีบขอโทษขอโพยจนผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ถือสาเอาความกับพวกเธอ

                เพียงไม่นานก็มาถึงประตูเมืองแต่ความหวังที่มีอยู่กลับมลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อพวกเธอสังเกตเห็นว่าที่ประตูเมืองจะมีทหารเฝ้ารักษาการณ์อย่างแน่นหนา และทุกคนที่จะผ่านไปได้จะต้องมีป้ายชื่อที่แสดงตัวตน ยกเว้นก็เพียงแต่พ่อค้าที่ขนสินค้าเท่านั้นที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ           

                “เราจะทำยังไงดีเพค่ะขืนเราสองคนเอาป้ายชื่อไปยื่นให้ ก็ความแตกกันพอดี”  เหมยลี่กล่าวอย่างสิ้นหวัง

                “ไม่ต้องมีป้ายชื่อหรอกแค่เจ้ากับข้าเดินไปตรงนั้น ต่อให้เราปลอมตัวดีขนาดไหน คนพวกนั้นก็จำได้อยู่ดีข้าเชื่อว่าที่เขาตรวจตราดีเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันเราสองคนนี่แหละ”องค์หญิงนั่งลงอย่างท้อแท้ โอกาสที่จะไปพบกับหวังหย่งช่างดูริบหรี่ซะเหลือเกิน

                คนทั้งสองนั่งมองดูผู้คนผ่านประตูเมืองไปคนแล้วคนเล่าโดยคิดไม่ตกว่า จะทำอย่างไรดี จึงจะสามารถผ่านไปได้เช่นผู้คนเหล่านั้น ยิ่งนานไปก็ยิ่งหาคำตอบไม่ได้ ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว

                “เรากลับกันเถอะ ค่อยหาหนทางอื่นกัน”เหมยลี่ชวนองค์หญิงกลับเพราะเห็นว่ารอต่อไปก็คงไม่มีหนทางที่จะออกไปจากเมืองนี้ได้

                “ข้าเห็นด้วยกับเจ้า เรากลับไปตั้งหลักใหม่ค่อยคิดวางแผนกันอีกครั้งจะดีกว่า”องค์หญิงลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในเมืองอย่างสิ้นหวัง

                ในขณะที่คนทั้งสองกำลังหมดหวังอยู่นั้นก็มีพ่อค้าคนหนึ่งขี่เกวียนมาจอดอยู่ข้างๆ คนทั้งสอง

                “พวกเจ้าคงคิดจะหนีออกไปจากเมืองนี้สินะ”พ่อค้าคนนั้นเอ่ยขึ้น

                องค์หญิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่กล้าตอบอะไรกลับไปเพราะเหมยลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบกระซิบให้ได้ยิน  “อาจจะเป็นคนของทางการก็ได้นะเพค่ะเรารีบหนีกันเถอะ”   

                แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเดินหนีไปพ่อค้าคนดังกล่าวก็รีบพูดขึ้นมา

                “ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอกข้าเข้าออกเมืองนี้อยู่ทุกวันแต่ละวันข้าจะพบคนเช่นพวกเจ้ามายืนรออยู่ตรงนี้เป็นประจำ ก็ใครอยากจะอยู่ในเมืองที่ตายแล้วเช่นนี้สงครามนั่น มันทำให้เมืองนี้กำลังจะพังพินาศ อีกไม่นาน ฮ่องเต้คงจะส่งกองทัพมาปราบปรามพวกกบฏจนหมดสิ้นใครที่ไหนจะรอวันนั้น เจ้าลองดูสิ คนพวกนั้นที่ออกไป ไม่มีใครกลับมาแล้วละพวกเขาหนีกันไปหมดแล้ว หากพวกเจ้าจะหนีไปจริงๆข้ายินดีช่วยพวกเจ้าทั้งสองคนได้นะ” 

                เมื่อเห็นองค์หญิงทำท่าลังเลพ่อค้าคนดังกล่าวจึงเอื้อมมือไปเปิดผ้าคลุมเกวียนที่ด้านหลังมีตะกร้าอยู่หลายใบปรากฏว่า ภายในตะกร้านั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ก่อนที่พ่อค้าคนดังกล่าวจะรีบเอาผ้าปิดกลับไปเหมือนเดิม

                “เจ้าโชคดีที่วันนี้ข้าได้ลูกค้าเพียงแค่คนเดียวยังพอมีที่ว่างให้พวกเจ้าทั้งสองคน ถ้าสนใจก็รีบขึ้นมาเลย ข้าคิดไม่แพงหรอก ฮ่าๆ ข้าส่งผักมาขายในเมืองนี้ทุกวันเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ทหารพวกนั้นรู้จักข้าดี ไม่มีใครตรวจเกวียนของข้าหรอกขอแค่เจ้าทำตัวอยู่นิ่งๆ ในตะกร้าผักนั่น เพียงแค่อึดใจเดียวพวกเจ้าก็จะหนีไปจากเมืองนี้ได้อย่างสบายใจ” 

