นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 30 นครรัตนะ


            ตอนที่ 30 นครรัตนะ

             

             

            นกยักษ์ 8ปีกเหินตัวลงจากฟากฟ้าอย่างนิ่มนวล ร่างใหญ่ยักษ์ลงจอดที่สนามขนาดใหญ่บริเวณริมขอบของกำแพงขนาดมโหฬารที่ทอดตัวยาวไกล

             

            นิทานมองออกไปจากหลังนกยักษ์ 8ปีกในขณะที่ร่อนลง ภาพที่เห็นคือเมืองขนาดมหึมาเมืองหนึ่ง เพียงแค่ขนาดคร่าวๆ ที่นิทานเห็นด้วยตา ก็ใหญ่กว่าเมืองศิลาลัยนับร้อยเท่า ประชากรสมควรหนาแน่นกว่ากันไม่รู้กี่เท่า

             

            นครรัตนะตั้งอยู่บนพื้นที่ราบ พื้นที่รอบ ๆ ล้วนเป็นพื้นที่ราบอันแปลกตา จากประสบการณ์การอยู่ในป่าของนิทาน เขาคิดว่าภูมิประเทศแบบนี้สมควรมีภูเขาหรือเนินสูงชันบ้าง แต่บริเวณโดยรอบของนครรัตนะกลับเป็นที่ราบแผ่นผืนเดียวที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่

             

            เรียบจนดูแปลกตา อย่างกับว่ามีคนขุดเอาภูเขาและเนินดินออกไปเลยแฮะ 

             

            หากมองไกลออกไป นิทานยังพอเห็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ป่า และภูเขาอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ดี พื้นที่ราบรูปแบบนี้ดูแปลกตาสำหรับนิทานเป็นอย่างยิ่ง

             

            และใจกลางพื้นที่ราบนี้ก็คือนครรัตนะอันใหญ่โต มหานครใหญ่ยักษ์อันเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรไฟกัลป์

             

            สถาปัตยกรรมต่าง ๆ นั้นไม่ได้ดูแตกต่างจากเมืองศิลาลัยเท่าใดนัก ยังคงเป็นหลังคาทรงสูง บ้านหลายแห่งยกเหนือระดับพื้นดิน ด้านหน้าหลังคาประดับด้วยเครื่องตกแต่งคล้ายปีกนกที่ทำจากไม้ เพียงแต่สัมผัสได้ถึงความมั่นคง ยิ่งใหญ่ และตระการตามากกว่ากัน ราวกับถูกสร้างด้วยความวิจิตรบรรจงและวัตถุดิบที่แข็งแกร่งกว่า

             

            หลาย ๆ อาคารนั้นหลังคาสร้างขึ้นด้วยวัตถุที่สะท้อนแสงสีทองอย่างงดงาม ยิ่งตอกย้ำถึงความมั่งคั่งของเมืองแห่งนี้

             

            ทางเดินม้า เกวียน และเส้นทางมากมายต่างปูด้วยหินขัดคุณภาพดี เรียบเป็นแผ่นผืน รถม้าและเกวียนจำนวนมหาศาลต่างเดินทางสวนกันไปมาอย่างแน่นหนา

             

            ร้านค้าริมทางมากมายตั้งอยู่โดยรอบ มีของให้เลือกสรรมากมายตั้งแต่ของกินชิ้นเล็กไปจนถึงอาหารจานโตที่ไม่น่ามาวางขายริมทางเดินได้

             

            อุณหภูมิของเมืองหลวงรัตนะนั้นสูงกว่าเมืองศิลาลัยอย่างเห็นได้ชัด นิทานที่ไม่ใช่คนขี้ร้อนยังรู้สึกว่าหน้าผากของเขาปรากฏเหงื่อซึมขึ้นมาเล็กน้อย

             

