ณบ้านเก่าๆหลังหนึ่งในหมู่บ้านโคโลอาน
หลังจากที่มู่หลินรับวั่งซูเป็ศิษย์แล้วเขาก็ได้ถามไถ่เื่ราวของเด็กหนุ่ม จนกระทั่งได้รับรู้ว่าแม่ของเด็กหนุ่มในตอนนี้ป่วยเป็โรคลึกลับบางอย่างมานานหลายปีจนไม่ได้สติเขาจึงได้ให้อีกฝ่ายนําทางเขามาที่นี่เพื่อที่จะทําการรักษา
“ท่านอาจารย์ท่านช่วยแม่ของผมได้จริงๆเหรอ?’’ระหว่างทางก่อนที่จะได้มาถึงที่นี่ อาจารย์ของเขาได้บอกเล่าเกี่ยวกับโลกของผู้บําเพ็ญเพียรและผู้บ่มเพาะรวมไปถึงผู้ฝึกยุทธ์ถึงจะอย่างนั้นเขาก็ยังคงไม่สามารถทําใจเชื่อมันได้ง่ายๆดังนั้นวั่งซูจึงเป็กังวลและสงสัยว่าอาจารย์ของเขาจะรักษาแม่ของเขาได้อย่างไร
สําหรับวั่งซูแล้วการที่ได้พบเจอคนที่น่าอัศจรรย์อย่างมู่หลินเปรียบเสมือนเส้นทางแห่งแสงแห่งใหม่เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะยอมรับอีกฝ่ายเป็อาจารย์และรู้สึกเคารพอย่างแท้จริง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเชื่อสนิทใจไปซะทุกอย่าง!
“เด็กน้อยฉันยังแสดงให้เธอเห็นไม่มากพออีกรึไง?’’ มู่หลินขมวดคิ้วหากเป็คนธรรมดาแค่ได้เห็นฌานหยั่งรู้ พวกเขาก็เชื่อสุดใจแล้ว
“ไม่ใช่อย่างนั้น…’’วั่งซูรีบแก้ตัวอย่างร้อนรน เขากลัวว่าอาจารย์คนนี้จะไล่เขาออกจากการเป็ศิษย์
“หึๆไม่ใช่ก็ดีแล้ว’’ มู่หลินหัวเราะหึๆก่อนเสริม“ถึงฉันจะบอกเธอไปบางส่วนแล้วแต่ก็ยังมีอีกตั้งมากมายที่เธอยังไม่รู้และหนึ่งในนั้นก็คือฉันเป็หมอที่ไม่มีอะไรที่ไม่สามารถรักษาได้!ดังนั้นด้วยสมญานามแพทย์เทวะของฉัน การจะรักษาแม่ของเธอย่อมง่ายดายดั่งหายใจ!’’
ได้ยินวั่งซูก็ค่อนข้างรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้ของเขาโม้มากเกินไปหน่อยคนบ้าอะไรจะไปสามารถรักษาได้ทุกอย่าง? อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็พระเ้าเลยรึ?
ตลกให้มันน้อยๆหน่อยเหอะ!
“อาการของแม่เธอนั้นไม่ใช่อาการธรรมดา!’’มองไปยังหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้าซีดเผือดและนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงนอนคิ้วของมู่หลินก็ขมวดแน่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะด้วยความหลักแหลมของเขาเขาสามารถมองออกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายติดพิษ!
พิษกลืนใจ!
วั่งซูที่ได้ยินก็รู้สึกตื่นตะหนกถึงเขาจะรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้จะโม้มากเกินไปหน่อยแต่ด้วยความที่ว่าเขาได้รับรู้เื่การคงอยู่ของพวกผู้บําเพ็ญเพียรมาเขาก็มั่นใจอยู่ส่วนหนึ่งว่าอาจารย์ของเขาจะสามารถรักษาแม่ของเขาได้แน่นอนว่าได้เพราะพลังวิเศษที่น่าเหลือเชื่อนั่น!
