ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 เซี่ยโหวอู๋

            เล่มที่2 บทที่43 เซี่ยโหวอู๋

            ก่อนหน้านี้ คนอื่นๆ มักจะมองจั่วเฉินที่ฝึกท่วงท่าประหลาดด้วยสายตาราวกับเขาเป็นคนโง่งมอีกทั้งยังพากันเย้ยหยัน บางคนยังพูดว่าเพราะจั่วเฉินเป็นผู้ติดตามจึงไม่ได้สวัสดิการของสำนัก และไม่มีเคล็ดวิชาปราณโบราณดีๆ สักอย่างไว้ฝึกฝน

            ใครจะคาดคิดว่าเพียงแค่สิบกว่าวัน ทุกคนจะเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่

            พลังที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตานี้ เรียกได้ว่าเป็นพลังที่มีความรุนแรงสูงสุดหลายคนในลานฝึกต่างก็รู้ดีว่าแม้แต่ผู้ที่มีพลังระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่าจะซัดหินก้อนนี้ให้แตกได้

            หลังจากจั่วเฉินฝึกฝนท่วงท่าที่สามจนช่ำชองแล้ว เขาก็นำมันมาผนวกกับสองท่วงท่าก่อนหน้านี้จนเกิดเป็นท่วงท่าใหม่เดิมทีทั้งสามท่านี้ก็เป็นพื้นฐานของเคล็ดวิชาคมดาบเงารัตติกาล เมื่อฝึกฝนจนชำนาญทั้งหมดจึงสำแดงเคล็ดวิชาคมดาบเงารัตติกาลออกมาได้

            เมื่อรวบรวมสมาธิได้แล้ว จั่วเฉินที่ยืนอยู่กลางลานฝึกก็เริ่มโคจรพลังปราณในร่างก่อนจะส่งพลังมาหลอมรวมกันที่มือทั้งสองข้าง

            คมดาบล่องหนปรากฏขึ้นระหว่างสองมือของจั่วเฉินโดยไม่รู้ตัว

            หนึ่งเล่ม สองเล่ม สามเล่ม!

            ดาบสามเล่มทยอยปรากฏขึ้นตามกันมา ทว่าดูเหมือนการสำแดงออกมาได้สามเล่มนี้ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว

            ดาบทั้งสามส่องประกายแสงวิบวับออกมาพร้อมกับไอสังหารเย็นเยียบจั่วเฉินซัดพลังทั้งหมดขึ้นฟ้าอย่างรุนแรง ทันใดนั้น ลำแสงคมกริบทั้งสามก็พุ่งแหวกอากาศขึ้นไปราวกับมังกรล่องหนสามตัวกำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วนภา

            “ทำลายเสีย!” จั่วเฉินคำราม

            ทว่าเมื่อเห็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวของตัวเองแล้ว เขาก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหงื่อเย็นไหลโชกไปทั่วทั้งร่าง ก่อนจะรีบร้อนเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังทุกอย่างกลับไป

            นี่มันเคล็ดวิชาปราณโบราณอะไรกัน ถึงกับปลดปล่อยพลังเช่นนี้ออกมาได้ในชั่วพริบตา แถมยังชักนำจิตสังหารและส่งผลกระทบต่อปณิธานในใจได้อีกชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

            ในประวัติศาสตร์ของผู้ฝึกยุทธพลังปราณไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน

            ก่อนหน้านี้เคยมีคนฝึกเคล็ดวิชาพลังปราณชนิดหนึ่งอยู่ทุกวันทุกคืนท้ายที่สุดก็สำเร็จวิชานั้นมาได้ ทว่าเจ้าตัวกลับกลายเป็นคนเสียสติที่รู้จักแต่การเข่นฆ่าซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการมัวเมาไปกับเคล็ดวิชาปราณโบราณ

            “คมดาบเงารัตติกาลอย่างนั้นหรือ ความสามารถของข้าตอนนี้คงยังควบคุมมันไม่ได้ จึงไม่อาจสำแดงทั้งเก้าเล่มออกมาพร้อมกันทำได้เพียงสามเล่มเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถหยิบยกออกมาใช้ได้ง่ายๆ ยังไม่รู้ว่าจะเกิดผลอะไรตามมาบ้าง”จั่วเฉินพึมพำสิ่งที่คิดออกมา

