สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 227 เจ้าอาจพูดถูก

        ณ เทือกเขาชางหมาน

 

        ภายในถ้ำที่มีรูปร่างเหมือนดาบปักลงพื้นชายวัยกลางคนที่อยู่ในโลงแก้วเจียระไนลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในแววตาเต็มไปด้วยความโมโห“ถึงกับกล้าคิดฆ่าบุตรชายข้า เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก”

 

        เขารีบผลักฝาโลงแก้วเจียระไนออกทันทีจากนั้นก็ยื่นมือออกไปข้างหนึ่ง “ในเมื่อเจ้าปรากฏตัวออกมา อย่างนั้นข้าก็จะทำลายวิญญาณเจ้าซะ!”

 

        มือข้างนั้นขยายใหญ่แล้วยื่นออกมาจากเทือกเขาชางหมานยื่นออกมาไกลหลายพันกิโลเมตร!

 

        มารลำดับที่สิบเก้าที่ลอยอยู่กลางอากาศหันหลังหนีจากนั้นในมือก็เปิดกล่องอะไรบางอย่างออก มันมีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือเท่านั้นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่หลังจากกล่องนั้นเปิดออก แรงดูดที่มหาศาลก็ปรากฏแล้วดูดร่างของมารลำดับที่สิบเก้าเข้าไปในกล่องทันทีทันใดนั้นบนกล่องก็ประกายลำแสง แล้วกล่องของมารลำดับที่สิบเก้าก็หายไป

 

        มือใหญ่มาถึงในเวลาที่สายเกินไปมันตบลงไปบนพื้นอย่างแรงจนทำให้พื้นกลายเป็นรอยฝ่ามือขนาดใหญ่หลายร้อยเมตรฝ่ามือประทับลงไปลึกถึงสิบเมตร

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังรอยฝ่ามือบนพื้นแล้วสีหน้าก็ขาวซีดทันที

 

        หากฝ่ามือมาช้ากว่านี้ตัวเขาเองอาจถูกมารลำดับที่สิบเก้าฆ่าตายไปแล้ว

 

        “เจ้าโง่!”

 

        เสียงนี้ดังขึ้นข้างหูของเฉินเซ่าป๋ายจากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง “ท่านพ่อ...ลูกผิดไปแล้ว”

 

        “รีบไสหัวกลับมาซะ!”

 

        เสียงนี้ปรากฏขึ้นกลางสมองของเฉินเซ่าป๋ายเขาลังเลครู่หนึ่งแล้วมองไปยังทิศทางของเมืองฟางกู้

 

        “ข้าจะให้สิบสามออกไปเฝ้าเขาเองเจ้ารีบกลับมาเดี๋ยวนี้”

 

        หลังจากพูดจบ เสียงนี้ก็จางหายไป

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังเมืองฟางกู้อีกครั้งจากนั้นก็เก็บดาบพิทักษ์ราชา แล้วพุ่งตัวออกไปยังด้านของเทือกเขาชางหมาน

 

        ณ เมืองฟางกู้

 

       อันเจิงทำความสะอาดศพของซ่งเฉาเซิงเองกับมือจากนั้นก็เปลี่ยนชุดใหม่ให้กับเขาอันเจิงถามฉางฮวันและฮวาถางถางว่าจะฝังศพไว้ที่ไหน แต่ทว่าฮวาถางถางไม่พูดไม่จาตอนนี้นางเหมือนรูปปั้นที่นั่งบนเก้าอี้แล้วมองไปยังด้านนอกตลอดเวลา ราวกับเสียความรู้สึกนึกคิดไปแล้วตอนนี้ฉางฮวันยังดูดีกว่าฮวาถางถางอยู่บ้าง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาจึงบอกอันเจิงว่าให้นำศพของซ่งเฉาเซิงไปฝังไว้ด้านหลังเพราะที่นั่นเป็นที่ของเขา

 

        ใช่สิ นั่นเป็นที่ของเขา

 

        คนส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่าฉางฮวันชอบฮวาถางถางถึงแม้อันเจิงจะไม่รู้จักพวกเขาเป็นการส่วนตัวนานนัก แต่ดูจากการพูดคุยระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอันเจิงก็สามารถรับรู้ได้ ฉางฮวันชอบฮวาถางถางมาก แต่ดูจากตอนนี้แล้วในใจของฮวาถางถางก็เห็นจะมีเพียงซ่งเฉาเซิงคนเดียวเท่านั้น เมื่อคิดดูแล้วก็พอเข้าใจได้พวกเขาทั้งสองมีหน้าที่ที่ต้องมาเฝ้าหอตำรานี้ ถึงแม้จะไม่ได้พูดคุยกันบ่อยมากแต่คนหนึ่งเฝ้าชั้นหนึ่ง อีกคนเฝ้าอยู่ชั้นสองแล้วเช่นนี้ไม่ใช่การอยู่เคียงข้างกันหรือ?

