ความรู้สึกแรกของอันเจิงหลังตื่นมาก็คือตัวเขาอาจต้องตายเพราะความประมาทของตัวเองอีกครั้ง สมุนไพรเหล่านั้นเขารู้จักดีถึงแม้จะไม่ได้รู้จักดีมากมายและเทียบไม่ได้กับความรู้ของชวีหลิวซีแต่จากประสบการณ์หลายปีมานี้ คนธรรมดาก็เทียบเขาไม่ได้เช่นกัน
ตอนนี้อันเจิงรู้สึกตัวแล้วและรู้ด้วยว่าตนไม่สามารถแกล้งสลบต่อไปได้อีกเพราะปฏิกิริยาของร่างกายเห็นได้ชัดเจนขนาดนั้นด้วยประสบการณ์มากมายทางด้านการแพทย์ก็ดูออกได้ไม่ยากว่าเขาตื่นแล้วเจ้าของบ้านหลังนี้คือจูเก๋อเชียวหยุน เขาถูกขนานนามว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ที่ห้าสิบปีจะเจอสักคนและยังถูกขนานนามว่าเป็นผู้ฝึกโอสถอันดับหนึ่งในใต้หล้า ฉายาทั้งสองของเขาแม้จะแตกต่างกันบ้างแต่มันก็เพียงพอให้เห็นถึงความสำคัญของเขาแล้ว
ฉะนั้นอันเจิงจึงไม่คิดจะแกล้งสลบแต่กลับนิ่งคิดว่าตัวเองจะแก้ตัวอย่างไรที่บุกรุกเข้ามาที่นี่
“เจ้าตื่นแล้วหรือ” เป็นเสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่ง
อันเจิงลืมตาขึ้น จากนั้นก็เห็นร่างบอบบางยืนอยู่ข้างตนด้วยสีหน้าอมชมพูนางดูงดงามและน่ารัก
“หา?”อันเจิงเปล่งเสียงออกมา เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอนางที่นี่
ติงหนิงตง
ติงหนิงตงสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองทอง ดูแล้วเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่หญิงสาวควรมี
“หากเจ้ามาหาข้าต่อไปจำไว้ว่าต้องเคาะประตูนะ”
ติงหนิงตงวางถ้วยใส่น้ำไว้ข้างอันเจิง “ยังดีที่อาจารย์ปลูกสมุนไพรไว้จับโจรเท่านั้นจึงไม่ใช่สมุนไพรที่มีพิษร้ายแรง และเจ้าก็หลับไปตั้งแต่วินาทีแรกแล้วด้วยจึงไม่ได้สูดดมเข้าไปมากมาย”
ในใจอันเจิงคิดว่าทีนี้ก็แย่แล้วยากกว่าการอธิบายว่าทำไมถึงต้องบุกรุกเข้ามาในนี้อีก เพราะติงหนิงตงคิดว่าเขามาแอบดูนาง
“ข้า...” อันเจิงรู้สึกว่าลำคอตัวเองแห้งผากเขาไม่รู้จะตอบอะไรดี
ติงหนิงตงพูด “เจ้าไปสืบมาได้อย่างไรถึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ถือว่าเจ้าเก่งไม่เบา แต่ถึงกระนั้น ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ โชคดีที่เจ้าเข้ามาทางประตูหลังหากเจ้าเข้ามาทางด้านหน้าคงไม่โชคดีแบบนี้แน่ ยาที่อาจารย์วางไว้หน้าบ้านรุนแรงมากทีเดียวต่อให้มีพลังในขอบเขตกิเลสมาร แต่หากไม่ระวังก็สลบได้เหมือนกัน”
อันเจิงทำได้เพียงหาคำถามมาเบี่ยงเบนความสนใจของติงหนิงตง“แล้วทำไมคนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ถึงไม่ได้รับผลกระทบเล่า”
ติงหนิงตงยิ้มแล้วตอบกลับ เสียงนางใสราวกับกระดิ่ง“นั่นเพราะกำแพงบ้านทำมาจากดิน กลิ่นสมุนไพรที่ลอยออกไปด้านนอกได้ถูกกำแพงดินคัดกรองแล้วส่วนหนึ่งฉะนั้นกลิ่นที่ถูกพัดออกไปจึงมีแต่กลิ่นหอมของสมุนไพรเท่านั้นแต่เจ้าเข้ามาในรั้วบ้านซึ่งเป็นการสัมผัสกลิ่นโดยตรง”
ติงหนิงตงประคองตัวอันเจิงลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็ยื่นมือไปจับหน้าผากอันเจิง “ร่างกายเจ้าแข็งแรง กลิ่นนี้จะยังอยู่ในร่างเจ้าอีกพักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมาก อาจารย์ใกล้กลับมาแล้ว เจ้าพักผ่อนอีกครู่หนึ่งแล้วรีบจากไปเถอะหากเจ้าอยากเจอข้า อีกไม่กี่วันเราก็เจอกันที่สำนักวรยุทธ์ชางแล้ว”
“ความจริง..”