            ต้องหาซื้ออะไรเย็น ๆ ติดไว้ให้คีตาหน่อยแล้วแฮะ หาวัตถุเสริมอาคมให้ความเย็นมาแปะตัวมันก็น่าสนใจ นิทานคิดขณะหันไปมองขนหนานุ่มนิ่มของคีตา

             

            "ขณะนี้เราเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง เมืองรัตนะ เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรไฟกัลป์ เวลาขณะนี้ 13 นาฬิกา 30นาที ทางกลุ่มการค้าเชียนเป่าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารทุกท่านจะพึงพอใจและสุขสบายขณะการเดินทางครั้งนี้ ขอบคุณที่เลือกใช้บริการกลุ่มการค้าเชียนเป่า กัปตันเมฆา สวัสดีค่ะ"

             

            เสียงประกาศดังก้องอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งผ่านการพูดมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

             

            นิทาน คีตา และฟาง หมิงทยอยต่อแถวลงจากนกยักษ์ 8ปีก เบื้องหน้าของเขาคือคนปริมาณมหาศาลที่ต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อเข้าเมือง

             

            "งั้นคงต้องขอแยกย้ายกันตรงนี้นะคะ หากคุณนิทานต้องการความช่วยเหลือ มาหาฉันที่สาขาของกลุ่มการค้าฟางได้เสมอนะคะ" ฟาง หมิงมอบนามบัตรใบหนึ่งให้นิทาน

             

            นามบัตรเป็นสีเหลืองนวล ด้านหลังสลักสัญลักษณ์ประจำกลุ่มการค้าฟางไว้ ด้านหน้ามีเพียงอักษร2ตัวสลักไว้ ฟาง หมิง

             

            นิทานพลิกบัตรดูเล็กน้อยก่อนเก็บลงกระเป๋า "ขอบคุณอีกครั้งสำหรับตั๋วนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะแวะไปหาแน่นอนครับ"

             

            ฟาง หมิงพยักหน้ายิ้มรับก่อนแยกตัวจากไป นิทานมองไปที่แถวยาวเหยียดที่ต่อกันเบื้องหน้าประตูใหญ่ของเมือง แถวยาวมหาศาลต่อเรียงกันเข้าสู่ประตูด้านข้างขนาดเล็กเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเอกสารก่อนปล่อยตัวผ่านประตูใหญ่

             

            นิทานสังเกตเห็นว่าหมิงไม่ได้เดินไปต่อแถวยาวเหยียดแต่อย่างใด ไม่ได้ต่อแถวของผู้มีเอกสารที่สั้นกว่าทางด้านข้างด้วยซ้ำ เพียงเดินไปขึ้นรถม้าขนาดใหญ่คันหนึ่งที่ตกแต่งอย่างดูดีและหรูหรา

             

            รถม้าหรูหราคันนั้นเพียงแล่นผ่านเข้าประตูหน้าไปโดยตรง ตัดผ่านแถวยาวเหยียดด้านข้าง

             

            คนรวยล่ะนะ.....

             

            นิทานถอนหายใจพลางพาคีตาไปต่อแถวสำหรับผู้ไม่มีใบอนุญาตเข้าเมืองอย่างเป็นระเบียบ

             

            ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงคิวของนิทาน

             

            "ท่องเที่ยวรึเปล่าครับ" เจ้าพนักงานถามตามขั้นตอนปฏิบัติงาน

             

            "ย้ายเข้าอยู่ครับ"

             

            “ทั้งหมดกี่ท่านครับ”

             

            “2ครับ ผม แล้วก็สัตว์คู่หู”

             

            "จุดประสงค์ในการย้ายเข้าครับ"

             

            "ทำงานกับกองทัพครับผม"

             

            “มีเอกสารยืนยันตัวตนมั้ยครับ”

             

            นิทานล้วงในกระเป๋าอยู่สักพักหนึ่ง แล้วจึงหยิบบัตรใบเล็กกับตราประจำตำแหน่งของหน่วยลาดตระเวนให้

             