 

        อันเจิงเข้าใจได้ทันที ฉางฮวัน ฮวาถางถางและซ่งเฉาเซิงเป็นศิษย์ที่เข้าสำนักวรยุทธ์ชางพร้อมกันหรือฮวาถางถางอาจเป็นศิษย์พี่ของฉางฮวันและซ่งเฉาเซิงเพราะฮวาถางถางเฝ้าที่นี่มานานสิบสามปีแล้ว ส่วนซ่งเฉาเซิงอยู่ที่นี่เจ็ดปี หากคำนวณตามเวลาตอนนั้นก็คงเป็นช่วงที่ฉางฮวันเพิ่งจบการศึกษาสินะ

 

        หรืออาจมีความทรงจำที่งดงามช่วงหนึ่งหรือไม่ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าเสียใจ

 

        ฉางฮวันและซ่งเฉาเซิงต่างชอบอ่านตำราต่างๆ เพราะเป็นศิษย์ที่มีระดับพลังวรยุทธ์สูงฉะนั้นพวกเขาทั้งสองจึงสามารถขึ้นไปอ่านตำรากระบวนวรยุทธ์บนชั้นสอง แล้วก็รู้จักอาจารย์หญิงฮวาถางถางที่นั่งอ่านตำราอย่างเงียบสงบหลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองต้องมาที่นี่เป็นประจำแน่พวกเขาทั้งสองคนอาจมีความสัมพันธ์ฉันท์สหาย หรือไม่แน่อาจชอบอาจารย์หญิงคนนี้ก็ได้

 

        แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายที่ต้องเลือกซ่งเฉาเซิงมีความกล้ามากกว่าฉางฮวันมาก เขาเลือกที่จะเข้ามาฝังตัวในหอตำรา แล้วอยู่เคียงข้างฮวาถางถางภายในระยะเวลาเจ็ดปี ถึงแม้พวกเขาทั้งสองจะไม่ได้คุยกันมากมาย แต่ทว่าการอยู่เคียงข้างกันแบบนี้อาจเป็นความอบอุ่นในใจของหญิงคนหนึ่งต่อให้หญิงคนนั้นจะใจแข็งดั่งหินผาก็ตาม แล้วอีกอย่าง นางก็ไม่ได้เป็นคนเฉยชามากขนาดนั้นด้วย

 

        ท่าทางของฮวาถางถางในตอนนี้คือครุ่นคิดจนใจสลาย

 

        ส่วนท่าทางของฉางฮวันคือจิตใจแทบสลาย

 

        อันเจิงเลือกตำแหน่งที่ดีที่สุดตู้โซ่วโซ่วและเขาช่วยกันขุดหลุมศพ จากนั้นก็ฝังร่างของซ่งเฉาเซิง

 

        หลุมศพ

 

        ผู้อาวุโส

 

       อันเจิงรู้สึกว่าใต้หล้านี้ไม่ยุติธรรมกับสำนักวรยุทธ์ชางเลยสักนิดเพราะมันเป็นความอัปยศที่มากจนน่าหดหู่

 

       อันเจิงเฝ้างานศพในสำนักวรยุทธ์ชางทั้งคืน เป็นงานศพที่ไม่ได้จัดงานอะไรเลย

 

        หลังจากฟ้าสว่าง ข่าวนี้ก็ไปถึงตำหนักวิหารสวรรค์อันเฉิงจึงรีบพาคนมายังสำนักวรยุทธ์ชาง ไม่เพียงแค่อันเฉิงเท่านั้น แม้กระทั่งตำหนักจิงเซี่ยวก็ส่งคนมาเหมือนกันเห็นได้ชัดว่าตำหนักจิงเซี่ยวรู้เรื่องความลับของสำนักวรยุทธ์ชางด้วยเช่นกันฉะนั้นความโกรธของอันเจิงจึงเพิ่มมากขึ้นในเมื่อตำหนักจิงเซี่ยวรู้เรื่องความลับนี้แต่ทำไมยังต้องคิดฆ่าคนของสำนักวรยุทธ์ชางอีก?

