เมื่อโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ยืนยันและไม่พบความผิดปกติใดๆ เจ้าหลวงแสนยาศักด์ก็เอ่ยกับหนานเมืองอินทร์เสียงหนัก
“ถ้าเจ้าภูแสนกลับมาให้เร่งมาพบข้าโดยด่วน..” เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ออกคำสั่งเพราะเจ้าภูแสนสัญญาว่าจะพาแพงอรกลับมาด้วย แต่นี่มัวแต่เที่ยวไปภพอื่น ยุคสมัยอื่นแล้วจะมีเวลาพาแพงอรกลับมาได้อย่างไร หนานเมืองอินทร์ก็แอบกังวลใจไม่น้อยกลัวแผนจะแตกเสียก่อนแต่ก็ต้องตามน้ำ
“เจ้า...” โหรหลวงหนานเมืองอินทร์รับคำสั่งอย่างนอบน้อมทั้งที่เจ้าตัวรู้ดีว่าคำตอบเมื่อสักครู่โกหกทั้งสิ้น!!! ทำไมกระสวยและหลอดกรอด้ายมันถึงไปอยู่บนนั้น? ไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งโหรหลวงมาของพวกนี้ไม่เคยมีอยู่ที่หอแสนหลวงแห่งนี้!!!
ขณะเดียวกันที่วัดอรุโณทัยซึ่งเป็นวัดที่สัปเหร่ออุ่นพรหมประจำการทำหน้าที่สัปเหร่อในยามดึกสงัดภิกษุมากวัยรูปหนึ่งนั่งเอนกายพิงตู้ไม้อย่างผ่อนคลายบนศาลาที่ทำด้วยไม้ขนาดหลังไม่ใหญ่นักสายตาของท่านทอดมองไปในความมืดมิดราวกับว่ามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนวัดแห่งนี้เป็นวัดประจำเมืองเชียงภูแสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคุ้มหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองเชียงภูแสนอีกด้วยและภิกษุชรารูปนี้เป็นเจ้าอาวาสประจำวัด ชาวบ้านต่างเรียกขานท่านว่าหลวงปู่ครูบาเฒ่า
ดึกดื่นแล้วแต่หลวงปู่ครูบาเฒ่ายังไม่จำวัดเฉกเช่นพระเณรรูปอื่นๆท่านยังคงนั่งรับลมอ่อนๆ ที่พัดมาให้ความสดชื่นเย็นกายขณะที่ท่านกำลังนั่งมองออกไปนอกศาลาอยู่นั้นเอง พลัน..แสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่ก็วูบไหวไปมาก่อนดับลงเหลือเพียงควันเทียนที่หมุนคว้างลอยขึ้นไปกลางอากาศ
แม้เทียนจะดับไปเหลือไว้เพียงความมืดมิดแต่หลวงปู่ครูบาเฒ่ากลับยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนไหวใดๆจนกระทั่ง... แสงสีเงินนวลๆ สว่างวาบเข้ามาหลวงปู่ครูบาเฒ่าก็รับรู้ได้ว่าคนที่ท่านรอคอยมาถึงแล้ว ภิกษุผู้มากวัยเปลี่ยนอิริยาบถนั่งตัวตรงขึ้นแล้วหันหน้ามาทางแสงสีเงินนวลตานั้นเบื้องหน้าของหลวงปู่ครูบาเฒ่าปรากฏเป็นร่างบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งอยู่ในชุดชาวไร่ชาวสวนคล้ายๆ กับการแต่งกายของชาวบ้านทั่วไปแต่ทว่าผิวพรรณวรรณะและเนื้อผ้าที่สวมใส่ช่างแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง!
ชายหนุ่มผู้มาเยือนนั่งคุกเข่าประนมมือเรียบร้อยใบหน้าสุขุมสงบนิ่ง แน่นอนบุรุษผู้นี้มิใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปและหลวงปู่ครูบาเฒ่าก็หาใช่พระธรรมดาทั่วไปเช่นกัน!
