บริเวณปากทางเข้าชั้นสี่ เซี่ยฮุยปรับน้ำหนักมือของตัวเองเพื่อให้เหมาะสมกับกระบี่ไม้ที่อยู่ในมือ
ส่วนหลี่เหมยเองก็ทำความคุ้นชินกับกระบี่ในมือของเธอเช่นกัน
“นายใช้กระบี่เป็นด้วยเหรอ?”
เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยฮุยที่ดูไม่เหมือนกับพวกมือสมัครเล่น หลี่เหมยก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“อื้อ เพิ่งฝึกได้ไม่นานน่ะ” เซี่ยฮุยตอบ
หลี่เหมยส่ายหน้าเพราะเธอรู้ดีว่าพวกมือสมัครเล่นไม่มีทางนึกถึงเรื่องน้ำหนักมือในการใช้กระบี่แบบเขา
แต่ถึงแม้ว่าจะคิดเช่นนั้น เธอก็ไม่คิดจะพูดถึงประเด็นนี้ต่อ
“พวกเราจะเข้าไปด้านในเลยไหม?”
เมื่อเห็นนักเรียนที่เดินออกมาจากห้องอย่างต่อเนื่อง หลี่เหมยก็กระชับกระบี่พร้อมกับถาม
“รออีกหน่อยแล้วกัน”
เซี่ยฮุยสีหน้าเคร่งขรึม เขาส่ายหน้าและพูดว่า “การต่อสู้ในช่วงแรกคงจะวุ่นวายมากแน่ ๆ มดถึงแม้ว่าจะตัวเล็กแต่ถ้ามีจำนวนมากก็สามารถรุมกัดจนทำให้ช้างตายได้ เราเข้าไปตอนนี้มีใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่”
“แต่เมื่อกี้ครูเพิ่งบอกนะว่าถ้าเรายืนรอเวลาจะโดนหักคะแนน 10 คะแนนเลยนะ”
นักเรียนใหม่จะได้รับคะแนนเริ่มต้นแค่ 100 คะแนนเท่านั้น แม้ว่าตอนนี้จะไม่รู้ว่ามีประโยชน์อย่างไร แต่ถ้าหากถูกหักคะแนนคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
“มันคือการทดสอบ”
เซี่ยฮุยพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียดมากยิ่งขึ้น “ถ้าหากพวกเราไม่เข้าไปด้านในก็ยังไม่ถือว่าเริ่มทดสอบ ขอแค่ไม่มากเกินไปครูเขาคงหลับหูหลับตาข้างหนึ่งแสร้งทำเป็นไม่เห็นเองนั่นแหละ”
หลี่เหมยหันไปมองครูที่ดูแลรับผิดชอบชั้นนี้ นอกจากจะเหลือบมองพวกเขาเป็นครั้งคราวก็ไม่มีใครเข้ามาไล่พวกเขาให้รีบเข้าไปด้านใน
เห็นเช่นนั้นเธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา และถามต่อไปว่า “แล้วพวกเราจะเข้าไปตอนไหนล่ะ?”
“รออีกหน่อย รอให้ความวุ่นวายที่อยู่ด้านในลดลงอีกหน่อย หลังจากมีคนถอดใจถอยออกมาเพราะความแข็งแกร่งไม่มากพอ พวกเราค่อยเข้าไป”
หลังจากรอได้ประมาณห้านาทีก็พบว่าไม่มีใครเดินออกจากชั้นสี่แม้แต่คนเดียว
เซี่ยฮุยจึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง “ไปกันเถอะ เข้าไปด้านในกัน”
……
ตอนที่เซี่ยฮุยและหลี่เหมยก้าวเท้าเข้ามาด้านใน
วินาทีนั้นเซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ราวกับไร้น้ำหนักไปชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าเท้าของตัวเองสัมผัสลงบนพื้นอีกครั้ง
เขารีบสะบัดหน้าแรง ๆ เพื่อขจัดความงุนงงของตัวเอง จากนั้นก็กวาดตามองไปรอบ ๆ
เขาพบว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนกำลังยืนอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ หญ้าที่บนพื้นดินดูเหมือนจริงมาก ๆ
“ฝีมือสุดยอดเลย”
เซี่ยฮุยถอนหายใจออกมาเบา ๆ หลังจากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าบนพื้นที่ราบมีกลุ่มนักเรียนที่กำลังยืนกระจายตัวกันอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอยู่ราว ๆ 600 คน
“มีคนเข้ามาอีกแล้วเหรอ?”
