อลินตาเข้ามาพักกายละเอียดของตัวเองในห้องพระโดยพักในฌานสมาธิอันแกล้วกล้าของตนจนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบถึงเช้ามืด ในขณะที่หญิงสาวยังคงนั่งสมาธิอยู่แต่ตาใน (ตาทิพย์ที่เกิดจากฌานอภิญญาเนื่องด้วยสมาธิที่มีพลังอันแกร่งกล้า) ของอลินตาก็สัมผัสได้ถึงแสงสว่างสีน้ำเงินเรืองรองจากทางด้านหลังของเธอหญิงสาวรับรู้ว่ามีแขกคนสำคัญมาหา หญิงสาวไม่ได้หันไปแต่กลับทักขึ้นมาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
“ท่านโหรหลวง!” ไม่ใช่ใครที่ไหนที่มาเยี่ยมเยือนหญิงสาวในยามใกล้รุ่งหากแต่เป็นต้นตระกูลหมอผีของหญิงสาวนั่นเองหนานเมืองอินทร์ใช้กายละเอียดมาหาอลินตาโดยใช้สมาธิจิตส่งกระแสมา
“สบายดีไหมทายาทสายตรงของข้า?” ดูเหมือนหนานเมืองอินทร์จะเริ่มคุ้นเคยกับการพูดคุยแบบอลินตามากขึ้นคำทักทายธรรมดาที่อลินตารู้สึกและสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและปลอดภัยดุจดั่งญาติผู้ใหญ่ที่หวังดีที่สำคัญอลินตาก็ไม่เคยรู้สึกกับญาติคนไหนแบบที่รู้สึกกับโหรหลวงหนานเมืองอินทร์คนนี้เลยแม้แต่น้าปลายนภาน้องแท้ๆ ของแม่เธอก็ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้แม้แต่น้อย
“ท่านโหรหลวงคะเมื่อกี้ฉันฝันเห็นเจ้าภูแสนค่ะ มาที่บ้านฉันมาพูดเรื่องหอแสนหลวงมีห้องใต้ดิน”เมื่ออลินตาพูดมาถึงตรงนี้หนานเมืองอินทร์ก็ชะงักไปอย่างเก็บอาการไม่ทัน และอาการนั้นก็หาได้พ้นสายตาอันเฉียบคมของอลินตาไม่อลินตาทำเป็นเฉยเสียส่วนหนานเมืองอินทร์ก็รีบถามกลับอย่างรวดเร็ว
“เจ้าภูแสนมาบอกแค่นั้นรึ?” อลินตาพยักหน้าพลางพูด
“ใช่ค่ะ มาแค่นั้นมาในฝัน พอตื่นขึ้นก็นอนไม่หลับเลยมาไหว้พระทำสมาธิที่ห้องพระนี่ล่ะค่ะ”หนานเมืองอินทร์พยักหน้านิ่งๆแม้จะเก็บอาการอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่อลินตาบอกว่าเจ้าภูแสนมาเข้าฝันแต่ก็ทำทีนิ่งเฉยไปเสีย อลินตาเองก็มิได้พูดอะไรต่อ แต่จะรอฟังว่าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์จะพูดอะไรกับตนหรือไม่เหมือนดังว่าทั้งสองจะไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน และกำลังรอดูเชิงกันอยู่แต่ด้วยเวลาที่ไม่สามารถจะคอยท่าใครได้หนานเมืองอินทร์ที่เป็นผู้ใหญ่กว่าจึงได้เอ่ยธุระที่ส่งกระแสจิตมาหาอลินตาอย่างมิอาจนิ่งดูเชิงฝ่ายตรงข้ามได้อีกต่อไป
“ปริศนาในผ้าผืนนั้น เจ้าแก้ไขได้หรือยัง?” เมื่อหนานเมืองอินทร์ถามขึ้นก็ทำให้อลินตาขยับทีท่าก่อนจะตอบอย่างเป็นการเป็นงาน