ผู้มาใหม่ก้มกราบหลวงปู่ครูบาเฒ่าอย่างนอบน้อมยิ่งนัก แท้จริงแล้วบุรุษผู้นี้คือท่านท้าววิฬูปักษ์สหายแห่งท่านท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่เหนือภูติผีทั้งปวงซึ่งได้สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ท่านท้าวโสฬสนำสารจากพระอินทร์มาแจ้งแก่หลวงปู่ครูบาเฒ่าว่าบัดนี้จอมเทพแห่งทัพสีน้ำเงินตกฟากมาจุติที่เมืองมนุษย์ได้สักพักแล้ว แต่ทว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาดเมื่อผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งทัพสีน้ำเงินก็ลงมาจุติที่เมืองมนุษย์เช่นเดียวกันดังนั้นการรับมอบหน้าที่จึงต้องกระทำที่เมืองมนุษย์ไม่ใช่ภพแห่งเทพสีน้ำเงินเช่นที่ผ่านมา
ด้วยเหตุเพราะเทพทั้งสององค์ต่างจุติเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น และเหตุนี้ปีศาจอสูรกายดำจึงรับรู้ได้ถึงการมาของจอมเทพผู้อหังการทั้งสององค์พวกมันจึงต้องการไล่ล่าเทพสีน้ำเงินเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ความเป็นใหญ่รวมไปถึงพลังแห่งการคุ้มครองของเทพสีน้ำเงินทั้งหมด ซึ่งพวกมันต้องดำเนินการในขณะที่พลังบารมีแห่งอำนาจของเทพสีน้ำเงินยังไม่ตื่นขึ้นเต็มที่และที่สำคัญเทพสีน้ำเงิน จะต้องรีบหาผ้าพันธุ์ภพให้เจอก่อนที่พวกปีศาจอสูรกายดำจะเจอเข้าเสียก่อนหลวงปู่ครูบาเฒ่านั่งฟังด้วยอาการสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“เฮาเป็นเพียงพระแก่ๆคงทำอะหยังไม่ได้มาก..” หลวงปู่ครูบาเฒ่าท่าทางสำรวบ สงบใจเย็นสวนทางกับท่านท้าววิฬูปักษ์ที่มาอย่างเร่งร้อนเมื่อหลวงปู่ครูบาเฒ่าถ่อมตัวท่านท้าววิฬูปักษ์ก็รีบเอ่ยสรรเสริญพระสุปฏิปันโนรูปนี้ตรงๆ ทันที
“หลวงปู่หาใช่พระแก่ธรรมดาข้ารู้ดี ข้าเห็นรัศมีธรรมของหลวงปู่ อันเป็นคุณธรรมของพระผู้หลุดพ้นแล้วสิ่งเหล่านี้ปิดบังดวงตาอันเป็นทิพย์ของพวกข้ามิได้ดอก” ท่านท้าววิฬูปักษ์นั้นแม้จะกล่าวเป็นถ้อยคำธรรมดาแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งอำนาจบารมีที่เหนือกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปอย่างชัดเจน
“อือ...เห็นเช่นนั้นเหรอ?” หลวงปู่ครูบาเฒ่าไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจากตอบรับง่ายๆ ก็ในเมื่อปิดไม่ได้จะให้ว่าอย่างไรเล่า หลวงปู่ครูบาเฒ่าผู้บรรลุธรรมสูงสุดรอเพียงแค่วันที่สังขารขันธ์หมดอายุดวงจิตของท่านก็จะเข้าสู่ห้วงแห่งนิพพานเหนือโลกมนุษย์แลสวรรค์ทั้งปวง หลวงปู่ครูบาเฒ่ามองหน้าท่านเทพผู้เกรียงไกร ก่อนจะพูดเสียงราบเรียบ