            การสำเร็จวิชาคมดาบเงารัตติกาลทำให้จั่วเฉินรู้ว่าพลังของตนเองแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่น้อยดูจากพลังโจมตีของคมดาบเมื่อครู่ หากเขาทุ่มพลังทั้งหมดออกไป ต่อให้ศัตรูจะเป็นผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นเก้าก็มีอันต้องตายแน่กระทั่งผู้ฝึกยุทธระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่งหรือสองก็ยังยากที่จะหลบการโจมตีนี้ได้

            หลังจากพลังของคมดาบเงารัตติกาลสลายไปได้ไม่นาน จั่วเฉินก็พัฒนาขึ้นเป็นระดับหลอมรวมขั้นเจ็ด

            ในตำหนักนภาปราณยุทธที่เป็นแหล่งรวมอัจฉริยะระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดยังไม่นับว่าโดดเด่นอะไร ศิษย์ใหม่ที่เข้ามาส่วนมากแล้วก็มีพลังระดับนี้ส่วนเย่เชียนตี้กับหลงซินเย่ที่เป็นยอดอัจฉริยะนั้น เพราะพวกเขาฝึกฝนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาจึงสามารถทะลุปราการพลังขึ้นเป็นระดับเรียกวิญญาณได้แล้ว

            แน่นอนว่าหากวัดกันที่พลังการต่อสู้ จั่วเฉินที่มีระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดก็ไม่น้อยหน้ากว่าใครทั้งนั้น

            ...

            อีกไม่ถึงห้าวันก็จะเริ่มการประลองสามตารางอันดับ ทั่วทั้งตำหนักนภาปราณยุทธจึงครึกครื้นขึ้นเป็นพิเศษเหล่าศิษย์ที่ออกท่องโลกหรือยอดฝีมือที่เก็บตัวฝึกฝนก็ทยอยปรากฏตัวออกมา ซึ่งการปรากฏตัวของคนเหล่านี้ล้วนสะดุดตาเป็นอย่างมาก

            บัดนี้จั่วเฉินมีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ด เขารู้ดีว่าเวลาที่เหลืออีกเพียงห้าวันนั้นไม่อาจพัฒนาอะไรได้ดังนั้นนอกจากการฝึกฝนปกติ จั่วเฉินก็ไม่ได้บีบคั้นตัวเองอีก นับว่าช่วงนี้เขาผ่อนคลายอยู่พอสมควรเพราะด้วยความสามารถในตอนนี้ก็เพียงพอที่จะช่วงชิงตารางอันดับเขียวมาได้แล้ว

            ในการประลองตารางอันดับเขียวจะมีเพียงศิษย์ทั่วไปเท่านั้นที่เข้าร่วมซึ่งศิษย์ทั่วไปส่วนมากก็คือศิษย์ที่มาใหม่ เนื่องจากศิษย์เก่าต่างก็พัฒนาจนได้เลื่อนเป็นศิษย์สายในและเปลี่ยนไปประลองกันที่ตารางอันดับวิญญาณแล้ว

            พลังของคนที่แกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์ใหม่ก็มีเพียงระดับหลอมรวมขั้นแปดเท่านั้นซึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าจั่วเฉิน คนพวกนี้ก็มีแต่ต้องพ่ายแพ้ไป

            ความหมายของเสี่ยวอู๋นั้นชัดเจน นางเพียงอยากให้จั่วเฉินชิงตารางอันดับเขียวมาให้ได้เท่านั้นทว่าแค่นี้มีหรือที่จะหยุดยั้งจั่วเฉินไว้ได้ แม้ตอนนี้เขายังจะไม่สามารถเข้าร่วมตารางอันดับทองที่แข็งแกร่งที่สุดได้ทว่าอย่างน้อย จั่วเฉินก็ตั้งใจจะมุ่งให้ถึงตารางอันดับวิญญาณ

            จั่วเฉินกำลังครุ่นคิดขณะเดินอยู่ในสำนัก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจู่ๆ เสียงเซ็งแซ่รอบข้างก็เงียบไป