            เจ้าพนักงานรับมาตรวจสอบชั่วครู่

             

            “นิทาน วงจันทรา กับสัตว์คู่หู คีตา วงจันทรา ถูกต้องนะครับ” เจ้าพนักงานถามโดยไม่เงยหน้าจากเอกสาร

             

            “ถูกต้องครับ” เมื่อนิทานตอบ นิทานพลันรู้สึกได้ถึงกระแสลมเย็นที่ผ่านหลังคอไป สัญชาตญาณของนิทานทำให้เขาหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว พร้อมหันไปมองที่คีตา

             

            คีตาหันหน้าสบตานิทานเล็กน้อย

             

            ตรวจจับอะไรไม่ได้เลย? น่าจะเป็นมาตรการตรวจคนเข้าเมืองละมั้ง พลังประเภทจับผิด โกหก หรือจริงใจ นิทานคิด

             

            "มีผู้ติดต่อหรือยังครับ" เจ้าพนักงานที่ยังนิ่งเฉยเพียงจดเอกสารลงในกระดาษ

             

            "ผู้พันลาลันตาครับ"

             

            เจ้าพนักงานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนิทาน มองดูอยู่ชั่วครู่ก็ออกบัตรใบเล็กใบหนึ่งให้

             

            "บัตรผ่านเข้าเมืองครับผม ขอบคุณมากครับ"

             

            นิทานรับบัตรมาพลางกล่าวขอบคุณ เมื่อเดินผ่านจุดตรวจมาได้แล้วนิทานและคีตาจึงก้าวเข้าสู่เมืองรัตนะเต็มตัว

             

            ทิวทัศน์ตระการตาเบื้องหน้าปรากฏแก่สายตาของนิทานและคีตา บรรดาผู้คนมากมาย รถม้าและเกวียนเดินทางกันอย่างขวักไขว่ สัตว์อสูรมากมายเดินเคียงข้างนักสลักและผู้เรียนรู้ผู้เป็นนาย เหล่าเผ่าพันธุ์อื่นมากมายต่างอยู่ร่วมอย่างสันติ

             

            เพียงจำนวนของนักสลักและผู้เรียนรู้ก็ทำให้นิทานตกใจมากแล้ว ในเมืองศิลาลัยที่เขาอยู่มีนักสลักจำนวนน้อยเท่านั้น นาน ๆ ทีจึงจะมีผู้แข็งแกร่งจากเมืองอื่นมาบ้าง แต่ที่นครรัตนะแห่งนี้นักสลักต่างเดินอยู่ทุกซอกทุกมุม แม้แต่คนที่ไม่ปรากฏระลอกพลังใด ๆ ไร้พลังจนน่าสงสัยก็ยังมี

             

            นิทานไม่เคยเห็นเผ่าพันธุ์อื่นมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน ในเมืองศิลาลัยที่เขาอยู่นั้นมีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่บ้างในหมู่นักผจญภัย หากก็เป็นเพียงส่วนน้อย เผ่าครึ่งสัตว์ผู้มีร่างกายของมนุษย์และร่างกายบางส่วนของสัตว์อสูรต่างอาศัยอย่างปกติสุขไม่ต่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์

             

            เผ่าพันธุ์หลักอีก 2เผ่าอย่างเผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียสนั้นมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด นับเป็นเรื่องปกติเพราะทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างมีมหานครของตนที่ไม่ด้อยไปกว่านครรัตนะ

             

            เผ่าซือบาสนั้นหน้าตางดงาม หากกลับไม่มีหูเหมือนมนุษย์ อวัยวะต่าง ๆ ล้วนเหมือนกับมนุษย์ สิ่งที่แยกเผ่าพันธุ์นี้ง่ายที่สุดคือปีกมากมายบนหลัง

             