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด…
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปเพราะฉันพูดคําไหนก็คํานั้น ไม่มีอะไรที่ฉันไม่สามารถรักษาได้!’’ราวกับล่วงรู้ความกังวลของเด็กหนุ่ม สีหน้าความสงสัยของมู่หลินก็กลับมาเหมือนเดิมถึงเขาจะไม่รู้ว่าทําไมแม่ของศิษย์เขาถึงได้โดนพิษกลืนใจของผู้บ่มเพาะเล่นงาน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา!
โดยไม่รอช้ามู่หลินถ่ายเทพลังเต๋าลงไปในร่างของหญิงสาววัยกลางคน จากนั้นเขาก็เริ่มควบคุมมันเพื่อชําระล้างพิษกลืนใจที่กําลังดูดกลืนพลังชีวิตของอีกฝ่าย
ทันทีหลังจากที่กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นสีหน้าของหญิงสาววัยกลางคนที่ซีดเผือดก็ค่อยๆปรากฏสีเืให้เห็น
“อาจารย์…’’แม้จะไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขากําลังทําอะไร แต่วั่งซูก็อดกังวลไม่ได้
“ไม่ต้องกังวลไปฉันคนนี้ได้รักษาอาการของแม่เธอให้แล้วอีกไม่ช้าแม่ของเธอจะตื่นขึ้นมาในเร็วๆนี้’’มู่หลินยิ้มคลายความกังวลของเด็กหนุ่มแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะบอกอะไรเกี่ยวกับพิษกลืนใจเพราะเขาคิดว่าถึงอีกฝ่ายรู้ไปก็ยังไม่มีทางที่จะทําอะไรได้อยู่ดี
ต้องรู้ก่อนในโลกของผู้บ่มเพาะ พิษกลืนใจแม้จะไม่ใช่พิษที่ร้ายกาจมากมายแต่มันก็สามารถที่จะดูดกลืนพลังชีวิตของคนๆหนึ่งได้เรื่อยๆอาจบอกได้ว่าถ้าเป็คนธรรมดาที่โดนมันเข้าคนๆนั้นจะต้องถูกดูดพลังชีวิตไปเรื่อยๆและกลายเป็สภาวะนิทราอย่างที่เห็น
มู่หลินจึงมีความสงสัยว่าทําไมคนธรรมดาถึงได้มีพิษกลืนใจอยู่ในร่างได้เป็ไปได้ว่าศัตรูของเขาคงไม่พ้นผู้บ่มเพาะ!
“เื่นี้เด็กน้อยนี่ยังไม่ควรรู้รอให้เขามีความแข็งแกร่งมากพอก่อนฉันค่อยบอกจะดีกว่า…’’มู่หลินมองวั่งซูที่มีสีหน้าใสซื่อแล้วครุ่นคิด เขายังไม่้าให้เส้นทางแห่งการฝึกฝนของเด็กน้อยหยุดชะงักเพราะเื่ไม่เป็เื่
ในความคิดของมู่หลินแล้วหลังจากที่เขาตัดสินใจรับวั่งซูเป็ศิษย์ เขาก็ตั้งใจที่จะสอนอีกฝ่ายบ่มเพาะแน่นอนว่าถ้าเป็คนอื่นคงไม่สามารถทําได้แต่เมื่อเป็เขาแม้จะเป็คนธรรมดาที่ไม่มีตันเถียน ทว่าเขาก็สามารถที่จะสอนเคล็ดบ่มเพาะอีกรูปแบบได้
ดังนั้นเขาจึง้าให้วั่งซูเข้าสู่เส้นแห่งทางการบ่มเพาะก่อนแล้วค่อยยกระดับความลึกลํ้าของจิติญญาไปเรื่อยๆเมื่อถึงตอนนั้นอีกฝ่ายก็จะสามารถเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบําเพ็ญเพียรได้
นั่นแหละเป้าหมายของมู่หลิน!
