องโดยรอบแล้วขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดระคนประหลาดใจ
นี่คฤหาสน์หรืออารามร้างกันแน่หนอ
“เชิญแม่นางเหอเยว่ซินทางนี้ขอรับ” พ่อบ้านหนุ่มนามหันซูประสานมือคารวะแล้วเชื่อเชิญให้ก้าวไปด้านใน
“อืม” นางรับคำสั้นๆ หันไปพยักหน้าให้ผู้ติดตามขนข้าวของลงจากรถม้า นางมีข้าวของติดตัวแค่คันรถเดียว ไม่มีบ่าวรับใช้ติดตามข้างกาย คนเหล่านี้เมื่อทำหน้าที่เสร็จก็เดินทางกลับเมืองหลวง
มือเรียวยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก้าวเร็วๆด้วยท่าทีห้าวหาญเดินตามพ่อบ้านที่มารับ หันซูออกจะแปลกใจกับกิริยาท่าทางอยู่บ้าง เขาเองอยู่เมืองหลวงมานับสิบปี ย้ายติดตามนายท่านมาที่เมืองหานตานได้ปีครึ่ง แต่ไม่คิดว่ากิริยามารยาท ‘กุลสตรี’ของเมืองหลวงจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
“นี่ๆ พ่อบ้าน... ชื่ออะไรนะ” นางเอ่ยถามเสียงห้วน แต่สายตากวาดมองรอบตัวอย่างไม่เกรงมารยาท
“ข้าน้อยแซ่หันชื่อคำเดียวซูขอรับ”
“หันซู” นางทวนคำ “ดูท่าทางเ้าจะเป็ทั้งพ่อบ้านและบ่าวรับใช้ข้างกายท่านราชครูสินะ”
“ขอรับ”
“ทั้งคฤหาสน์นี้มีบ่าวไพร่เท่าไหร่?”
“เอ่อ...ยี่สิบคนขอรับ”
“หือ?” นางทำเสียงไม่เชื่อ “ถ้ามีถึงยี่สิบคนจะปล่อยคฤหาสน์หลังงามให้ซอมซ่อขนาดนี้รึ”
“เอ่อ...”
“ไม่ถึงสิบคนละสินะ” นางยังคงพูดด้วยน้ำเสียงห้วน ทิ่มแทงคนฟัง
“ท่านราชครูรักสันโดษและใช้ชีวิตสมถะ จึงไม่ชอบให้มีผู้คนอยู่รายล้อมมากเกินไป”
“รักสันโดษหรือไม่มีเงินซื้อบ่าวรับใช้” นางถอดถอนใจอย่างรู้สึกเวทนา “ได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่โปรดท่านราชครู เห็นท่าจะเป็ความจริง”
“แค่กๆ” หันซูถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง “แม่นางเหอ”
“เรียกข้าเยว่ซินก็พอ” นางโบกมือไปมา “ข้ามาถึงนานแล้ว เหตุใดยังไม่เห็นหน้าท่านราชครู”
“ท่านราชครูขึ้นเขาไปแช่น้ำพุร้อนขอรับ”
“ทั้งที่รู้ว่าข้ามานะหรือ?” นางกลอกตามองบน “ไม่อยากเจอหน้ากันก็ไม่เป็ไร แต่บ่าวรับใช้มีน้อย เ้าที่เป็คนสนิทต้องมาอยู่ต้อนรับข้า แล้วผู้ใดอยู่ดูแลท่านราชครู”
“เื่นั้น...ประเดี๋ยวบ่าวส่งแม่นางเหอแล้วจะขึ้นเขาไปรับใช้นายท่านขอรับ”
“ดีแล้ว อ้อ! ข้ามาที่นี่ไม่มีบ่าวรับใช้มาด้วย วานพ่อบ้านหันช่วยหาสาวใช้ให้ข้าสักคน”
“ขอรับ”
หญิงสาวเดินมาถึงเรือนของตนเองแล้วอ้าปากค้าง ใบหน้าสะกดอารมณ์เต็มที่แล้วกัดฟันถาม พลางชี้นิ้วไปที่เรือนพักที่อยู่ตรงนั้น
“อย่าบอกนะว่า นั้นเรือนของข้า”
“ขอรับ”
“สภาพนั้นยังสามารถใช้งานได้รึ ข้านอนอยู่ดีๆ หลังคาไม่พังมาใส่หรือไร”
“แม่นางเหอกล่าวเกินไปแล้ว” หันซูหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ ท่าทางเอาแต่ใจช่างสมกับเป็คณิกาอันดับหนึ่งที่ผู้อื่นกล่าวถึงจริงๆ
“เ้าจะบอกว่า เรือนของข้าสภาพดีกว่าเรือนของท่านราชครู?”
“เอ่อ...”
“ช่างเถอะๆ” นางตัดบท ยังดีที่โดยรอบมีต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น “ให้คนขนข้าวของมาอย่าให้เสียหาย เรียกบ่าวมาเตรียมน้ำให้ข้าอาบ เดินทางมาไกลข้าอยากพักผ่อน และอย่าลืมน้ำชาและของว่างด้วย”
“ขอรับ”
“ไปดูแลท่านราชครูเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเองได้”
หันซูผงกศีรษะรับแล้วถอยออกมา สั่งให้บ่าวรับใช้รับคำสั่งของเหอเยว่ซินอย่างดี ส่วนตัวเองหลบออกมา แต่อดเหลือบมองแผ่นหลังของหญิงสาวผู้นั้นไม่ได้
นางคือ ‘เหอเยว่ซิน’ คณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงจริงๆ หรือ? เขาเองก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของนางมาก่อน แต่ความงามปานเทพธิดาที่ผู้คนล่ำลือนั้นดูเหมือนจะห่างไกลกับสิ่งที่เขาเห็นในวันนี้มากนัก มิใช่นางมิงดงาม เพียงแค่มิดได้ผุดผาดสะกดสายตาผู้คน ลักษณะการเดิน การวางตัว หรือแม้แต่การสนทนา ดูไร้มารยาทไปสักหน่อย หรือว่า นางเอาแต่ใจตนเอง เมื่อเห็นว่าคฤหาสน์ของท่านราชครูซอมซ่อขนาดนี้จึงแสดงท่าทางเช่นนั้น
พ่อบ้านหนุ่มโคลงศีรษะไปมาแล้วเร่งเดินทางขึ้นเขาไปพบฉู่ห่าวหราน ต่อให้แม่นางเหอไม่ไล่เขาไป เขาก็คงทนอยู่กับสตรีเื่มากไม่ได้แน่นอน.