ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    5 วิชชา...

            บอสถึงขั้นตะลึง แสงไต้สว่างพอที่เห็นใบหน้าพระอาจารย์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งปากท่านไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย


            เมื่อได้เห็นพระอาจารย์ใช้จิตสื่อสารกับตนเองเช่นนี้แล้ว บอสยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นเป็นทวีคูณ ที่ได้รู้ว่าท่านกำลังจะถ่ายทอดสิ่งนี้ให้กับตน จึงคิดไปต่างๆ นานา 


            ‘เราจะทำได้จริงเหรอ ดูท่าทางไม่น่าใช่เรื่องง่ายแน่ๆ ตื่นเต้นจัง จะเป็นยังไงน้า…’


            “เจ้ามิต้องตื่นเต้นหรือกังวลอันใดไปดอก มันมิได้ยากเย็นเกินความสามารถของเจ้าเป็นแน่…”


            พระอาจารย์ยังคงใช้จิตสื่อสารอยู่ แล้วลืมตามองมาทางบอสอย่างเอ็นดู


            “เอาหล่ะ บัดนี้จงพินิจฟังสิ่งที่ข้าจะเอ่ยแก่เจ้าให้จงดี อย่าได้คลาดไปแม้เพียงสักคำหนา…”


            “ได้ขอรับ พระอาจารย์…”


            พระอาจารย์เริ่มสอนวิชชาที่เพิ่งแสดงให้บอสได้ประจักษ์ไปทีละขั้นทีละตอน และบอสเองก็เหมือนจะเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก เพียงไม่นานก็สามารถจดจำสิ่งที่พระอาจารย์สอนได้ครบทั้งหมด แล้วจึงเริ่มทำความเข้าใจและทดลองปฏิบัติ บอสลองทำเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น เขาก็สามารถใช้จิตสื่อสารกับพระอาจารย์ได้


            “พระอาจารย์ขอรับ ท่านได้ยินข้าหรือไม่ขอรับ…?”


            “ได้ยิน… ข้าได้ยินเจ้าแล้ว เจ้านี่มันช่างเรียนรู้ได้เร็วยิ่งนัก ข้ามิเคยพบพานคนเช่นเจ้ามาก่อน…”


            พระอาจารย์ยังทึ่งและยอมรับในความหัวไวของบอส 


            “เอาหล่ะ วันนี้ก็เพียงเท่านี้เถิด แลข้ามีสิ่งจักแจ้งเจ้าอีกเรื่อง…”


            “เรื่องอันใดหรือขอรับ พระอาจารย์…”


            “ข้าจักต้องเข้าไปในเมืองเชียงทองสักหลายวัน เจ้าก็มานอนที่กุฏิข้าแล้วกัน จักได้ดูแลข้าวของให้ข้าด้วย…”


            “พระอาจารย์จักไปยามใดรึขอรับ…?”


            บอสถามด้วยความกังวลใจ ตั้งแต่ย้อนเวลามา เขายังไม่เคยอยู่คนเดียวในตอนกลางคืนมาก่อนเลย ล้วนมีพระอาจารย์อยู่ด้วยมาโดยตลอด


            “หลังจังหันเช้า (ฉันเช้า) ข้าก็จักไปแล้ว… เจ้าอย่าได้กังวล มิมีสิ่งใดที่นี้ทำอันตรายเจ้าได้ดอก… เจ้าจงอยู่นี่ศึกษาวิชชาต่างๆ ในคำภีร์เหล่านี้ระหว่างรอข้ากลับมาเถิด…"


            พระอาจารย์แจ้งกำหนดการกับบอสเสร็จ แล้วจึงทำวัตรเช้าต่อ จากนั้นก็ออกไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านตามปกติ ทั้งนี้พระอาจารย์ก็ได้แจ้งชาวบ้านไว้ว่าท่านจะไม่อยู่ซักหลายวัน ระหว่างนี้ฝากชาวบ้านช่วยดูแลบอสให้ด้วย ทุกคนก็ต่างรับฝากกันถ้วนหน้าด้วยความเอ็นดู


            เมื่อพระอาจารย์ฉันภัตตาหารเสร็จ ก็เดินเข้าไปในกุฏิ จัดสบงจีวรจนเข้าที่ จากนั้นจึงหยิบสิ่งหนึ่งออกมาแล้วให้บอสไว้ พร้อมกำชับว่า