“ขอบคุณท่านอาจารย์!’’รู้ว่าอาจารย์ของเขาสามารถรักษาแม่ของเขาได้วั่งซูก็ตื่นเต้นและซาบซึ้งจนนํ้าตาไหลออกมาจากใบหน้าที่เปลือกตาปิดสนิท
มู่หลินเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไรต่ออีกก่อนเดินออกจากบ้านไป
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหญิงสาววัยกลางคนก็เริ่มได้สติ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปลือกตาทั้งสองจะยกขึ้นอย่างช้าๆจากนั้นเมื่อเธอเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่รอดผ่านเข้ามาเธอก็ดูจะรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“มะ...แม่!’’ได้ยินเสียงการขยับตัวของแม่ วั่งซูก็เริ่มรู้สึกตื้นตัน เพราะแม่ของเขาหลับไปนานหลายปีจริงๆเขาจึงเศร้าอยู่เรื่อยมาที่ไม่สามารถทําอะไรได้
“ซูน้อย?’’ผิงเยว่ชะงัก เธอจําเสียงๆนี้ได้เป็อย่างดีเธอจึงพยายามลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดเพื่อมองหน้าลูกชายของเธอ
“แม่!’’ได้ยินการตอบรับ วั่งซูก็นํ้าตาไหลอีกครั้ง และโผลเข้ากอดแม่ของเขาอย่างรวดเร็ว
ต่อจากนั้นเสียงร้องไห้ก็ดังไปทั่วทั้งบ้าน…
ไม่นานผิงเยว่ก็ได้รับรู้จากลูกชายของเธอว่าเกิดอะไรขึ้น และเธอหลับไปนานแค่ไหนถึงเธอจะรู้สึกใแต่เธอก็ไม่ได้สงสัยมากนัก เพราะเธอรู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็เพราะชายคนนั้น…
รู้ว่าสองแม่ลูกได้ใช้เวลาครอบครัวแล้วมู่หลินจึงกลับเข้ามาในบ้านเพื่อทําความทักทาย“สวัสดีผมมู่หลินเป็อาจารย์ของวั่งซู!’’
“ขอบคุณค่ะอาจารย์มู่!’’รู้ดีว่าชายคนนี้รับวั่งซูเป็ศิษย์และยังช่วยรักษาอาการป่วยของเธอผิงเยว่ก็มองอีกฝ่ายแล้วขอบคุณอย่างจริงใจด้วยความซาบซึ้ง
“ยินดี!’’มู่หลินยิ้มบางก่อนเอ่ย “วั่งซูเธอตามฉันมานี่ ฉันมีเื่จะคุยกับเธอซักครู่!’’
“ครับ!’’วั่งซูขานรับแล้วตามไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมานอกบ้านแล้วมู่หลินก็เข้าเื่ เขาสอนวั่งซูเพื่อทําสมาธิและการฝึกฝนแห่งการบ่มเพาะรูปแบบพลังจิตด้วยรูปแบบนี้แม้จะเป็คนธรรมดาที่ไม่มีตันเถียน การจะบ่มเพาะก็ไม่ใช่เื่ยาก
ทั้งนี้เขายังได้สอนเคล็ดบ่มเพาะะนิรันดร์กาลไปอีกด้วยและเมื่อสอนเสร็จ เขาก็ได้เอ่ยขึ้น “เมื่อเธอสามารถเข้าสู่ขอบเขตแรกแห่งการบ่มเพาะได้แล้วเธอจะสามารถใช้ความสามารถที่เหมือนกับฌานหยั่งรู้ที่ฉันใช้กับเธอได้ดังนั้นการจะมองเห็นย่อมไม่ยากอีกต่อไป!’’
อย่างไรก็ตามมู่หลินก็ลังเลว่าจะบอกเื่นี้ดีไหมแต่สุดท้ายเขาก็บอก “อีกเื่หนึ่งฉันสามารถรักษาอาการพิการทางสายตาของเธอได้เลยเธอ้าไหม?’’
