เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของเหล่าทหารสยามดังกึกก้องไปทั่วทั้งกำแพง...แต่เสียงที่ดังที่สุดในโสตประสาทของเจ้าพระยาเพชรพิไชยในขณะนี้...คือเสียงแห่งความเงียบ
ความเงียบ...ที่มาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้เป็นศูนย์กลางของชัยชนะครั้งนี้...ซึ่งบัดนี้ได้ล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นศิลาแลงที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของศัตรู
"คำอินทร์!"
ท่านเจ้าเมืองคำรามลั่น...ความยินดีในชัยชนะมลายหายไปในพริบตา...ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียวีรบุรุษคนสำคัญไป...ท่านรีบวิ่งเข้าไปทรุดกายนั่งลงข้างๆ เขาอีกครั้ง...เป็นครั้งที่สองในรอบหลายวันที่ผ่านมา
"ตามหมอหลวง! เร็วเข้า! ไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!" ท่านตวาดสั่งการ...เสียงของท่านเต็มไปด้วยความร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เหล่าทหารองครักษ์ที่เพิ่งจะปีนขึ้นมาถึงบนกำแพง...เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยทันที...
ภาพของเจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์ที่กำลังประคองร่างของเด็กหนุ่มมอมแมมผู้เป็นวีรบุรุษของพวกเขาไว้ในอ้อมแขน...ได้สร้างความรู้สึกที่ลึกซึ้งและน่าประทับใจให้แก่ทุกคนที่ได้เห็น...นี่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับไพร่...แต่เป็นความผูกพันของวีรบุรุษที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา
เจ้าพระยาเพชรพิไชยตัดสินใจอุ้มร่างที่หมดสติของคำอินทร์ขึ้นมาอีกครั้ง...ครั้งนี้...ท่านอุ้มเขาด้วยความทะนุถนอมและห่วงใยราวกับเป็นบุตรชายของตนเอง...ท่านเดินลงจากกำแพง...ฝ่ากลุ่มทหารที่แหวกทางให้ด้วยความเคารพ...แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังจวนที่พักทันที
ระหว่างทาง...ท่านได้เห็นภาพผลลัพธ์ของสงครามอย่างชัดเจน...
เมืองชากังราวในยามนี้...แม้จะรอดพ้นจากหายนะ...แต่ก็เต็มไปด้วยบาดแผล...ประตูเมืองทิศใต้พังยับเยิน...กำแพงเมืองฝั่งตะวันออกเต็มไปด้วยซากศพ...และยุ้งฉางหลวง...แม้จะดับไฟได้ทัน...แต่ก็เสียหายไปกว่าครึ่ง...ทหารบาดเจ็บล้มตายนับร้อย...และชาวบ้านต่างอยู่ในอาการขวัญเสีย
แต่ท่ามกลางความสูญเสียนั้น...กลับมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป...
แววตาของผู้คน...มันไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัวอีกต่อไป...แต่กลับมีประกายแห่ง "ความหวัง" และ "ความภาคภูมิใจ" ฉายชัดอยู่...พวกเขาได้ลุกขึ้นสู้...และพวกเขาได้ปกป้องบ้านของตนเองไว้ได้...
และเมื่อพวกเขาเห็นท่านเจ้าเมืองกำลังอุ้มร่างของวีรบุรุษนิรนามที่ทุกคนกำลังเล่าขานถึง...พวกเขาก็พากันคุกเข่าลงกับพื้น...เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรบุรุษทั้งสอง...ผู้เป็นดั่งแสงสว่างในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด
หลายวันต่อมา…
ภายในห้องพักที่เงียบสงบของจวนเจ้าเมือง
คำอินทร์ยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ...ร่างกายของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลจนแทบจะทั่วทั้งตัว...หมอหลวงทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตของเขา...แต่ก็ทำได้เพียงรักษาบาดแผลภายนอกและประคองอาการไว้เท่านั้น...ส่วนบาดแผลภายในและความบอบช้ำจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดนั้น...เป็นสิ่งที่เกินกว่าความสามารถของหมอธรรมดาจะเยียวยาได้
ทุกอย่าง...ขึ้นอยู่กับตัวของคำอินทร์เอง
ในห้วงแห่งความฝันอันเลือนลาง...เขาไม่ได้ต่อสู้กับความตายอีกต่อไป...แต่กำลังเรียนรู้...