                เมื่อไม่มีหนทางอื่นองค์หญิงรีบขึ้นไปแอบอยู่ในตะกร้าผักของพ่อค้าคนนั้นโดยมีเหมยลี่เข้าไปแอบในตะกร้าข้างๆ เมื่อเห็นว่าทั้งสองเข้าไปอยู่ในตะกร้าเรียบร้อยแล้วพ่อค้าคนนั้นก็เอาเศษผักโรยปิดด้านบน จนไม่เห็นว่ามีคนอยู่ด้านในจากนั้นก็เอาผ้าใบมาปิดทับอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่เขาจะขี่เกวียนตรงไปที่ประตูเมือง

                แม้จะมีคำรับประกันอย่างดีจากพ่อค้าคนนั้นแต่เมื่อมาถึงประตูเมือง คนทั้งสองกลับรู้สึกตื่นเต้นและเป็นกังวลอย่างมากหากพ่อค้าคนนั้นรู้ว่าพวกหล่อนเป็นใครแน่นอนการนำตัวส่งกลับไปยังคุณชายชิงอวิ้นก็ย่อมทำให้พ่อค้าคนนั้นมีความดีความชอบอย่างมากมายคิดดังนั้นแล้วองค์หญิงก็ทำได้เพียงแต่ภาวนาขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

                “เจ้าอีกแล้วเหรอ”เสียงทหารยามเฝ้าประตูเอ่ยกับพ่อค้าคนนั้น

                    “เจ้าหมอนี่ผ่านทางนี้ทุกวัน เราไม่ตรวจเขาหน่อยเหรอ”เสียงทหารอีกคนพูดขึ้น ทำเอาองค์หญิงใจหาย

                “ฮ่าๆๆ พวกเจ้าจะตรวจอะไรกัน ลองดูสิไม่มีใครกล้ามาขายของในเมืองนี้แล้ว ผักของข้าขนมาเท่าไหร่ก็ขายหมดในไม่ช้า ถ้าไม่มีข้าสักคนพวกเจ้าจะหาผักที่ไหนมาทำอาหาร ที่สำคัญ ข้าจะบอกเจ้าให้นะผักของข้าคุณภาพดีกว่าใครๆ ลูกค้าของข้าจึงมีแต่คนครัวของพวกขุนนางทั้งนั้น หากข้าไม่เข้ามาเพราะพวกเจ้าขัดขวางข้าเจ้าลองคิดดูสิ ว่าพวกขุนนางเหล่านั้นจะทำอย่างไรกับทหารยามเช่นพวกเจ้า  ฮ่าๆๆๆ” พ่อค้าคนนั้นตอบ มีเสียงซุบซิบของทหารยามเล็กน้อย ก่อนที่พวกเขาจะไล่ให้พ่อค้าคนนั้นรีบไป

                “ขี้โม้เช่นเจ้า รีบออกไปเถอะ คนข้างหลังรอจนแถวยาวเหยียดแล้วไปๆๆๆ”

                พ่อค้าคนนั้นหัวเราะอย่างพอใจรีบออกเกวียนไปโดยเร็ว

                พ้นประตูเมืองออกมาได้สักพักพ่อค้าคนดังกล่าวก็หยุดเกวียน พร้อมกับลงมาเปิดผ้าใบให้หญิงสาวทั้งสามออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์

                “เป็นไงบ้างละ ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าจะต้องปลอดภัย” 

                หญิงสาวที่ติดเกวียนมาด้วยลงจากเกวียนพร้อมกับหยิบสัมภาระที่ติดตัวมาเพียงเล็กน้อยก่อนจะจ่ายเงินให้พ่อค้าคนนั้นแล้วรีบเดินจากไป

                “นางมีญาติอยู่ที่เมืองเหลียงข้าจึงมาส่งได้แค่นี้” พ่อค้าคนดังกล่าวบอกให้ฟังหลังจากที่นางเดินจากไปแล้ว “ว่าแต่เจ้าสองคนละจะไปไหน”

                “พวกเราจะไปเมืองหลวง” เหมยลี่ตอบ

                “มันไกลเกินไปข้าไปส่งพวกเจ้าไม่ได้หรอก อีกอย่าง นี่ก็ใกล้จะพลบค่ำแล้วคืนนี้พวกเจ้าจะพักกันที่ไหน” 

                นั่นสิ จะพักที่ไหนองค์หญิงเพิ่งนึกได้ว่านี่เป็นการออกมานอกเมืองโดยลำพังเป็นครั้งแรกนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เมืองหลวงไปทางไหน และใช้เวลานานเท่าไหร่ที่สำคัญเวลานี้พวกนางก็เริ่มหิวแล้วด้วย