            "เจ้าจงเก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวตลอดหนา ห้ามห่างกายเป็นอันขาด แลข้าขอสั่งห้ามมิให้เจ้าออกจากกุฏิข้าไปที่ใดในยามวิกาลหรือฟ้ายังมิสาง เจ้าเข้าใจหรือไม่…”


            “ข้าเข้าใจ แลน้อมปฏิบัติขอรับพระอาจารย์…”


            “ดี ถ้าเช่นนั้น ข้าจักต้องไปแล้ว เจ้าจงจำคำที่ข้าแจ้งให้จงดี…”


            ก่อนพระอาจารย์จะออกเดินทาง ยังคงกำชับบอสอีกครั้ง จากนั้นท่านจึงเดินออกจากกุฏิไปทางหมู่บ้านจนลับตา บอสมองดูสิ่งที่พระอาจารย์มอบให้ ดูคล้ายจะเป็นตระกุดบางอย่าง เขาจึงหาเชือกมาผูกแล้วห้อยคอไว้ เพราะคิดว่าสิ่งที่พระอาจารย์ได้สั่งไว้ มันต้องมีความหมายเป็นแน่ 


            จากนั้นบอสก็เดินไปยังหมู่บ้านเหมือนเช่นทุกวัน เดินไปทักทายคนนั้นที ไปช่วยงานคนโน่นที ดูเป็นที่รักและเอ็นดูของคนทั้งหมู่บ้าน พอถึงช่วงเที่ยงข้าวปลาอาหารก็กินร่วมกับชาวบ้านที่ไปช่วยงานนั้นเลย เป็นปกติเฉกเช่นทุกวัน ตอนนี้บอสสามารถปรับตัวเข้ากับผู้คนและยุคสมัยนี้ได้ดีทีเดียว เพียงแค่ 3 เดือน ก็ดูกลมกลืนกับชาวบ้านที่นี่ไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกไปจากผู้อื่นเลย


            วันนี้บอสก็ยังได้ข้าวเย็นติดมือกลับมาเช่นเคย และนี้ก็เป็นวันแรกที่เขาต้องอยู่กุฏิเพียงลำพัง จึงรู้สึกกังวลใจและกลัวอยู่บ้าง เขาจึงรีบจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพตั้งแต่ก่อนฟ้าจะมืด เมื่อถึงเวลาก็จุดไต้ไว้ถึง 2 จุดเลยทีเดียว แสงสว่างทำให้เขาคลายความกลัวไปได้บ้าง


            บอสพยายามข่มตานอน แต่ก็นอนไม่หลับ พลันระลึกถึงคำสั่งที่พระอาจารย์ได้แจ้งไว้ กลับยิ่งทำให้กังวลหนักกว่าเดิม เพื่อขจัดความว้าวุ่นในใจ เขาจึงเดินไปรื้อกล่องเก็บคำภีร์ของพระอาจารย์ ตั้งใจจะเลือกมาอ่านซักผูก โดยที่หยิบมั่วๆ ขึ้นมา ได้ผูกที่ดูเก่ามาก เหมือนจะไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาอ่านนานมากแล้ว ฝุ่นเกาะเกรอะเต็มไปหมด บางส่วนเหมือนจะเปื้อนโครนด้วยซ้ำ เขาจึงเป่าและปัดฝุ่นออก แล้วเริ่มเปิดแผ่นแรกอ่านดู


            ‘คำภีร์สรรพอาคม…เหรอ ไม่เห็นเคยได้ยินพระอาจารย์พูดถึงคำภีร์ผูกนี้ให้ฟังมาก่อนเลยแฮะ…’


            บอสคิดว่านี่ต้องเป็นของวิเศษแน่ ด้วยความดีใจ จึงพยายามค่อยๆ เปิดอ่านไปทีละแผ่นเบาๆ เพราะกลัวจะทำขาด เพื่อที่จะได้ศึกษาและเรียนรู้ แต่พอค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ พลันรู้สึกว่าตนได้ตกลงไปในห้วงบางอย่าง คำภีร์เพียงแค่ 1 ผูก (ประมาณ 25 แผ่น) บอสใช้เวลาอ่านทั้งคืนจนรุ่งเช้า