            เผ่าซือบาสทุกตนจะมีปีกเชื่อมออกมาจากหลังบริเวณเอว ต่ำกว่าสัตว์ปีกทั่วไปที่เชื่อมกับบริเวณไหล่ ยิ่งอายุมากขึ้น ปีกก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ

             

            ส่วนเผ่ารูเบียสนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์เช่นกัน สิ่งที่แตกต่างคือนัยน์ตาสีแดงก่ำไร้ตาขาว มีเพียงสีแดงสด และ ช่วงข้อศอกที่ปรากฏเขาหรือเขี้ยวขนาดใหญ่งอกออกมา

             

            ทั้ง 2เผ่าพันธุ์นั้นไม่ถูกกัน เป็นความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ของทั้งสองเผ่าพันธุ์นั้นทับซ้อนกัน นครลอยฟ้าของเผ่าซือบาสนั้นตั้งอยู่เหนือนครใต้ดินของเผ่ารูเบียสอย่างพอดิบพอดี ทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงเป็นศัตรูกันเรื่อยมา

             

            หากในนครรัตนะที่ไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์แล้ว กลับเป็นสถานที่ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

             

            คีตาต่างตระการตากับภาพของสิ่งแปลกใหม่มากมาย มองซ้ายขวาอย่างตื่นเต้น หางส่ายไปมาด้วยความตื่นเต้น

             

            นิทาน นิทาน! มีคนที่เหมือนนิทานแต่มีหางเหมือนคีตาด้วย

             

            นิทาน นิทาน! ม้าตัวใหญ่มากเลย น่ากินจัง!

             

            นิทาน นิทาน ทำไมมีแมวตัวใหญ่สีเหลืองลายจุดด้วย คีตากัดได้มั้ย!

             

            นิทาน นิทาน คีตาขอไปแสดงอาณาเขตได้มั้ย!

             

            นิทานยิ้มอย่างขบขันกับเสียงความคิดของคีตาที่ดังสะท้อนไปมาในห้วงจิตของเขา แต่พอได้ยินถึงประโยคสุดท้ายเท่านั้นที่นิทานต้องออกปากห้าม

             

            "เราไปหาที่พักกันก่อนเถอะคีตา เดียวตอนเย็นเราค่อยไปเดินเล่นในเมืองกัน หิวแล้วใช่มั้ยล่ะ" นิทานยิ้ม ลูบหัวของเจ้าหมายักษ์ที่ยังคงมองทุกสิ่งอย่างตื่นเต้นดีใจ

             

            นิทานออกเดินไปตามเส้นทางหลัก สังเกตภูมิทัศน์และสิ่งต่างๆ รอบตัว หลังจากผ่านย่านการค้าและร้านอาหารมากมาย เขาเดินตามป้ายไปตลอดทางเพื่อหาที่พักสักแห่ง

             

            หลังจากแวะซื้อไข่ของอินทรีเหล็กต้มกินรองท้อง เขาจึงถามถึงที่พักจากเจ้าของร้าน เจ้าของร้านแนะนำที่พักแห่งหนึ่งให้เขาพร้อมกับชี้ทางให้คร่าว ๆ

             

            พวกเขาเดินทางตามเส้นทางที่เจ้าของร้านพูดจนมาพบกับตึกแห่งหนึ่งที่ตกแต่งอย่างดูดีพร้อมกับป้ายเชิญแขก

             

            นิทานเดินเข้าไปสอบถามเรื่องค้างคืนและต้องสะอึกไปเนื่องจากที่นี่คิดค่าที่พักคืนละ 300ไกอา นิทานคิ้วกระตุกกับราคาไม่น้อย ยังดีที่เขานั้นเตรียมใจไว้ระดับหนึ่งแล้วบวกกับนำวัตถุดิบจากหมีขนมรกตไปแปลงเป็นเงินมาก่อนแล้ว จึงยังพอหายใจได้คล่อง

             