“ยังเลยค่ะ” อลินตาส่ายหน้าแต่แววเสียงกลับไม่มีอาการของคนหมดหวังในการแก้ปริศนาแฝงอยู่เลยสักนิดหนานเมืองอินทร์ได้ฟังดังนั้นก็เอ่ยขึ้น
“เงย.. คอ.. มอระ.. ไนยะ..” หนานเมืองอินทร์ทวนคำอย่างที่ไม่ต้องนึกนานนั่นสำแดงให้เห็นว่าความจำของหนานเมืองอินทร์ยังแม่นยำสวนทางกับอายุ อลินตาฟังอย่างตั้งใจก่อนจะรีบพูดแทรกคล้ายกำลังเล่นเกมส์ปริศนาใบ้คำ
“เงย แปลว่าเงยขึ้นฟ้า แบบ แหงนเงยมองไปข้างบนอะไรแบบนี้ไหมคะ?”อลินตาอดแปลกใจไม่ได้ที่เมื่อตั้งสติ และสมาธิดีๆ แล้วเหมือนกับว่าการถอดความก็เป็นไปได้อย่างง่ายดาย คราวนี้หนานเมืออินทร์ยิ้มบางๆคล้ายเห็นด้วยกับคำพูดของอลินตา ก่อนจะพูดต่อ
“คำว่าเงย กับ คอ ข้าว่าแปลตรงตัว” อลินตาถึงกับดีดนิ้วอาการคล้ายๆ กับเจ้าภูแสนในเวลาจะใช้เวทย์มนต์
“เงยคอ ก็คือเงยหน้าแหงนคอมองแน่นอนเลย” อลินตาพูดบอกกับตัวเองกายละเอียดของโหรหลวงหนานเมืองอินทร์พยักหน้าหงึกๆ ดังว่าเห็นด้วย ก่อนเอ่ยสำทับ
“เหมือนกับว่า สองคำแรกจงใจจะใบ้ให้ง่ายแต่คงมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถบอกทุกอย่างทั้งหมดเพราะไม่รู้ว่าใครจะได้อ่านปริศนาพวกนี้ ก็เลยทำได้แค่เขียนเป็นคำๆ ให้เราปะติดปะต่อเอง”หนานเมืองอินทร์อธิบายเสริมในสิ่งที่ตนเข้าใจและอลินตาเองก็เห็นด้วยทั้งยังรับรู้ได้อีกอย่างหนึ่งว่าต้นตระกูลของเธอนอกจากจะเก่งเรื่องปราบผีแล้วยังเป็นคนที่เก่งด้านอักขระภาษาเอาเรื่องอยู่เหมือนกันขณะที่คุยกันทางจิตอลินตาก็สังเกตเห็นว่าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์มีรัศมีกายลางเลือนลงไปทุกทีหนานเมืองอินทร์เห็นดังนั้นก็รีบพูดขึ้น
“จิตข้ามาได้แค่นี้สมาธิข้ามภพข้ามชาติมันต้องทรงพลังมากพอแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเจ้าถึงข้ามภพภูมิเป็นกายหยาบได้ แต่เอาเถอะเรื่องทุกเรื่องมันไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่ๆคงต้องมีที่มาที่ไปที่สักวันพวกเราก็คงจะกระจ่างกันทุกผู้คนเองนั่นล่ะ” หนานเมืองอินทร์พูดอย่างผู้มีวิสัยทัศน์ยาวไกล และก่อนที่รัศมีกายจะหายไปหนานเมืองอินทร์ก็รีบพูดถึงคำใบ้คำต่อไป
“ส่วนคำต่อมา มอระ..” อลินตารีบลุ้นให้โหรหลวงหนานเมืองอินทร์พูดให้จบจะได้เอามาปะติดปะต่อคำต่อไปได้
“ข้าคิดว่า มอระ คนใบ้ต้องการสื่อถึงอะไรบางอย่าง แต่ที่คิดออกมีสองคำในหัวเท่านั้นคำแรก คือมรณะ! กับอีกคำคือ..” ปู่ชวดยังไม่ทันพูดอลินตาก็แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“มรดก!!” และก่อนที่หนานเมืองอินทร์จะหายไปเขายิ้มให้อลินตาทายาทลำดับปัจจุบันของตัวเองก่อนเอ่ยสั้นๆ