 

        ขันทีที่ตำหนักจิงเซี่ยวส่งมาเป็นขันทีที่อันเจิงไม่รู้จักทั้งยังดูมีนิสัยพิลึกอีกด้วย นอกจากเกรงใจอันเฉิงแล้วเขาวางท่าเหมือนไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเลยสักคน

 

        “ไร้ประโยชน์จริง ๆ คนตายแล้วก็ช่างเถอะแต่ยังเสียของไปอีก”

 

        หลังจากขันทีมองหลุมศพแวบหนึ่งเขาก็พูดขึ้นก่อนจะหันหลังเดินกลับ

 

        ทันใดนั้น เขาก็เห็นอันเจิงมายืนอยู่ตรงหน้าเขารู้อยู่แล้วว่าอันเจิงคือใคร เพียงแค่เขานึกว่าอันเจิงไม่กล้าทำอะไรแน่นอน

 

        “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไรนะ?” อันเจิงถาม

 

        ขันทีคนนั้นชะงักไป จากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ“นี่ไม่ใช่ท่านปั๋วหรือ? อ้อ...ข้าน้อยลืมไปเลย ท่านยังเป็นรองเจ้าสำนักวรยุทธ์ชางที่ผุพังแห่งนี้อีกด้วยพูดมาแล้วท่านเป็นรองเจ้าสำนักที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ถึงกระนั้น ตอนนี้ข้าน้อยกำลังเร่งกลับไปรายงานที่ตำหนักจิงเซี่ยวรบกวนท่านปั๋วหลีกทางด้วย”

 

        อันเจิงจ้องเข้าไปที่ดวงตาของขันทีก่อนพูดขึ้น“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไร?”

 

        ขันทีคนนั้นพูดอย่างเบื่อหน่าย“ข้าน้อยพูดว่า สำนักวรยุทธ์ชางที่ผุพังแห่งนี้ช่างน่าขันสิ้นดีสั่งให้คนกลุ่มหนึ่งมาเฝ้าที่นี่ แต่สุดท้ายยังถูกใครก็ไม่รู้เข้ามาค้นได้อีกคนตายในหน้าที่ถือว่ามีคุณงามความดี ข้าน้อยก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากไปกว่านี้อีกทั้งไทเฮายังทรงมีพระเมตตา จึงไม่มีทางลงโทษเขาอีกแน่นอน เพราะอย่างไรคนตายก็คือตายไปแล้วจะต่อว่าหรือกล่าวโทษอีกก็ไม่มีความหมาย แต่คนที่มีชีวิตอยู่ควรจดจำเอาไว้ หากที่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกอย่างนั้นสำนักวรยุทธ์ชางนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป”

 

        อันเจิงเหยียดยิ้มด้วยความโมโห“สำนักวรยุทธ์ชางเปิดมานานหลายปีช่วยฝึกคนมากพรสวรรค์ให้แคว้นเยี่ยนตั้งมากเท่าไหร่? หากไม่มีสำนักวรยุทธ์ชางก็คงไม่มีทหารที่สู้รบในสงครามเช่นทุกวันนี้ชายไม่สมประกอบอย่างเจ้า ยังกล้ามาพูดจาทำลายสำนักวรยุทธ์ชางอีกหรือ”

 

        สีหน้าขันทีเปลี่ยนไปทันที “ท่านปั๋ว พูดให้มันดีๆ หน่อยได้หรือไม่”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ“คุกเข่าขอโทษต่อหน้าหลุมศพซะ ข้าไม่อยากฆ่าคนเพิ่ม”

 

        “ฮ่า ๆ ๆ!”

 

        ขันทีหัวเราะเสียงดัง“ไม่อยากฆ่าคนอีก...ท่านปั๋วพูดเช่นนี้ ก็แปลว่าตัวเองฆ่าคนมามากแล้วอย่างนั้นหรือ? กฎหมายบ้านเมืองยังมีอยู่หากฆ่าคนตายก็ต้องได้รับโทษ ต่อให้จะมียศเป็นปั๋วแต่ก็พูดเช่นนี้ไม่ได้เหมือนกันถึงแม้เข่าของข้าจะไม่แข็ง แต่มันก็คุกเข่าให้กับไทเฮาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นข้าน้อยไม่มีความจำเป็นต้องมาปรนนิบัติ”

 

        เขากำลังจะเดินอ้อมอันเจิงจากไป

 