ตอนนี้คนที่เหลืออยู่ภายในที่แห่งนี้ส่วนใหญ่เริ่มเกาะกลุ่มเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แล้ว กลุ่มใหญ่มีจำนวนรวมกันหลายสิบคน ส่วนกลุ่มเล็กมีจำนวนคนอยู่ราว ๆ สิบกว่าคน
หัวหน้าของหนึ่งในกลุ่มที่มีสมาชิกสามสิบกว่าคนพูดขึ้นมาว่า “ครั้งนี้ใครจะไปจัดการ?”
“ฉันเอง”
ชายหนุ่มที่ดูเป็นพวกนักเลงย้อมผมสีเหลืองเสนอตัวเอง
เขาเดินแหวกกลุ่มคนออกมาด้วยท่าทางหยิ่งผยองราวกับมีอำนาจเหนือกว่า จากนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยฮุยและหลี่เหมย
จากนั้นอีกฝ่ายก็ต่อว่าพวกเขา “ชั้นสี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนกระจอกแบบพวกแก สำเหนียกตัวเองแล้วก็ไสหัวออกไปซะ อย่าให้ฉันต้องลงมือ”
พูดจบ ชายผมเหลืองคนนั้นก็ยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อขู่ให้พวกเขาทั้งสองคนถอยออกไปจากที่นี่แต่โดยดี
อีกด้านหนึ่งปรากฏกลุ่มของนักเรียนหญิงราว ๆ สามสิบคน
ซึ่งมีน่าหลานนั่วรวมอยู่ในทีมนั้นด้วย ในเวลานั้นเองเธอก็หันไปพูดกับเจ๊ใหญ่ภายในทีมว่า “นักเรียนหญิงคนนั้นน่าสงสารจัง พวกเราจะเข้าไปช่วยดีไหมนะ”
น่าหลานนั่วพูดถึงหลี่เหมย ส่วนเซี่ยฮุยเธอกลับรู้สึกอคติอยู่ภายในใจ
สำหรับนักเรียนหญิงถึงแม้ว่าจะเข้ามาที่นี่ช้ากว่าคนอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่สำหรับผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นชายชาตรีกลับเข้ามาทีหลังแบบนี้ช่างเป็นการกระทำที่น่าดูถูกเสียเหลือเกิน
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาด้วยกันนะ”
แม้ว่าเจ๊ใหญ่ในทีมจะเห็นใจแต่เธอกลับไม่คิดจะลงมือ “เธอคงโชคร้ายไปหน่อย เข้ามากับผู้ชายแบบนั้น พวกเราไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเข้าไปช่วย”
น่าหลานนั่วเห็นใจเพราะเห็นว่าหลี่เหมยเป็นนักเรียนหญิงก็เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเจ๊ใหญ่ไม่คิดจะลงมือช่วย เธอจึงไม่คะยั้นคะยออีกฝ่ายและยืนดูทางฝั่งนั้นอย่างเงียบ ๆ
“ถุย!”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยไม่ยอมถอยออกไป ชายผมเหลืองก็ถ่มน้ำลายลงพื้น “ไอ้น้อง ทำแบบนี้หมายความว่าจะไม่ไว้หน้าฉันงั้นสิ?”
“สุราคารวะไม่ชอบกลับชอบสุราจับกรอกสินะ”
พูดจบชายผมเหลืองก็ซัดหมัดเข้าใส่หน้าของเซี่ยฮุย
“เหอะ ๆ”
เมื่อเห็นหมัดของอีกฝ่ายพุ่งตรงเข้ามา เซี่ยฮุยก็หัวเราะด้วยท่าทางเย็นชา
หมัดของชายผมเหลืองไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับเขาแม้แต่น้อย ความแข็งแกร่งของคนคนนี้อยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 8 เท่านั้น
หมัดที่ไม่ได้มาพร้อมกับลมกรรโชกใด ๆ มีแค่หมัดที่พุ่งเข้ามาแบบเรียบ ๆ มีเพียงกล้ามเนื้อที่ปูดขึ้นมาเท่านั้นที่ทำให้เซี่ยฮุยเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังใช้พละกำลังของตัวเอง
บางทีอาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดของการทดสอบในครั้งนี้ ชายผมเหลืองจึงไม่กล้าใช้พลังลมปราณ ดังนั้นจึงใช้แค่หมัดซัดเข้าใส่เซี่ยฮุยเพื่อสั่งสอน
ตอนที่หมัดของอีกฝ่ายพุ่งตรงเข้ามาจนเกือบจะปะทะหน้าของเซี่ยฮุย สีหน้าของชายผมเหลืองก็แสดงออกถึงความดีใจ คนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นแค่พวกกระจอกอย่างที่คิดไว้จริง ๆ แม้แต่หมัดที่กำลังจะถึงหน้าตัวเองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหลบหลีกแม้แต่น้อย
ความเร็วของหมัดราวกับลูกธนูที่พุ่งทะยานออกมาจากคันธนูและกำลังจะปะทะเข้าใส่หน้าของเซี่ยฮุย
หมัดของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีแม้แต่น้อย วินาทีที่หมัดกำลังจะซัดเข้าใส่หน้า เซี่ยฮุยก็ขยับเท้าถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อหลบหมัดที่กำลังถูกส่งออกมา ดังนั้นหมัดของอีกฝ่ายจึงอยู่ห่างจากหน้าของเขาเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น
อะไรกัน!