            “หือ?” จั่วเฉินได้สติกลับมา เขาชะงักฝีเท้า รู้สึกเก้อกระดากขึ้นมาทันที

            เมื่อครู่เขามัวแต่ครุ่นคิดเรื่องอื่นๆ จึงไม่ทันได้สังเกตรอบข้างจนเกือบจะเดินชนเข้ากับเซี่ยโหวอู๋ หนึ่งในสองผู้คุมกฎซ้ายขวาของตำหนักนภาปราณยุทธ

            ศิษย์คนอื่นๆ ที่มองเข้ามาต่างก็เฝ้ารอที่จะได้เห็นจั่วเฉินโดนด่าการกระทำของจั่วเฉินเมื่อครู่นั้นดูทะเล่อทะล่าเหลือเกินด้วยความน่าเกรงขามของผู้คุมกฎเซี่ยโหว ไม่มีศิษย์คนไหนในสำนักไม่หวาดกลัว ทว่าจั่วเฉินผู้นี้กลับเดินชนเขาเสียดื้อๆ

            “เจ้าคือ... จั่วเฉินอย่างนั้นหรือ?” เซี่ยโหวอู๋พินิจมองจั่วเฉินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม

            “เป็นศิษย์เอง” จั่วเฉินพยักหน้า คิดไม่ถึงว่าผู้คุมกฎเซี่ยโหวจะเอ่ยปากถามศิษย์ที่อยู่รอบข้างเองก็มองมาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อเช่นกัน

            นี่ข้าหูฝาดหรือ? นั่นผู้คุมกฎเซี่ยโหวเชียวนะ?!

            สถานะของเซี่ยโหวอู๋นั้นเป็นรองแค่เจ้าและเจ้าตำหนักรองทั้งสองเท่านั้นยิ่งหากต้องวัดกันที่พลัง เซี่ยโหวอู๋ผู้นี้ถือว่าแกร่งกว่าเจ้าตำหนักรองทั้งสองเสียอีกพวกศิษย์ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่จึงไม่เข้าใจ ว่าทำไมบุคคลระดับสูงเช่นนี้ถึงสนใจจั่วเฉินที่เป็นแค่ผู้ติดตามได้

            เซี่ยโหวอู๋หรี่ตาก่อนจะถามต่อ

            “ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ด?เจ้าพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแล้วอย่างนั้นหรือ ดี ไม่เลวเลย... เจ้าคงจะเข้าร่วมการประลองตารางอันดับด้วยกระมัง”

            “ศิษย์คิดจะเข้าร่วมอยู่ แต่ไม่รู้ว่าด้วยสถานะผู้ติดตามจะสามารถทำได้หรือไม่”ความคิดบางอย่างแล่นขึ้นในหัว จั่วเฉินจึงถามออกไปอย่างรีบร้อน

            ด้วยสถานะศิษย์สายตรงของหลงซินเย่ ต่อให้จั่วเฉินจะเป็นเพียงผู้ติดตามก็ยังมีสถานะเท่ากับศิษย์ทั่วไปโดยปกติจึงน่าจะเข้าร่วมการประลองนี้ได้ ทว่าทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน หากเวลานั้นมีคนแสดงตัวออกมาขัดขวางเช่นนั้นเขายังจะเข้าร่วมได้อีกหรือไม่

            ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คล้ายกับว่าผู้คุมกฎเซี่ยโหวจะสนใจและรู้สึกดีกับเขาอยู่บ้างเช่นนั้นไม่สู้แอบถามไว้หน่อย หากได้รับการสนับสนุนจากคนผู้นี้ จั่วเฉินก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก

            “ทำไมจะไม่ได้เล่า” เซี่ยโหวอู๋หัวเราะ

            “แต่ไหนแต่ไรมาตำหนักนภาปราณยุทธของข้าก็ต้อนรับคนเก่งๆอยู่แล้ว หากเจ้าต้องการร่วมประลอง พวกข้าย่อมต้อนรับ อีกอย่าง หากเจ้าติดอันดับดีๆได้ ข้าก็สามารถรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ตัวจริงของสำนักได้ด้วย”