            นิทานเลือกพักไว้ก่อน 3คืน เขาคาดไว้ว่าภายใน 3วันนี้เขาสมควรหาเช่าบ้านพักและได้งานในกองทัพแล้ว หากโชคร้ายเขาก็ยังมีเงินเพียงพอสำหรับเป็นนักผจญภัยไปก่อนสักระยะ

             

            นำสัมภาระฝากเข้าที่พักเรียบร้อย นิทานก็มุ่งหน้าสู่ถนนสายใต้เพื่อหาซื้อของกินติดตัวง่าย ๆ เขายังมีธุระที่เขาอยากจัดการให้เสร็จในวันนี้

             

            นิทานพาคีตามุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณขอบของเมือง บริเวณนี้ปริมาณคนน้อยลงเป็นอย่างมาก ร้านค้าและแผงริมทางลดจำนวนลงเหลือเพียงไม่มาก รอบด้านส่วนใหญ่ปรากฏเป็นผู้ที่สวมชุดสีกากีประจำกองทัพแบบที่นิทานเคยสวม

             

            ผ่านไปไม่นานนิทานก็สังเกตเห็นตึกขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมด้วยรั้วเหล็กอย่างดีและทหารอารักขาอยู่ทั่วทุกมุม

             

            เขาเพียงมองคร่าว ๆ ก็ประเมินได้ว่าตัวตึกนั้นมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าตึกสำนักงานของหน่วยลาดตระเวนประจำเมืองศิลาลัยมากนัก

             

            สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่จากหินแกร่งสลักด้วยคำแห่งพลังมากมายฝังอยู่ทุกหัวมุม กำแพงทุกภาคส่วนต่างแผ่พลังออกมาอย่างแข็งแกร่งราวกับเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ขอบส่วนหนึ่งของเมือง

             

            ไม่เพียงสภาพของตัวตึกที่เหนือกว่าสำนักงานหน่วยลาดตระเวนเท่านั้น แม้แต่ความปลอดภัยและขนาดก็เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด

             

            นิทานมุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่ ทหารยาม 6นายที่ประจำการอยู่ด้านหน้าสังเกตเห็นจึงเดินมาขวางทางไว้ ทุกนายต่างยืนเชิดอก สายตานิ่งเฉย แต่ไม่คลายความระมัดระวัง

             

            "ขออภัยด้วยครับ สำนักงานใหญ่ของหน่วยพิทักษ์เมืองไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าครับ" ทหารยามหน้าดุพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง

             

            "รบกวนแจ้งให้ผู้พันลาลันตาทราบหน่อยครับ นิทาน วงจันทราขอเข้าพบ"

             

            ทหารยามต่างเหลียวตามองกันและกันอย่างสงสัยพลางเหลือบตามองชายหนุ่มและสุนัขขนาดใหญ่ตรงหน้า

             

            หลังจากส่งสัญญาณผ่านสายตาสักครู่ทหารยาม 2นายจึงแยกตัวออกไป

             

            ผ่านไปเพียงชั่วครู่ทหารทั้ง 2ก็กลับมาแจ้งข่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ

             

            "ผู้พันลาลันตาบอกว่าสามารถเข้าพบได้ทันทีครับ คุณนิทานตามผมมาทางนี้ได้เลยครับ"

             

            นิทานติดตามทหารทั้ง 2นายเบื้องหน้าเข้าสู่เขตอาคารของสำนักงานหน่วยพิทักษ์เมือง หลังผ่านประตูใหญ่แล้วนิทานก็พบกับลานกว้างขนาดใหญ่บริเวณด้านข้าง ทหารจำนวนหลายร้อยนายต่างฝึกฝนกันอย่างแข็งขัน จากที่นิทานประเมินคร่าว ๆ ผ่านสัมผัสรับรู้ของคีตา ส่วนใหญ่เป็นระดับแรกเกิด มีบางส่วนเท่านั้นที่ถึงระดับผู้เรียนรู้

             