            ‘นี่มันอะไรกัน ความรู้สึกนี้ เหมือนได้อ่านตำรามาเกือบสิบเล่ม ความรู้เกี่ยวกับสรรพอาคมเต็มหัวไปหมด จดจำได้แทบทุกอักขระ แต่ทำไมถึงไม่ค่อยเข้าใจเลย จำได้แต่ใช้ทำอะไรไม่ได้แบบนี้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร…’


            บอสรู้สึกพลาดและเสียเวลากับสิ่งที่ได้ทำไปตลอดทั้งคืนมาก เหมือนไม่ได้ประโยชน์ ด้วยความเซ็งและอ่อนล้าจากการอดนอนมาทั้งคืน และวันนี้ก็ไม่ต้องไปตามบิณฑบาตพระอาจารย์ด้วย เขาจึงถือโอกาสนี้นอนกลางวันไปเลย


            ตื่นขึ้นมาอีกทีก็แทบพระอาทิตย์อยู่กลางหัวแล้ว บอสจึงรีบล้างหน้าล้างตา แล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้านไป ช่วงนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะขึ้นภูเขาไปเก็บของป่ากัน ส่วนคนที่เหลือก็จะช่วยกันปลูกผักบริเวณริมฝั่งแม่น้ำคาน อาหารการกินที่นี่อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี และขณะที่บอสกำลังเดินจนจะไปถึงบริเวณแปลงผักอยู่นั้น


            “ไซ วันนี้ทำไมเอ็งมาเอาป่านนี้วะ หลวงพ่อมิอยู่ มิใช่ว่าเอ็งนอนตื่นสายดอกหนา…”


            ชาวบ้านคนหนึ่งเริ่มพูดหยอกล้ออย่างขำขัน ซึ่งคนอื่นก็หัวเราะตามไปด้วยอย่างสนุกสนาน


            “ใช่จ่ะ ข้าตื่นมาอีกที ก็แดดส่องก้นแล้วขอรับ…”


            บอสก็ตอบและทำท่าทางเขินอายไป ยิ่งเป็นที่ขบขันของชาวบ้านกันใหญ่


            “มาๆ เอ็งมากินข้าวก่อน ช่วงบ่ายข้าจักให้เอ็งช่วยไปเอาของกับข้าสักหน่อย…”


            “ได้ขอรับ ท่านลุง…”


            จากนั้นบอสก็เข้าไปนั่งกินข้าวล้อมวงกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง เมื่อกินข้าวกันเรียบร้อย "ลุงคำ" ผู้ที่ตะโกนคุยกับบอสก่อนหน้านี้ ก็เดินไปจัดเตรียมข้าวของบางอย่างที่อยู่บนเกวียนพร้อมหยิบดาบมาสะพายไว้บนหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่บอสเห็นชาวบ้านพกดาบต่อหน้า บอสจึงถามด้วยความกังวลว่า


            “พวกเราจะไปที่ใดกันหรือขอรับ ท่านลุง… เหตุไฉนจึงต้องพกดาบไปด้วย ?”


            “แค่เอาของไปแลกที่น้ำโขง เดินไปชั่วเคี้ยวหมากจืดก็ถึงแล้ว นี่ก็พกไว้เพียงป้องกันตัว เอ็งมิต้องกังวลอันใดไปดอกหนา…”


            ลุงคำก็ได้ชี้แจงอย่างละเอียดเพื่อให้บอสคลายสงสัย จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทาง โดยการไปครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 5 คน มีลุงคำเดินนำหน้าและมีชาวบ้านอีก 3 คน เดินตามถัดมา ส่วนบอสได้เดินรั้งท้าย ซึ่งมีลุงคำเพียงคนเดียวที่พกดาบ คนที่เหลือได้หอบเมล็ดพันธ์ุพืชกับของป่าเดินตามไปอย่างใกล้ชิด


            เกือบครึ่งชั่วโมง ทั้งหมดก็เดินมาถึงริมฝั่งแม่น้ำโขง ลุงคำเหมือนกำลังมองรออะไรบางอย่าง ส่วนพวกที่เหลืออีก 4 คนรวมทั้งบอสก็หาที่นั่งพักใกล้ๆ ไม่นานก็มีเรือลำหนึ่งแล่นเข้ามา มีคนบนเรือทั้งหมด 4 คน พอเข้าเทียบแล้ว ลุงคำก็เดินเข้าไปทักทาย แล้วสั่งให้อีก 3 คนและบอสยกสิ่งของที่เตรียมมาออกไปให้