                “พวกเจ้าคงยังไม่คิดสินะ”พ่อค้าคนดังกล่าวรู้ทันทีว่าลูกค้าสองคนนี้ยังไม่มีแผนการอะไรเลย  “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะไปเมืองเหอผิง กว่าจะไปถึงก็พลบค่ำพอดีในเวลานี้พวกเจ้าก็กินอาหารที่ข้านำติดตัวมาแก้หิวไปก่อนก็แล้วกันเมื่อถึงเหอผิงแล้ว ข้าค่อยคิดเงินพวกเจ้าอีกที เช่นนี้พวกเจ้าจะว่าอย่างไร”

                “ตกลง”  องค์หญิงและเหมยลี่ตอบพร้อมกัน

    .........................................................

                องค์ชายอี้เจ๋อเข้าพบองค์ชายชิงอวิ้นหลังจากที่เขากลับมาจากตำหนักขององค์หญิงหนิงอันแล้วเพื่อรายงานความคืบหน้าขององค์หญิงให้ทราบ

                พวกเขารู้ดีว่าแม้จะสามารถควบคุมทุกอย่างในเมืองได้แล้ว แต่ในตำหนักขององค์หญิงแม้จะมีการเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา แต่โอกาสที่พวกเขาจะสืบหาข้อเท็จจริงจากข้างในนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก

                หวังหย่งยังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเขาทั้งสองคนหากว่าองค์หญิงสามารถติดต่อกับหวังหย่งได้แล้วโอกาสที่บุคคลจากภายนอกจะเข้ามาก่อนความวุ่นวายในแคว้นเหอฉีก็เป็นไปได้

                ถึงแม้พวกเขาจะมีกันอยู่เพียงแค่สามคนพี่น้องแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ค่อยจะดีนัก ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่ท่านอ๋องพยายามแยกพวกเขาทั้งสามออกจากกัน 

                คุณชายชิงอวิ้นในฐานะโอรสองค์โตได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดี จนกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจคิดจะทำอะไรก็ต้องได้ตามนั้น โดยมีท่านอ๋องคอยหนุนหลังเสมอมา

                องค์หญิงหนิงอัน ในฐานะธิดาคนเดียวกลับถูกเก็บตัวอยู่ในตำหนัก ไม่ให้คบค้าสมาคมกับใคร แต่สิ่งที่นางได้ก็คือตำหนักที่สวยงาม ห้อมล้อมด้วยหมู่แมกไม้ที่ยากจะหาที่ใดเปรียบ นางแทบจะไม่เคยออกมาจากที่นั่น และน้อยคนนักที่จะรู้จักและสนิทกับนาง

                คุณชายอี้เจ๋อ โอรสองค์เล็กที่มีปัญหาสุขภาพมาตั้งแต่เด็ก กลับถูกละเลยให้อยู่ในตำหนักเพียงลำพังไร้คนดูแลเอาใจใส่ เติบโตมาอย่างยากลำบาก ใช้เวลาแต่ละวันหมดไปกับตำรับตำรา จนไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความสามารถขององค์ชายผู้นี้ถึงแม้บางครั้งองค์หญิงจะแสดงออกถึงความห่วงใยที่มีต่อเขาในฐานะพระอนุชา แต่องค์ชายอี้เจ๋อกลับไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย

                เมื่อเป็นเช่นนี้ต่างคนจึงเติบโตมาคนละแบบความผูกพันจึงมีกันอยู่เพียงน้อยนิด แต่บัดนี้ เมื่อภัยอันตรายย่างกรายเข้ามาหาและการรักษาไว้ซึ่งแคว้นเหอฉี คือสิ่งสำคัญที่พวกเขาจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาบ้านเกิดเมืองนอนให้ปลอดภัยหากแต่ว่า องค์หญิงหนิงอัน กลับนิ่งเฉยไม่ยอมให้ความร่วมมือ

                “ข้าไปตรวจตำหนักของพี่หญิงมาแล้วนางเก็บตัวอยู่ในตำหนักตลอดเวลา แถมทหารยามก็เฝ้ารักษาการอยู่ตลอดทั้งวัน คิดว่าพี่หญิงคงไม่มีทางติดต่อกับหวังหย่งได้แน่” คุณชายอี้เจ๋อรายงานสิ่งได้พบมา

                “หากเป็นเช่นที่เจ้าว่ามา มันก็คงจะดีบัดนี้ เราสามารถกำจัดคนของพวกเขาไปจนหมดแล้วหากเราสามารถกักขังน้องหญิงไว้ในตำหนักไม่ให้ออกมาวุ่นวายได้ เช่นนี้แผนการต่อไปของเราก็คงจะสามารถดำเนินการได้ไม่ยาก”  คุณชายชิงอวิ้นพอใจกับสิ่งที่ได้รับรายงานมา