ติงหนิงตงยื่นมือออกมาปิดปากอันเจิงทันที“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากพูดอะไร ฉะนั้นอย่าพูดออกมาจะดีกว่า”
ติงหนิงตงก้มตัวลงมาริมฝีปากสีชมพูแนบติดหูของอันเจิง จากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “เก็บความทรงจำดี ๆให้ข้าจะดีกว่า ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเป็นคนชั่ว ไม่อย่างนั้น...คงจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้”
อันเจิงถอนหายใจ ทันใดนั้นเขาไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี
ขณะนี้ริมฝีปากติงหนิงตงใกล้ใบหน้าอันเจิงมากอันเจิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนจากริมฝีปากนั้น นางพูดขึ้นข้างหูอันเจิง “ข้ารู้ว่าเจ้าเข้ามาที่นี่ต้องมีจุดประสงค์อะไรแน่แต่ตอนนี้ต้องทำเหมือนเป้าหมายนั้นคือการมาหาข้า เข้าใจหรือยัง?”
อันเจิงเข้าใจสักทีในบ้านนี้ต้องมีคนแอบดูอยู่แน่ แน่นอนว่าติงหนิงตงไม่ได้แอบชอบเขาจริง ๆเพียงแค่พูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้เพื่อช่วยเขาเท่านั้น
อันเจิงพยักหน้า “ขอบคุณ”
ติงหนิงตงพูด “เดี๋ยวข้าส่งเจ้าออกไปเจ้าก็แกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หาก...หากเจ้าไม่อยากตาย ก่อนออกจากประตูก็แกล้งกอดข้าสักครั้งไม่อย่างนั้น อาจารย์คงไม่เชื่อสิ่งที่ข้าอธิบายแน่”
อันเจิงลุกขึ้นนั่งรู้สึกเหมือนสมองยังคงมึนงงอยู่บ้าง
“ทุกอย่างในบ้านนี้ดูแปลกไปหมด”อันเจิงพูด
ติงหนิงตงนั่งตัวตรงแล้วพูดเสียงดัง“อาจารย์อยู่ตัวคนเดียวมานาน หากจะทำตัวแปลกไปสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนหากเจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วก็รีบไปเถอะ ไม่อย่างนั้น หากอาจารย์กลับมาเจอคงไม่ยอมปล่อยเจ้าง่ายๆ”
อันเจิงรีบลุกขึ้น “อืม งั้นข้าไปก่อนนะ”
ติงหนิงตงเปิดประตูและส่งอันเจิงออกทางประตูหน้าจากนั้นก็ยกแขนทั้งสองขึ้น แววตาอันเจิงเปล่งประกาย จากนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดนาง
ติงหนิงตงพูดข้างหูอันเจิง“เจ้าอย่าทำตัวกระด้างแบบนี้ได้หรือไม่?”
อันเจิงออกแรงที่แขนทั้งสองกอดติงหนิงตงอย่างแนบแน่นจากนั้นนางก็ผลักเขาออก “รีบไปเถอะ ๆ หากอาจารย์กลับมาเจ้าแย่แน่”
อันเจิงผลักประตูออกเมื่อวิ่งออกไปไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าและหันกลับมายิ้มให้ติงหนิงตง นางก็ส่งยิ้มกลับมาให้แต่ในรอยยิ้มนั้นแฝงความลำบากใจอยู่ด้วยหลังจากอันเจิงออกมาแล้วก็รู้สึกราวกับเป็นความฝันเขาคิดไม่ถึงเลยว่าติงหนิงตงจะอยู่ในบ้านของจูเก๋อเชียวหยุน หญิงสาวที่แข็งแกร่งและน่าสงสารคนนี้ราวกับมีความลับอะไรซ่อนอยู่
แต่อันเจิงก็แน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าในบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนต้องซ่อนความลับอะไรอยู่แน่นอน ไม่อย่างนั้นบ้านของหมอจะมีการวางกับดักที่แยบยลขนาดนั้นได้อย่างไร?จากการกระทำของติงหนิงตง ราวกับนางก็เข้าใจทุกอย่างแต่ทำไมถึงไม่ออกมาห้ามเขาก่อนที่จะเข้าไปด้านในล่ะ?
อันเจิงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้รู้เพียงแค่บ้านของจูเก๋อเชียวหยุนมีแต่ความพิศวงสิ่งเดียวที่ไม่เข้ากับบ้านนั้นก็คือติงหนิงตงที่น่ารักและอ่อนโยน
อันเจิงเดินกลับไปโรงจวี้ฉ่างเมื่อเดินไปถึงครึ่งทาง เขาก็เห็นกลุ่มผู้ชายที่ดูประหลาดเดินเข้าไปตามตรอกเล็ก ๆ ทั้งยังดูเหมือนแบกอะไรบางอย่างไปอีกด้วย
อันเจิงเดินตามไปจึงเห็นว่ามีประตูลับอยู่ในตรอกนั้นชายเหล่านั้นราวกับแบกร่างใครบางคนผ่านประตูลับเข้าไป น่าจะเป็นหญิงสาว
อันเจิงตามเข้าไป จากนั้นก็ปีนข้ามกำแพงอีกด้านแล้วจ้องกลุ่มเมื่อครู่อยู่ห่างๆ พวกเขาแบกร่างหญิงสาวเข้าไปในบ้าน ด้านนอกมีชายร่างกำยำหลายคนยืนเฝ้าอยู่
อันเจิงเงยหน้ามองไปจึงเห็นว่ามันเป็นบ้านสองชั้นตอนที่เขามาก็เดินผ่านทางนี้เหมือนกัน เมื่อลองนึกย้อนดู คาดว่าเป็นหอนางโลมชื่อว่าหนิงซุ่ยโหลวในใจอันเจิงระเบิดโมโหขึ้นมาทันที ภายใต้แสงอาทิตย์จ้า พวกระยำกลับลักพาตัวหญิงสาวเข้ามา
ได้ยินว่าหอนางโลมในเมืองฟางกู้ล้วนอยู่ใต้อำนาจของไทเฮาคนพวกนี้จึงเลวถึงขั้นที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินแล้ว อันเจิงรีบเดินตามเข้าไป เกรงว่าหญิงคนนั้นจะถูกทำมิดีมิร้าย
เขาเพิ่งเดินเข้าไปทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนของสตรีดังขึ้น “หากข้าไม่แกล้งสลบจะเจอที่นี่ได้อย่างไร วันนี้ใครก็อย่าคิดหนีเลย!”
อันเจิงชะงักไปชั่วขณะทันใดนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าหญิงสาวคนนี้คือใคร
เพียงครู่เดียว ชายร่างกำยำก็ถูกโยนข้ามกำแพงออกมา หน้าเขากระแทกกับพื้นอย่างแรงจนจมูกเบี้ยวฟันหน้าก็หักร่วงกระจุยกระจาย ชายร่างกำยำตัวใหญ่พยายามลุกขึ้นหลายครั้งแต่ทว่าไม่อาจลุกขึ้นได้ ไม่รู้ว่าเขาถูกกระแทกแรงขนาดไหน ชายร่างกำยำที่เฝ้าหน้าประตูเห็นดังนั้นก็ถือเหล็กแล้วรีบพุ่งเข้าไปทันที
อันเจิงเดินไปถึงหน้าประตูบ้านหลังนั้น เขากระโดดขึ้นไปบนกำแพงบ้านจากนั้นก็หยิบเหล้าออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิต ดื่มไปพลางดูเหตุการณ์ตรงหน้า
ในบ้าน หญิงสาวสวมชุดดำกำลังระเบิดพายุอารมณ์อย่างบ้าคลั่ง
สิ่งของในบ้านที่แตกได้ก็ถูกนางขว้างแตกจนหมดหญิงสาวอายุราวสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งถูกตีจนสลบอยู่ด้านข้างขนาดอันเจิงที่นั่งอยู่บนกำแพงไกล ๆ ยังเห็นได้ชัดว่า บนหัวนางนูนขึ้นมาอย่างกับลูกมะนาวคงโดนสิ่งของอะไรบางอย่างขว้างเข้าอย่างจัง