            จากนั้นชายคนหนึ่งบนเรือก็เดินลงมา แต่งตัวดูดีทีเดียว พร้อมกับสั่งให้เปิดดูสิ่งของที่ชาวบ้านได้นำมา เมื่อดูและตรวจนับจนพอใจแล้ว จึงแจ้งลุงคำให้ยกทั้งหมดขึ้นไปไว้บนเรือได้


            ระหว่างที่ยกของขึ้นไปไว้บนเรือ สายตาบอสเหลือบไปเห็นคนอีก 3 คนที่นั่งอยู่บนเรือกำลังกำดาบอยู่แน่น บอสแอบกังวลใจ แต่ก็ทำเป็นไม่เห็นอะไรแล้วรีบเดินลงเรือมา


            “แล้วผ้าแพรที่จักเอามาแลกอยู่ที่ใดเล่า? ข้าจักได้ให้พวกนี้มันไปขนเอา…”


            ลุงคำกล่าวกับชายคนที่ลงจากเรือ แต่ชายคนนั้นกลับนิ่งเงียบและเดินหันหลังพร้อมจะกลับขึ้นเรือไป


            “เฮ้ย นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไร เอ็งคิดจะเบี้ยวพวกข้ารึ…!”


            ลุงคำเริ่มโมโห เตรียมพร้อมจะชักดาบที่สะพายอยู่


            “ท่านลุง รอประเดี๋ยวก่อน อย่าได้ผลีผลามขอรับ…!”


            ลุงคำได้ยินเสียงบอสรั้งไว้ จึงหันหลังมาหาแล้วพูดว่า


            “อะไรของเอ็งวะ ไซ พวกมันจะเบี้ยวผ้าแพรเราหนา… ของๆ เรามันก็เอาไปแล้ว เอ็งก็เห็น…”


            “เชื่อข้า ท่านลุง เมื่อครู่ข้าเห็นคนบนเรือจับดาบกันอยู่ทุกคน หากเราต่อสู้ไป ข้าเกรงว่าเราจักตายกันหมดหนาขอรับ…”


            ลุงคำยังได้ยินเสียงบอสในหัวอยู่ แต่ปากบอสไม่ได้ขยับอะไร ลุงคำถึงกับอุทาน


            “เฮ้ย ไซ นี่เอง…”


            “ขอรับท่านลุง ข้าใช้จิตพูดคุยกับท่านอยู่ ท่านมิต้องเอ่ยวาจาแล้ว เพียงแค่คิดคำที่จักพูดกับข้า ข้าก็จักรับรู้แล้ว...”


            บอสใช้จิตพยายามอธิบายเรื่องราวแก่ลุงคำให้กระชับที่สุด เพราะผู้ชายคนนั้นมองกลับมาหาลุงคำอย่างประหลาดใจแล้ว ซักพักลุงคำก็เหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง จึงลดท่าทีขึงขังลง และเพียงพูดกับชายคนนั้นว่า


            “หากเป็นเช่นนี้ พวกข้าก็จักลำบากหน่ะสิขอรับ พวกเราเหนื่อยยากแทบตายกว่าจะได้ของเหล่านี้มา ขอร้องพวกท่านเถิด…”


            ชายคนนั้นหันกลับไป แล้วเดินขึ้นไปบนเรือ ก่อนจะโยนถุงใส่เงินมาให้ 1 ถุง แล้วพูดว่า


            “พวกเอ็งเอาเงินนี้ไป แล้วกลับไปเสีย จงฟังคำข้าแต่โดยดี…”


            ก่อนที่คนบนเรือจะเริ่มพายเรือออกจากฝั่งไป โดยที่ลุงคำก็ไม่ได้พูดอะไรกับชายคนดังกล่าวอีกแต่อย่างใด


            ‘รอดตัวไปที เกือบไปแล้ว นึกว่าจะตายซะแล้วเรา ดีที่ได้วิชชานี้จากพระอาจารย์มาก่อน โชคดีจริงๆ…’


    ---------------------------------------