                “พวกเราจะต้องทำทุกอย่างเพียงลำพัง อย่าให้เสด็จแม่เข้ามาวุ่นวายเป็นอันขาด”  คุณชายอี้เจ๋อกำชับอีกครั้ง

                “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง แต่ไหนแต่ไรมาเสด็จแม่ก็ไม่เคยใส่ใจพวกเราอยิ่งตอนนี้เมื่อไม่มีเสด็จพ่อ ดูเหมือนเสด็จแม่จะทิ้งพวกเราไปแล้วปล่อยให้ท่านอยู่อย่างนั้นไปเถอะ เป็นแม่ภาษาอะไรไม่เคยใส่ใจลูกๆ เลย”คุณชายชิงอวิ้นพูดออกมาด้วยความน้อยใจ “ว่าแต่แผนการขั้นต่อไปของเจ้าคืออะไร” 

                คุณชายอี้เจ๋อขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะอธิบาแผนการขั้นต่อไปให้คุณชายชิงอวิ้นทราบ

     

    …………………………………………………………………………

     

                    บรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเหอผิงมีแต่ความเงียบสงบ เมืองนี้แม้จะเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองหลวงแต่ด้วยเพราะผู้คนในยุคเริ่มต้นนั้นเป็นเพียงนายทหารที่ได้รับความดีความชอบให้มาปักหลักปักฐานอยู่ที่นี่ เมืองนี้จึงเน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าความอึกทึกครึกโครมของตลาดในยามค่ำคืน

                องค์หญิงหนิงอันมาถึงเมืองเหอผิงในเวลาค่ำมากแล้วจึงพบแต่ความเงียบสงบ ช่างแตกต่างจากเหอฉียิ่งนัก ในเวลาเช่นนี้ หากเป็นที่แคว้นเหอฉีแล้วละก็  ตามท้องถนนยังคงคึกคักผู้คนยังออกมาจับจ่ายใช้สอย หาของกินยามค่ำคืนกันอย่างสนุกสนานแต่ที่นี่กลับเจอแต่ความเงียบสงบเหมือนกับเมืองร้าง

                “ข้าจะพาพวกเจ้าทั้งสองไปหาโรงเตี้ยมนะ”  พ่อค้าผักหันมาบอก  เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนพยักหน้าแทนคำตอบเขาก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของคนทั้งสองดี “พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก เมืองนี้มันก็เงียบแบบนี้แหละแต่มันก็ปลอดภัยดี อีกอย่างถ้าพวกเจ้าอยากจะไปเมืองหลวง จากที่นี่ไปเมืองหลวงมันก็ไม่ไกลมากแล้วรุ่งเช้า ก็จะมีผู้คนไปเมืองหลวงกันเยอะแยะพวกเจ้าสามารถร่วมทางไปกับพวกเขาได้” 

                    หลังจากเข้าเมืองมาได้สักพักเริ่มมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อองค์หญิงรู้สึกได้ว่า เกวียนของพวกเขามีคนคอยติดตามอยู่  เงาดำที่อยู่สองข้างทางได้ติดตามพวกเขามาตั้งแต่ที่เริ่มเข้าสู่เมืองเหอผิงแล้ว 

                “ข้างหน้าจะเป็นโรงเตี้ยมพวกเจ้าทั้งสองเข้าไปพักที่นั่นได้”พ่อค้าผักหันมาชี้มือบอกให้คนทั้งสองรับรู้ก่อนที่จะปรากฏกลุ่มชายชุดดำพร้อมอาวุธครบมือ ได้ออกมาขวางทางพวกเขาไว้

                “พวกเจ้าไม่ต้องกลัว คนพวกนี้ข้าจัดการได้”พ่อค้าผักลงจากเกวียนเดินไปหากลุ่มชายชุดดำพวกนั้นพวกเขาคุยอะไรกันบางอย่างที่เกี่ยวกับคนที่มากับพ่อค้าผัก มีการถกเถียงกันเล็กน้อยก่อนที่พ่อค้าผักจะรับเงินจากคนพวกนั้นแล้ว วิ่งหนีเข้าตรอกเล็กๆ ไป

                องค์หญิงเห็นดังนั้นก็รีบดึงมือเหมยลี่กระโดดลงจากเกวียนหมายจะหนีตามพ่อค้าผักคนนั้นไป แต่ไม่ทันการ เพราะในตอนนี้กลุ่มชายชุดดำได้ล้อมพวกเธอไว้หมดแล้ว

    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า ที่คุณอ่าน