        อันเจิงถีบไปที่เข่าของขันทีคนนั้น แกรก!ขาทั้งสองข้างของเขาหักแล้วตัวก็ล้มลงทันที

 

        กระดูกที่หักแทงทะลุตรงตำแหน่งเข่าของเขาออกมากระดูกสีขาวกับเลือดสีแดงที่ไหลออกมาราวกับสายน้ำ ดูแล้วเป็นภาพที่น่ากลัวจริง ๆอันเจิงกระชากหัวของขันทีแล้วลากมาด้านหน้า จากนั้นก็ทิ้งตัวเขาลงที่หน้าหลุมศพซ่งเฉาเซิง

 

        “ต่อให้เจ้าจะคุกเข่าสำนึกผิดที่นี่แต่นั่นยิ่งเป็นการดูหมิ่นเขา”

 

        อันเจิงมองไปยังทหารหลวงที่เดินเข้ามาเหมือนจะพูดอะไรจากนั้นก็โบกมือเบา ๆ มีดพกของทหารหลวงลอยออกมาจากฝัก แล้วเข้ามาอยู่ในมืออันเจิงอันเจิงวางมีดไว้ที่หลังคอของขันที “ต่อให้ตอนนี้เจ้าจะคำนับเป็นหมื่นครั้งเพื่อขออภัยจากเขาเขาก็คงไม่มีทางให้อภัยเจ้า อีกอย่างเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาขอร้องชีวิตจากเขาแล้วด้วย”

 

        อันเจิงยกมีดขึ้น จากนั้นก็ฟันมีดลง

 

        หัวคนหล่นลงพื้น

 

        อันเจิงโยนมีดทิ้ง จากนั้นก็มองทหารหลวงที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านข้าง“พวกเจ้าเห็นอะไรก็พูดไปตามนั้น ข้าอันเจิงเป็นคนฆ่าเขาเอง”

 

       ทหารหลวงเหล่านั้นไม่เก็บมีดขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่ากลับวิ่งออกไปทันทีเดิมทีพวกเขาเป็นทหารหลวงที่เย่อหยิ่งต่อหน้าทุกคนที่ไม่ใช่เจ้านายตัวเองแต่ตอนนี้กลายเป็นชายใจเสาะที่วิ่งหนีไปแล้ว ความรู้สึกที่พวกเขามีตอนนี้ก็คือหากวิ่งช้าไปอีกหนึ่งนาที มีดของอันเจิงก็คงฟันลงบนตัวพวกเขาเหมือนกัน

 

        อันเฉิงยืนมองอยู่ด้านข้างจากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ “ไม่รู้กาลเทศะจริง ๆ”

 

        อันเจิงใช้เท้าถีบศพของขันทีคนนั้นออกไป“เจ้าไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะมาตายตรงนี้”

 

        เขาหันกลับไปมองอันเฉิง“เหมือนที่ผ่านมาข้าก็ไม่เคยรู้กาลเทศะอยู่แล้วนะ”

 

        อันเฉิงยักไหล่ “ก็จริง”

 

        เขาลากอันเจิงเดินออกไปยังด้านนอก “พูดต่อหน้าหลุมศพก็เหมือนเป็นการเสียมารยาทเราออกไปคุยด้านนอกกันเถอะ”

 

        เขาหันไปมองหลุมศพจากนั้นในปากก็ท่องอะไรบางอย่าง

 

        เมื่อเดินออกไปด้านนอก เขาก็ถามอันเจิง“เจ้าลองเดาดูว่า ข้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเจ้าไม่มีกาลเทศะ?”

 

        อันเจิงมองเขาแวบหนึ่ง

 

        อันเฉิงยิ้ม “ตั้งแต่ตอนที่เจ้าบอกว่าบะหมี่ของข้าไม่อร่อยตั้งแต่ตอนนั้นมาข้าก็รู้ทันที”

 

        อันเจิงกลอกตา

 

        อันเฉิงพูดขึ้น“ก็แค่คนที่ไม่สำคัญอะไรมากมาย ฆ่าไปแล้วก็ช่างเถอะทางด้านไทเฮาคงไม่โง่ขนาดที่จะทำอะไรเจ้าเพราะขันทีคนหนึ่งหรอก...ถึงแม้สำหรับไทเฮาเจ้าจะเป็นเพียงแค่คนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่อยู่ในสายพระเนตรเลยสักนิดแต่ทว่าทางโรงซีอวีเพิ่งจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเจ้า เหล่าขุนนางในราชสำนักก็อยู่ข้างเจ้าตอนนี้ไทเฮาคงต้องทรงคิดทบทวนแล้วว่า หากฆ่าเจ้าแล้วจะมีผลดีอะไรหรือไม่”