หมัดที่ไม่สามารถโจมตีเซี่ยฮุยได้ทำให้ชายผมเหลืองหน้าเหวอด้วยความตกตะลึง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหมัดของเขาจะสัมผัสได้แค่เพียงอากาศ
บังเอิญ...หรือว่า...
เขาดึงหมัดกลับมาและมองเซี่ยฮุยด้วยความระมัดระวัง แต่แล้วเขาก็พบว่าเซี่ยฮุยยังคงยืนด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
ใบหน้าที่นิ่งสงบ ทว่ามุมปากกลับแอบเผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ
ชายผมเหลืองเข้าใจได้ในทันทีว่า คนที่เขากำลังสู้อยู่คือคนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด
เขากำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนเขาแล้ว!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้...
สายตาของชายผมเหลืองประกายด้วยความโกรธแค้น เขาไม่มีทางเดินคอตกกลับไปแบบนี้แน่
จะให้กลับไปพร้อมกับความพ่ายแพ้อย่างนั้นเหรอ?
เดิมทีบริเวณชั้นนี้มีอีกหลายคนที่ต้องถูกกำจัดออกไป แต่เขาที่เข้ามาอยู่ทีมตอนนี้ถ้าหากไม่สามารถจัดการกับเซี่ยฮุยได้ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ ถ้าหากเป็นเช่นนี้คนในทีมไม่มีทางต้องการขยะไร้ค่าแบบเขาแน่ ๆ
คิดเช่นนี้ชายผมเหลืองก็เพิ่งคิดได้ว่าที่เขาไม่สามารถโจมตีเซี่ยฮุยได้ก็คงเป็นเพราะเขามัวแต่กังวลเรื่องกฎเกณฑ์ของที่นี่มากเกินไป เขาจึงไม่ได้เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี
การโจมตีในครั้งต่อไปเขาจะใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อจัดการอีกฝ่าย
“นี่ เร็วหน่อย พวกเรารอจนเหี่ยวหมดแล้วเนี่ย”
คนในกลุ่มของชายผมเหลืองเริ่มเร่งเขาด้วยการพูดแซว บนชั้นนี้เงียบไปหลายนาทีแล้ว มีหลายคนที่อยากจะเข้าสู่การต่อสู้ที่ดุเดือดอีกครั้งแล้ว
“ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ชายผมเหลืองไม่มีเหตุผลที่จะพึ่งพาคนอื่น ตอนนี้สายตาของเขาจ้องมองไปที่เซี่ยฮุยไม่วางตา
เขาถลึงตามองเซี่ยฮุยด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ครั้งนี้เขาตัดสินใจที่จะเปิดใช้พลังลมปราณ
วรยุทธ์ที่เขาฝึกเป็นแบบสากลซึ่งเป็นที่นิยมของคนทั่วไปนั่นก็คือการเพิ่มพลังไปที่หมัดของตัวเอง แต่ไม่ได้มีเอฟเฟคน่าอัศจรรย์อย่างอื่น
พรสวรรค์ของชายผมเหลืองถือว่าไม่เลวเลย วรยุทธ์ที่ไร้รสนิยมแต่กลับถูกฝึกฝนจนเข้าสู่ระดับสูงและเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง
หมัดถูกส่งออกมาอีกครั้ง
ตอนที่หมัดของชายผมเหลืองเพิ่งจะถูกส่งออกมา พลังบริสุทธิ์ที่แหวกกลางอากาศก็เกิดเสียงแหลมเสียดหูดังขึ้น
“เขากำลังตกอยู่ในอันตราย”
น่าหลานนั่วเห็นชายผมเหลืองใช้พลังทั้งหมดที่มี สายตาของเธอก็แอบแฝงไปด้วยความเสียใจ
ตอนที่สู้กันในช่วงที่ชุลมุนก่อนหน้านี้ ชายผมเหลืองก็เพิ่งจะใช้หมัดของเขาเขี่ยนักเรียนที่อยู่ในชั้นนี้ออกไปหลายคนเหมือนกัน
เซี่ยฮุยยืนมองหมัดของชายผมเหลืองที่ถูกซัดออกมาอย่างสุดกำลังด้วยท่าทางผ่อนคลาย
หมัดของอีกฝ่ายไม่ได้สร้างแรงกดดันให้กับเขาแม้แต่น้อย ทว่าเซี่ยฮุยก็ยังระมัดระวังตัวอยู่ตลอด