            "ทหารพวกนี้เป็นหน่วยสนามน่ะครับ เหมือนเป็นการฝึกงานกลาย ๆ ก่อนเข้ากองทัพ หน่วยพิทักษ์เมืองที่เป็นเจ้าหน้าที่หลักมีไม่เยอะเท่านี้หรอกครับ" ทหารทั้ง 2เหมือนเห็นสายตาสงสัยของนิทานจึงอธิบาย

             

            เมื่อเด็กหนุ่มตรงหน้าสามารถขอเข้าพบผู้นำสูงสุดของหน่วยพิทักษ์เมืองได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ย่อมเป็นการฉลาดกว่าหากจะสร้างความประทับใจดี ๆ ให้แก่เขา

             

            "หน่วยพิทักษ์เมืองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้คุมกฎในเมืองหลวงหรอกเหรอครับ" นิทานถาม

             

            "โดยภาพรวมแล้วก็ใช่ครับ แต่หน่วยพิทักษ์เมืองแบ่งเป็น 2ส่วนหลัก ๆ เจ้าหน้าที่หลักและหน่วยสนามครับ"

             

            "เจ้าหน้าที่หลักมีหน้าที่คอยตรวจตราและออกปราบปรามเหตุร้ายในเมืองครับ เป็นกองกำลังหลักของหน่วยพิทักษ์เมือง จะให้คนหลายร้อยเดินวุ่นทั่วเมืองทั้งวันก็ไม่ได้จริงมั้ยล่ะครับ หน่วยพิทักษ์เมืองเลยเลือกเหล่าผู้มีความสามารถโดยเฉพาะมาทำหน้าที่นี้เพียงไม่กี่สิบคน"

             

            "หน่วยสนามเป็นเหมือนหน่วยสนับสนุนที่ช่วยเข้ายึดพื้นที่ จัดการเรื่องยิบย่อย รวมถึงช่วยตรวจตราและเป็นหูเป็นตาในหลาย ๆ สถานที่อีกด้วยครับ แต่ยังไงผู้ที่ออกแรงหลัก ๆ ก็คือหน่วยหลัก" ทหารผู้ที่กำลังนำทางนิทานอยู่ด้วยอธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

             

            นิทานพยักหน้ารับน้อย ๆ ในมุมมองของเขา เขาเห็นด้วยกับวิธีปฏิบัติงานประเภทนี้ เลือกผู้มีความสามารถเพียงไม่กี่คนทำหน้าที่ปราบปรามและสืบสวนหลัก หากเจอสถานการณ์ที่ยากเกินกว่าคนกลุ่มน้อยจะจัดการได้ก็โถมเข้าจัดการด้วยจำนวนคน หากยังรับมือไม่ไหวอีกย่อมหมายถึงว่าความอันตรายของสถานการณ์นั้นไม่ใช่อะไรที่ผู้เรียนรู้และนักสลักไม่กี่คนจะควบคุมได้

             

            "ส่วนหน่วยสนามก็เป็นเหมือนที่ฝึกซ้อมของผู้อยากเข้ากองทัพหลักของอาณาจักรครับ เหมือนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจริงรอเลื่อนขั้นเมื่อถึงเกณฑ์" นายทหารอีกคนอธิบายต่ออย่างมีมารยาท

             

            นายทหารทั้ง 2นายพานิทานเดินผ่านลานซ้อม เข้าสู่ตัวตึกใหญ่ที่มีผู้คนคับคั่งพร้อมกับเจ้าหน้าที่มากมายที่กำลังง่วนกับเอกสารตรงหน้าตน นิทานตัดผ่านขึ้นสู่ชั้น 4 เพียงไม่นานก็มาถึงหน้าห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราแห่งหนึ่ง นายทหารเคาะประตู2ครั้งพลางตะโกนเสียงดัง

             

            "ผู้พันครับ นิทาน วงจันทรา มาถึงแล้วครับ"

             

            "เข้ามาได้" เสียงหนึ่งดังตอบออกมา