หญิงสาวชุดดำก้มหัวหลบท่อนเหล็กที่ฟาดเข้ามา มือทั้งสองจับแขนของชายร่างกำยำแล้วออกแรงพลิกตัวไปอยู่บนหลังของเขาจากนั้นมือทั้งสองของนางก็เลื่อนไปจับที่คอของชายคนนั้น ราวกับนางคุกเข่าอยู่เท้าทั้งสองของนางอยู่บนหลังชายร่างกำยำ ขาข้างหนึ่งยกขึ้นและฟาดลงอย่างรวดเร็วอันเจิงได้ยินเสียงคล้ายกระดูกหัก เข่าของนางกระแทกเข้าที่กระดูกสันหลังชายคนนั้นอย่างแรงเกรงว่าท่อนล่างของเขา...ไม่สิ แต่เป็นครึ่งตัวของเขาคงขยับไม่ได้อีกเลย
ชายร่างกำยำล้มลงไปด้านหน้าหญิงสาวรีบหยิบท่อนเหล็กบนพื้นขึ้นมา นางมีร่างกายที่ผอมบางราวกับท่อนเหล็กหนักกว่าตัวนางด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น เมื่อท่อนเหล็กโบกสะบัด นางก็พร้อมที่จะทำลายล้างแล้ว
ตูม! หัวของชายร่างกำยำถูกฟาดเข้าอย่างจังจากนั้นร่างเขาก็ล้มลงบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เดิมทีชายร่างกำยำเข้ามาล้อมนางประมาณสิบคนเพียงชั่วพริบตา ตอนนี้เหลือแค่สี่ห้าคนแล้ว หญิงสาวต่อสู้อย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นเห็นได้ชัดว่านางเก่งกาจไม่ต่างไปจากชายชาตรี นางยื่นมือออกไปกระชากหัวชายคนหนึ่งแล้วจุ่มลงไปในกระถางน้ำจากนั้นก็ใช้เหล็กฟาดเข้าไปที่กระถางน้ำอย่างจัง กระถางใบนั้นแตกออกทันที
ชายร่างกำยำที่เหลืออีกสามคนไม่กล้าลงมือต่อพวกเขาตัดสินใจหันหลังวิ่งหนี หญิงชุดดำใช้มือข้างหนึ่งจับกระโปรงของตนส่วนมืออีกข้างก็ถือเหล็กแล้ววิ่งตามออกไป
ผ่านไปหนึ่งนาที หญิงสาวที่ล้มชายร่างกำยำสามคนเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับมาช้าๆ ใช้ไม้ฟาดไปที่กลอนประตูจนหักและใช้เท้าถีบประตูออกหญิงสาวหลายสิบคนในห้องกอดกันด้วยความตกใจ สาวชุดดำโบกมือ “กลัวอะไรกัน ไปกับข้า!”
เมื่อหญิงสาวเหล่านั้นเห็นว่าคนที่บุกเข้ามาเป็นผู้หญิงจึงรู้สึกผ่อนคลายลงมีหญิงคนหนึ่งใช้ความกล้าเดินออกมาดูหน้าประตู จากนั้นก็ตะโกนบอกให้ทุกคนรีบหนีคนที่เหลือจึงจับมือกันวิ่งออกไป
หญิงชุดดำจับกระโปรงตัวเองส่วนมืออีกข้างนำเหล็กมาพาดไว้ที่บ่า จากนั้นก็วิ่งไปกับคนอื่น ๆ อย่างกล้าหาญหญิงสาววิ่งออกไปด้านนอก อันเจิงก็มองตามไป ทันใดนั้น ชายร่างกำยำกว่าสิบคนก็พุ่งออกมาจากหอนางโลมในมือทุกคนต่างถือมีดอยู่
ชายคนหน้าสุดก้าวเท้ามาอย่างรวดเร็วราวกับหายตัวมายังหน้าประตู อันเจิงนั่งอยู่บนกำแพงที่ติดกับหลังคาพอดีหากไม่ตั้งใจสังเกตก็จะมองไม่เห็นตัวเขาเลยด้วยซ้ำ หลังจากที่ผู้ฝึกพลังวัตรคนนี้ออกมาเขาก็พุ่งตัวไปยังเหล่าหญิงสาวที่กรูกันออกไป
ผู้ฝึกพลังวัตรเคลื่อนตัวเร็วมากแต่ทว่าก็ไม่อาจโจมตีได้ในระยะไกล อันเจิงหยิบแผ่นกระเบื้องออกมาจากหลังคาแผ่นหนึ่งแล้วกระโดดลงมาจากกำแพงอย่างแผ่วเบา ผู้ฝึกพลังวัตรน่าจะส่งพลังไปที่หญิงสาวชุดดำ นางจึงหันกลับมาราวกับรับรู้ถึงอันตรายทันใดนั้น ผู้ฝึกพลังวัตรก็ใช้มือจับคอนางเอาไว้แล้ว
ตูม...