“เก่งมาก...” เพียงแค่จบคำชมกายละเอียดอันเกิดจากพลังฌานสมาธิอันแกล้วกล้าของหนานเมืองอินทร์ก็หายวับไปในทันที...อลินตาค่อยๆ ถอยออกมาจากสมาธิ แล้วลืมตาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่วไม่มีอาการปวดเมื่อยหรือว่าเหน็บกินเลยแม้แต่น้อย
มรณะ หรือว่ามรดก คำไหนกันแน่นะ... แต่พรุ่งนี้ก็กำลังจะไปฟังการเปิดพินัยกรรมหรืออีกชื่อนั่นคือมรดกตกทอด!! ที่บ้านเกิดตัวเอง จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?อลินตาที่ตอนนี้หลืบรอยหยักของสมองเต็มไปด้วยความคิด ไม่สามารถจะนั่งสมาธิต่อไปได้หญิงสาวต้องการคิดมากกว่าต้องการความสงบ เมื่อเป็นเช่นนี้อลินตาไม่รอช้าหมุนตัวเข้าไปยังห้องพิธีกรรมเพื่อฝึกฝนผูกหุ่นพยนต์
แม้ในใจจะมีอะไรที่ข้องอยู่มากมายทั้งเรื่องเจ้าภูแสนมาเข้าฝัน ทั้งเรื่องพิรุธของโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ที่สะดุ้งเฮือกๆพอรู้ว่าเจ้าภูแสนมาเข้าฝันเธอ อลินตาคิดว่าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์คงมีอะไรที่ซ่อนอยู่ข้างในและบอกเธอไม่ได้ในตอนนี้ท่านก็คงจะเหมือนเธอถ้าไม่แน่ใจจริงๆ และเห็นว่าไม่เป็นภัยใดๆ ก็จะพูดและทำ แต่ถ้าไม่ปลอดภัยมีหรือที่จะพูดอะไรออกมาแล้วไหนยังจะเจ้าของควันดำอาถรรพ์แท้จริงนั่นอีก งานนี้ดูจะยิ่งใหญ่และยุ่งยากมากจริงๆจะไม่ได้ค่าตอบแทนสักบาทเลยหรือไง คิดแล้วก็รู้สึกหม่นหมองในตรงนี้ที่สุด อลินตาคิดไปก็ปลุกเสกหุ่นพยนต์เพื่อฝึกมือเล่นสักสองสามตัวแก้เซ็งไปด้วย
รุ่งเช้าของยุคอดีตที่ผ่านมาแล้วร้อยกว่าปี เจ้าภูแสนพร้อมด้วยอวยชัยและชัยยันต์มุ่งหน้ามาที่ห้องสุดท้ายชั้นบนสุดของหอแสนหลวงหออันศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่แม้แต่พระชายามุกประดับก็มิได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามายังหอต้องห้ามแห่งนี้
ระหว่างที่เจ้าภูแสนกำลังเดินขึ้นไปยังห้องสุดท้ายของหอแสนหลวงเจ้าภูแสนก็ระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เข้าไปบอกกล่าวเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ ว่าจะออกเดินทางแต่มิได้บอกว่าจะไปไหนได้แต่บอกว่าจะกลับมาพร้อมกับแพงอร แม้เจ้าหลวงอยากจะทัดทาน แต่มีฤาที่จะห้ามปรามเจ้าภูแสนคนนี้ได้เจ้าภูแสนออกอาการเร่งร้อน แม้แต่อาหารเช้าบนโต๊ะในห้องเครื่องเจ้าภูแสนก็ไม่แลไม่แตะเลยสักนิด ดังว่ารีบร้อนออกเดินทางอย่างถึงที่สุดเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์มองตามเจ้าภูแสนไปเงียบๆ สายตาครุ่นคิด...