 

        “ไทเฮาอาจไม่ทรงลงมือเองแต่ถึงกระนั้น...หากเป็นอาจารย์ของเขาก็ไม่แน่”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ลืมไปเลยพวกเจ้าทุกคนต่างก็มีอาจารย์ของตัวเองทั้งนั้น”

 

        อันเฉิงเขม่นหน้าอันเจิงแวบหนึ่ง“ข้าจะถือว่าคำพูดนี้ไม่ใช่คำดูหมิ่นละกัน...อาจารย์ของขันทีคนนี้ก็คือเจินเสี่ยวเตา ขันทีคนใหม่ที่ไทเฮาเพิ่งทรงแต่งตั้งขึ้นมาดูแลตำหนักจิงเซี่ยวเจ้าก็น่าจะรู้ดี คนแบบนี้เหมือนกบในกะลา เพียงชั่วพริบตาอาจารย์ของตัวเองก็ได้คุมขันทีในตำหนักจิงเซี่ยวแล้วพวกเขาคงรู้สึกว่าตัวเองสุดยอดและเหนือชั้น เจินเสี่ยวเตาเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นขันทีดูแลตำหนักจิงเซี่ยวศิษย์ของเขาก็ถูกตัดหัวเสียแล้ว คาดว่าเขาต้องไม่พอใจอย่างมากแน่นอน”

 

        “อย่างนั้น เมื่อเขาไม่สบอารมณ์แล้วจะอย่างไร?” อันเจิงถาม

 

        “ใครจะรู้? เวลาเขาไม่พอใจแล้วอาจจะเป็นริดสีดวงที่ทำให้นั่งไม่นิ่งก็ได้นะ”

 

        เขาและอันเจิงเดินพลางพูดไปตามทาง “หากสามารถช่วยอาจารย์ซ่งทำอะไรได้ข้าก็จะพยายามทำ ส่วนทางด้านราชาต้องประทานอะไรให้แน่นอนแต่เรื่องนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิดตอนนั้นคนที่บุกรุกสำนักวรยุทธ์ชางแข็งแกร่งมาก นักพรตกานหยวนที่คุ้มกันตำหนักวิหารสวรรค์ก็บาดเจ็บเพราะการปะทะในครั้งนั้นทำให้ตายเร็วกว่าเดิมถึงหนึ่งร้อยปี ไม่อย่างนั้นตอนนี้ผู้อาวุโสอาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้หากผู้อาวุโสยังอยู่จริง ๆ อย่างนั้นไทเฮาคงไม่กล้าเหิมเกริมเช่นนี้ ในบางครั้งผลสรุปก็ออกมาแปลกประหลาดเช่นนี้ล่ะ เจ้าคิดว่าเรื่องในเจียงหูจะส่งผลกระทบถึงราชสำนักหรือไม่? คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าไม่แน่นอนแต่วันนั้นนักพรตกานหยวนมาส่งศพอดีตเจ้าสำนักพอดี และก็เป็นวันที่คนคนนั้นปรากฏตัวอีกครั้ง...”

 

        อันเฉิงถอนหายใจ “เหตุการณ์วันนั้นทำให้นักพรตกานหยวนบาดเจ็บสาหัสเป็นเวลานานก่อนตายจึงสร้างผนึกขึ้น และนำพลังวัตรที่มีใส่เข้าไปในผนึกนั้นเพื่อเฝ้าตำหนักวิหารสวรรค์และเป็นการเฝ้าจิตสุดท้ายของเขาด้วย หลังจากใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าพลังที่เก็บไว้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ หรืออาจหมดไปในไม่ช้านี้ก็ได้”

 

        “เมื่อเล่ามาเล่าไปก็นอกเรื่อง...เรื่องในเจียงหูส่งผลกระทบต่อราชสำนักจริงๆ รวมไปถึงตระกูลใหญ่ด้วย เพราะเรื่องในเจียงหูแคว้นเยี่ยนถึงได้เปลี่ยนมาอยู่ในสภาพเช่นนี้”

 

        เขาถอนหายใจ“โชคดีที่ข้าไม่ใช่คนในเจียงหู”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ข้ามองว่าเจ้าเหมือนคนในเจียงหูมากกว่า”

 

        อันเฉิงยิ้มอย่างแปลกประหลาด“หรือเจ้าอาจพูดถูกก็ได้นะ”