หญิงสาวทำได้เพียงหลับตา แต่เมื่อนางลืมตาขึ้นก็เห็นร่างผู้ฝึกพลังวัตรล้มลง
อันเจิงใช้แผ่นกระเบื้องฟาดเข้าไปที่หัวของผู้ฝึกพลังวัตรคนนั้นจากนั้นก็ลากหญิงสาวชุดดำวิ่งหนี “ด้วยความสามารถน้อยนิดที่เจ้ามี ยังคิดอยากจะเป็นนักรบหญิงอีก”
หญิงสาวมองอันเจิง จากนั้นก็วิ่งไปพลางตะโกนขึ้น“ยุ่งอะไรด้วย!”
อันเจิงลากนางวิ่งออกไปจากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งลากแขนนาง ส่วนมืออีกข้างก็จับเอวนางแล้วเหวี่ยงขึ้นไป ร่างหญิงสาวลอยข้ามกำแพงตุบ! จากนั้นนางก็ตะโกนขึ้น “เจ็บจะตายแล้ว...”
อันเจิงโยนตัวหญิงสาวไปแล้วเขาก็ฉีกผ้าออกมาปิดหน้าตัวเองเอาไว้ ก่อนจะล่อชายร่างกำยำเหล่านั้นวิ่งไปทางอื่นหนึ่งหมัดต่อหนึ่งคน เพียงไม่กี่วินาทีชายร่างกำยำก็ถูกอันเจิงล้มทั้งหมด อันเจิงเกรงว่าจะมีผู้ฝึกพลังวัตรคนอื่นตามมาจึงรีบจากไปทันที หลังออกจากกำแพงบ้านแล้ว จึงเห็นหญิงสาวสวมชุดดำพาคนอื่น ๆวิ่งออกไปยังถนนด้านนอก อันเจิงสบถออกไปว่าโง่เง่า จากนั้นก็เข้าไปพากลุ่มหญิงสาวหนีไปทางอื่น
หลังจากวิ่งออกไปได้ครู่หนึ่ง อันเจิงก็ซื้อชุดผู้ชายกลับมาจากนั้นเดินไปยังตรอกที่เงียบสงบแล้วให้หญิงสาวเหล่านั้นเปลี่ยนชุด
หญิงสาวชุดดำเขม่นอันเจิง “มองอะไร!ผู้หญิงจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้ายังไม่หลับตาอีก?!”
อันเจิงเบ้หน้าก่อนจะพูด “เนรคุณ”
“เจ้าคงอยากดูสินะ งั้นข้าจะถอดให้ดูเอาหรือไม่”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ เจ้าขี้เหร่เกินไป”
หญิงสาวชูกำปั้นขึ้นจากนั้นก็หัวเราะออกมา“ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะให้เจ้าอกแตกตายเพราะข้า”
อันเจิงหลับตาแล้วยื่นชุดสุดท้ายออกไป“คุณหนูซาง เจ้าก็เปลี่ยนชุดเถอะ เจ้าไม่กลัวตัวเองเดือดร้อนก็ช่าง แต่คนในครอบครัวเล่าไม่กลัวทำให้พวกเขาเดือดร้อนหรือ?”
หญิงสาวชุดดำลังเลครู่หนึ่งจากนั้นก็ถอดชุดดำของตนออก ภายใต้แสงอาทิตย์ ร่างของหญิงสาวขาวผ่องและดูงดงามไร้ที่ติ