ในเมื่ออีกฝ่ายใช้หมัด เขาก็จะใช้หมัดโต้ตอบกลับไปก็แล้วกัน
เซี่ยฮุยคิดได้เช่นนี้เขาก็ตัดสินใจที่จะลงมือทำทันที
เขาถอยเท้าซ้ายออกไปหนึ่งก้าว จากนั้นก็ย่อตัวลงเล็กน้อยและดึงมือขวากลับมาข้าง ๆ เอวเพื่อกำให้กลายเป็นหมัด
วินาทีที่เขาโน้มตัวไปข้างหน้าหมัดขวาก็ถูกปล่อยออกไปพร้อม ๆ กัน
เสียงลมกรรโชกดังขึ้น หมัดของเซี่ยฮุยพุ่งทะยานปะทะเข้าใส่หมัดของชายผมเหลืองอย่างดุเดือด
หมัดของอีกคนถูกส่งออกมาด้วยความเร็วราวกับรถไฟ ส่วนอีกคนถูกส่งออกมาราวรถไฟความเร็วสูงที่แล่นแบบเต็มอัตรา
หมัดที่ส่งออกไปในเส้นทางเดียวกัน วินาทีต่อมาหมัดกับหมัดก็เผชิญหน้ากันเข้าอย่างจัง
“ปัง!”
ลมกรรโชกแรงหนึ่งระลอกขณะที่หมัดปะทะเข้าใส่กันราวกับก้อนหินที่แตกกระจายและกระเด็นไปทุกสารทิศ
จุดที่พวกเขาปะทะเข้าใส่กัน หญ้าที่อยู่บนพื้นกระเด็นลอยขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับดินสีเทาที่ฟุ้งกระจายจนปกคลุมร่างของพวกเขาทั้งสองไว้ตรงกลาง
ใบหญ้าและดินกระจายไปรอบ ๆ จนทำให้คนที่อยู่รอบตัวไม่สามารถมองเห็นเงาของทั้งสองได้อย่างชัดเจน
เซี่ยฮุยไม่ได้ปล่อยการโจมตีแบบสุดกำลัง ในทางตรงกันข้ามชายผมเหลืองกลับใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อจัดการกับเขา
ตอนที่ชายผมเหลืองเปิดใช้พลังสูงสุด ตอนที่หมัดของพวกเขาทั้งสองปะทะเข้าหากัน ชายผมเหลืองก็เริ่มสำเหนียกตัวเองแล้วว่าเขามีความสามารถระดับไหน
ระยะเวลาไม่กี่วินาที หมัดของเซี่ยฮุยและชายผมเหลืองปะทะกันหลายต่อหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน หญ้าและดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากระเด็นขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนปกคลุมร่างของพวกเขาไว้
“ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของเจ้าหมอนั่นจะไม่เลวเลยนะ”
“นั่นสิ สู้กับชายผมเหลืองมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะแพ้เลย”
“ถ้างั้นก็หมายความว่าเราเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเพิ่มอีกคนแล้วสิ”
“……”
คนที่อ้างตัวว่ามีความแข็งแกร่งพอ ๆ กับชายผมเหลืองมองดูเหตุการณ์ จากนั้นก็พูดกับคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่เลวเลย”
น่าหลานนั่วสายตาเป็นประกาย เธอจ้องมองการต่อสู้ของทั้งสองพร้อมกับเริ่มวิจารณ์อยู่ภายในใจ
สำหรับเซี่ยฮุย แม้ว่าเธอจะเคยสนทนากับเขาเพียงสั้น ๆ ตอนที่เจอกันครั้งแรก แต่ภายในใจของเธอกลับรู้สึกแตกต่างออกไป
เธอแอบสงสัยว่าเซี่ยฮุยอาจจะรู้ตัวตนที่เธอซ่อนอยู่ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน
แต่เซี่ยฮุยก็ไม่คิดที่จะล้ำเส้นเธอ หลังจากที่เจอกันในวันนี้พวกเขาทั้งสองก็ไม่เคยได้พูดคุยกันอีกเลย
คิดเช่นนี้ สายตาของเธอก็แสดงออกถึงความสับสน เธอจ้องการต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับพูดพึมพำเพียงลำพัง
“นายเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ?”