“ไม่จําเป็ครับ!’’วั่งซูปฏิเสธทันควัน ด้วยความสามารถอันน่าทึ่งของอาจารย์ของเขาเขาก็เชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายสามารถทําได้ เพียงแต่เขาเป็คนตาบอดมาตั้งนานแล้วการจะได้รับการรักษาง่ายๆมันย่อมไม่ใช่เื่ดีซักเท่าไหร่ดังนั้นเขาจะเป็แบบนี้ต่อไปและใช้การมองเห็นในรูปแบบของการบ่มเพาะแทน!
“ดี!นี่แหละการฝึกฝน!’’ มู่หลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจเขา้าให้อีกฝ่ายตัดสินใจเช่นนี้แหละ
“เอาล่ะฉันมีธุระต้องไปจัดการและไม่แน่ใจว่าจะกลับมาตอนไหนดังนั้นเธอตั้งใจฝึกฝนไปให้ดี!’’ มู่หลินพูดพร้อมหยิบเงินสีแดงปึกหนึ่งที่เพิ่งไปถอนมายื่นให้กับเด็กหนุ่ม“ส่วนนี่เป็เงินหมื่นหยวนฉันหวังว่าด้วยเงินจํานวนนี้เธอจะสามารถใช้เวลาได้คุ้มค่าและเข้าสู่ขอบเขตแรกของการบ่มเพาะได้ในเจ็ดวัน!’’
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์!ผมคนนี้จะทําให้สําเร็จ!’’ วั่งซูยื่นมือออกไปรับเงินที่อาจารย์มอบให้อย่างรวดเร็ว
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยมู่หลินก็เตรียมจากไป แต่ก่อนที่เขาจะจากไปเขามีบางเื่ต้องไปจัดการก่อน
…
“ลูกพี่!เกิดเื่แล้ว!’’ แถวๆแถบริมสุดของหมู่บ้านชายฉกรรจ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีแตกตื่น
“มีอะไร?’’เห็นเช่นนั้นฉิงเฉาก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“พวกชาวบ้านรู้กันแล้วว่าพวกเรารีดไถเ้าบอดนั่นน่ะสิ!’’ลูกน้องคนนั้นรีบรายงานสิ่งที่ได้รู้มาอย่างรวดเร็ว
ชายฉกรรจ์อีกสามคนที่ได้ยินต่างใและรู้สึกโมโหขึ้นมาจนต้องลุกขึ้นยืน
“บัดซบ!ชาวบ้านพวกนั้นจะไปรู้ได้อย่างไร?’’
“ไอ้บอด!ต้องเป็มันแน่ๆ!’’
“ลูกพี่เราจะเอาอย่างไรดี?’’
ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกมันจะตะหนักได้แล้วว่าทําไมวันนี้ไอ้บอดถึงหาเงินมาให้พวกมันได้น้อยกว่าทุกที
ถึงจะอย่างนั้นพวกมันก็ไม่ได้รู้สึกเห็นใจเลยกลับกันพวกมันโกรธมากกว่าและคิดว่าบางทีไอ้บอดอาจเอาเื่นั้นไปบอกแก่ชาวบ้านคนอื่นๆที่ผ่านทางมาจึงได้รับรู้และเลือกที่จะไม่บริจาค
“ฮึ่ม!คิดไม่ถึงว่ามันจะกล้าถึงขนาดนี้!’’ ฉิงเฉาลุกขึ้นยืนด้วยนํ้าเสียงเ็าก่อนความเหี้ยมเกรียมจะค่อยๆปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา “ไป!ก่อนที่พวกเราจะไปหาแหล่งทําเงินใหม่พวกเราต้องไปจัดการไอ้เด็กสารเลวนี่เสียก่อน!’’
ถูกต้อง!ฉิงเฉา้าระบายความโกรธแก่วั่งซูโดยไม่สนเหตุผลอีกต่อไป!
อย่างไรก็ตามก่อนที่พวกเขาจะได้ทําอะไรต่อเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น
“ย่อมได้!แต่พวกคุณต้องรออีกเจ็ดวันถึงจะไปไหนได้!’’