            จั่วเฉินได้ยินก็แสดงความยินดีผ่านสีหน้า เขาตอบรับในทันที

            “ได้”

            จั่วเฉินไม่ได้โง่ จึงรู้ได้ไม่ยากว่าเซี่ยโหวอู๋ค่อนข้างพอใจในตัวเขาอยู่และด้วยสถานะผู้คุมกฎ เกรงว่านอกจากเจ้าตำหนักและเจ้าตำหนักรองแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถคัดค้านความต้องการของเขาได้อีก

            “ดี อย่างนั้นเจ้าก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี” เซี่ยโหวอู๋พยักหน้า มองจั่วเฉินด้วยความพึงพอใจอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป

            หลังจากเซี่ยโหวอู๋จากไปได้ครู่หนึ่ง ศิษย์ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงถึงค่อยกล้าส่งเสียงออกมา พวกเขาต่างก็มองมาทางจั่วเฉินพร้อมกับเริ่มกระซิบกระซาบ

            ที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงก็คือท่าทีของผู้คุมกฎเซี่ยโหว แต่ไหนแต่ไรมาคนผู้นี้ก็มีชื่อเสียงในด้านความเข้มงวด หากมีศิษย์คนไหนกระทำผิดก็จะต้องถูกตวาดใส่แล้วทำไมเมื่อครู่ เขาถึงปฏิบัติกับจั่วเฉินแตกต่างออกไป จั่วเฉินผู้นี้มีอะไรพิเศษที่ดึงดูดความสนใจของผู้คุมกฎเซี่ยโหวได้หรือ

            สายตามากมายมองมาที่จั่วเฉินด้วยความอิจฉา แม้ผู้คุมกฎเซี่ยโหวจะมีชื่อเสียงด้านความเข้มงวดจนหลายๆคนหวาดกลัว ทว่าพลังของเขาก็เป็นรองเป็นเพียงเจ้าตำหนักเท่านั้น หากได้รับการชี้แนะจากคนผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็นวาสนาใหญ่หลวงทีเดียว

            จั่วเฉินไม่สนใจสายตาพวกนั้น เขาเลือกที่จะตรงไปยังที่พักของเสี่ยวอู๋ในทันที

            ...

            “เสี่ยวอู๋ ท่านอาเล็ก” หลังจากเห็นหน้าคนทั้งสองแล้วจั่วเฉินก็แย้มยิ้มออกมาจากหัวใจ

            “มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิ” อาเล็กมองจั่วเฉิน ใบหน้าที่มักจะสงบนิ่งปรากฏรอยยิ้มน้อยๆขึ้น

            “ท่านอาเล็ก ช่วงนี้พิษกระดูกในตัวท่านทุเลาลงหรือไม่ มีกำเริบบ้างไหม” จั่วเฉินถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่มี ที่นี่มีพลังห้วงมิติเข้มข้น สามารถข่มพิษกระดูกได้ดีมาก”สตรีที่นั่งอยู่บนรถเข็นเอ่ยเพื่อให้จั่วเฉินวางใจ

            จั่วเฉินได้ยินเช่นนั้นก็เบาใจ หากจะมีอะไรที่รบกวนจิตใจเขาได้คงมีแต่พิษกระดูกในตัวของท่านอาเล็กเท่านั้น ซึ่งเขาก็หมายมั่นตั้งใจไว้ว่าสักวันจะต้องขับพิษทั้งหมดออกมาให้ได้

            ทว่าเมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศรอบข้างที่คล้ายจะเงียบกว่าปกติขึ้นมาจั่วเฉินก็หันไปทางเสี่ยวอู๋ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลยล่ะ มีใครทำให้เสี่ยวอู๋ของข้าโกรธหรือไหนลองเล่ามาสิ เดี๋ยวข้าคุณชายจะไปจัดการให้เจ้าเอง”

            ในยามปกติ หากเสี่ยวอู๋ได้ยินเช่นนี้จะต้องแย้มยิ้มออกมาแล้วแน่ทว่าวันนี้นางกลับมีสีหน้าไม่ดีเท่าไรนัก หากพินิจดูอย่างละเอียดก็จะพบว่ามันแฝงไปด้วยความกังวล