“ฉันต้องชนะ!”
หลังจากที่สู้กันแบบจริง ๆ จัง ๆ ดวงตาของชายผมเหลืองก็เป็นประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นแสงสว่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อว่าเขาต้องชนะ
ชายผมเหลืองรู้สึกได้ถึงพลังหมัดของเซี่ยฮุย เขาพบว่าพลังของอีกฝ่ายเมื่อเทียบกับเขาแล้วไม่ได้ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก
ราวกับว่าเขากำลังสู้กับคนที่มีระดับฝีมือเทียบเท่ากัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกว่าเปลืองกำลังแม้แต่น้อย
เดี๋ยวก่อน...
“เหมือนกับกระจกที่กำลังสะท้อนพลังของฉันเลย?”
ชายผมเหลืองเริ่มรู้สึกตกใจ เขาเหลือบมองเซี่ยฮุยด้วยท่าทางราวกับต้องการจะสืบหาความจริง จิตใต้สำนึกทำให้พลังของเขาอ่อนแอลงทีละนิด
ชายผมเหลืองรู้สึกได้ว่าพลังจากหมัดของเซี่ยฮุยไม่ได้ต่างจากเขาแม้แต่น้อย
ในเวลานี้เอง จู่ ๆ สีหน้าของชายผมเหลืองก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว
“หมอนี่ไม่ได้เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี”
หลังจากที่เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี ชายผมเหลืองก็รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวัง เป็นเพราะพลังของเขาไม่สามารถสูงมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ความหวาดกลัวก็ถูกส่งออกมาผ่านสายตาของเขามากยิ่งขึ้น
ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว หมัดของเขาถูกซัดออกมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่รู้ตัว
เซี่ยฮุยรู้สึกได้ถึงพลังของอีกฝ่ายและเขาก็รู้สึกได้ว่าท่าทางของชายผมเหลืองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“รู้ตัวแล้วสินะ”
เซี่ยฮุยแอบเลิกคิ้วเล็กน้อยจากนั้นทุกอย่างก็คืนสู่สภาพเดิม อีกฝ่ายก็แค่รู้ตัว และเขาก็ไม่ได้คิดจะซ่อนความสามารถของตัวเองอยู่แล้ว
ที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่น ๆ อิจฉาและรุมโจมตีเขาก็เท่านั้น
“แสดงละครมาตั้งนาน ถึงเวลาต้องเลิกแสดงแล้วสิ!”
เขาหลับตาลงอย่างช้า ๆ วินาทีที่ลืมตาขึ้นอีกครั้งพลังปราณของเขาก็ถูกเปิดใช้งาน
“น่ากลัวโคตร!”
“ไม่ต่ำกว่าขั้นเก้าแน่ ๆ!”
ชายผมเหลืองรู้สึกได้ถึงพลังของเซี่ยฮุย อีกฝ่ายก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ ยิ่งเห็นท่าทางที่ผ่อนตลายของเซี่ยฮุย อีกฝ่ายก็ยิ่งกลัวการทดสอบครั้งนี้มากยิ่งขึ้น
“สูงกว่าขั้น 9...ถ้าอย่างนั้น...”
เขาไม่กล้าคิดอะไรให้มากไปกว่านี้ พลังลมปราณที่อยู่ตรงหน้าทำให้ชายผมเหลืองเกิดความหวาดกลัวถึงขั้นสุด ร่างกายที่เคยมั่นคงของเขา บัดนี้ไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป
“สิ้นสุดลงตรงนี้แล้วกัน!”
เมื่อเห็นชายผมเหลืองเริ่มขาสั่น สีหน้าของเซี่ยฮุยกลับดูราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พลังขั้น 9 ถูกซัดเข้าใส่ชายผมเหลืองแล้ว
“ตูม!”