“เอาล่ะอย่างร้อนใจไปนัก เฮารับปากว่าจะดูแลเทพทั้งสอง ที่มาแล้วและกำลังจะเดินทางมาให้เป็นอย่างดี เท่าที่จะทำได้นะท่านนะ..” และเพียงแค่หลวงปู่ครูบาเฒ่ารับปากไปแบบนั้น เทพท้าววิฬูปักษ์ในชุดชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็ก้มลงกราบหลวงปู่ครูบาเฒ่าผู้ซึ่งเป็นพระอรหันต์และทรงอภิญญาอย่างสมบูรณ์ด้วยท่าทางเคารพนบนอบหลวงปู่ครูบาเฒ่ามองผู้มาเยือนอย่างมีเมตตา ก่อนจะพูดสำทับเพื่อให้ความมั่นใจ
“ท่านกลับไปเต๊อะอย่าห่วงทางนี้ อะไรที่ยังไม่เกิดก็แค่อนาคต อย่ากังวลมันนัก มันจะอยู่ยาก..”นี่ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วมีเทพที่ออร่าเวอร์วังมาปรากฏตัวต่อหน้าอลังการขนาดนี้มีหวังต้องได้รั้งกันด้วยเครื่องเซ่นไหว้ตามด้วยการบนบาน บูชา ปิดท้ายด้วยการตั้งศาลให้สิงสถิต และจากนั้นก็การคิดเลขเร็วเพื่อเสี่ยงโชคกันเป็นทิวแถว
แต่ด้วยหลวงปู่ครูบาเฒ่าเป็นพระผู้ทรงธรรมบารมีของเทพเทวดาเทียบไม่ได้เลยกับบารมีธรรมที่เหนือโลกของท่าน นั่นจึงทำให้หลวงปู่ครูบาเฒ่าไม่ได้สนใจอภินิหารที่เจือด้วยกิเลสทั้งปวงเมื่อหลวงปู่ครูบาเฒ่าออกปากแบบนั้นเทพผู้สง่างามก็ก้มลงกราบพระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ
แม้จะเป็นถึงเทพผู้ยิ่งใหญ่แต่ทว่ากลับมีกิริยาอ่อนโยนนอบน้อมต่อภิกษุชราตรงหน้ายิ่งนัก และเพียงกราบครั้งที่สามร่างทั้งร่างของท่านท้าววิฬูปักษ์ก็หายวับไป ตามด้วยละอองไอสีเงินจางๆแล้วทุกอย่างก็ดับสนิทวูบลง เทียนที่ดับไปก่อนหน้านั้นก็พลันสว่างขึ้นอีกครั้งแต่กระนั้นหลวงปู่ครูบาเฒ่าก็มิได้อนาทรร้อนใจ ท่านกลับนั่งเฉยมองออกไปในความมืดนอกศาลาดังเดิม
ในเวลาเดียวกันภายในคุ้มหลวงเชียงภูแสน ปิ่นคำในร่างของเจ้านางละอองทองเดินเงียบๆ ไปตามทางเดินเล็กๆ ตามด้วยบ่าวผู้หญิงอีกสี่คน มุ่งหน้าไปยังคุกจองจำนักโทษท้ายคุ้มตามคำสั่งของแม่เฒ่าหมอธรรมคำหอมปิ่นคำที่อยู่ในร่างของเจ้านางละอองทองสีหน้านิ่งสนิท ถือห่อผ้าสีดำติดมือมาด้วย
เมื่อมาถึงก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าเยี่ยมยาติ่นลูกน้องของพ่อครูจายเปิงเป็นการส่วนตัวเมื่อเจ้านางละอองทองเอ่ยปากเองทั้งยังมาด้วยพระองค์เองแบบนี้มีหรือทหารประจำการจะกล้าขัดขวางก็ต้องเปิดทางยอมแต่โดยดี เจ้านางละอองทองยิ้มสมใจ
“ข้าเข้าไปประเดี๋ยวสงสารไอ้ยาติ่นลูกเมียมันอุตส่าห์ส่งสารขอความช่วยเหลือมาทางแม่เฒ่าหมอธรรมคำหอม”ทหารเวรยามประจำที่คุมขังมิได้เอ่ยอะไรนอกจากนั่งคุกเข่าก้มหน้าเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดทางเมื่อเห็นแล้วว่าทางโล่ง เจ้านางละอองทองก็ค่อยๆเดินนวยนาดเข้าไปในคุกซึ่งเป็นที่คุมขังยาติ่น...