แก่นอาคมแผ่นดินที่ไหลเวียนอยู่ในกาย...บัดนี้มันไม่ได้เป็นเพียงพลังงานดิบเถื่อน...แต่เขากลับเริ่มสัมผัสได้ถึง "เจตจำนง" ของมัน...เจตจำนงที่ต้องการจะปกป้อง...ต้องการจะฟื้นฟู...เขาปล่อยให้พลังงานสีทองอันอบอุ่นนั้นไหลเวียนไปตามธรรมชาติ...ปล่อยให้มันค่อยๆ ซ่อมแซมร่างกายของเขาจากภายใน...ทีละน้อย...ทีละน้อย...มันคือกระบวนการเยียวยาที่เชื่องช้า...แต่กลับมั่นคงและลึกซึ้ง
ในบางครั้ง...เขาก็ฝันเห็นตนเองกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองชากังราว...เบื้องหลังคือใบหน้าของผู้คนนับหมื่นที่ฝากความหวังไว้กับเขา...ความรู้สึก "เป็นส่วนหนึ่ง" และ "ความรับผิดชอบ" ได้ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างช้าๆ...มันไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้ง...แต่กลับเป็นความอบอุ่นที่ช่วยประคับประคองจิตใจที่เคยว่างเปล่าของเขาไว้
และแล้ว...ในรุ่งอรุณของวันที่เจ็ด...
สติสัมปชัญญะของคำอินทร์ก็ได้กลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง...
เขาลืมตาขึ้นช้าๆ...สิ่งแรกที่เขารับรู้คือความเจ็บปวดที่ทุเลาลงไปมาก...และความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง...
ภาพแรกที่เขาเห็น...คือใบหน้าอันเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความยินดีของเจ้าพระยาเพชรพิไชย...ที่นั่งเฝ้าเขาอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
"ฟื้นแล้ว...ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที" ท่านเจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
คำอินทร์พยายามจะลุกขึ้นนั่ง...แต่ท่านเจ้าเมืองก็รีบกดบ่าของเขาไว้เบาๆ
"อย่าเพิ่งขยับ...แผลของเจ้ายังไม่หายดี"
"ข้า...นอนไปนานเท่าใดขอรับ" คำอินทร์ถามเสียงแหบ
"เจ็ดวันเต็ม" ท่านตอบ "เจ็ดวันที่ทำให้ข้าแทบจะไม่ได้นอน"
คำอินทร์นิ่งเงียบไป...เขารู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของชายผู้นี้อย่างสุดหัวใจ...ชายผู้ที่เป็นหนี้ชีวิตเขา...แต่กลับปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นญาติสนิท
"ข้า..." คำอินทร์พยายามจะพูด...เขาตัดสินใจแล้ว...ว่าเขาจะบอกความจริงบางส่วนแก่บุรุษผู้นี้...เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ท่านมอบให้ "ท่านเจ้าคุณ...ที่ท่านเคยถามว่าข้าเป็นใคร...ข้าอาจจะยังบอกท่านทั้งหมดไม่ได้ในตอนนี้...แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าพอบอกได้"
เจ้าพระยาเพชรพิไชยพยักหน้าช้าๆ...รอฟังอย่างตั้งใจ
"ข้าสืบเชื้อสายมาจาก...เจ้าพระยาอินทร์...อดีตเจ้าเมืองแห่งนครฝ่ายเหนือขอรับ...ส่วนวิชาที่ข้าใช้...เป็นมรดกที่ตกทอดกันมาในตระกูล"
เพียงได้ยินชื่อ "เจ้าพระยาอินทร์"...แววตาของท่านเจ้าเมืองก็พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย! ท่านเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาผู้นี้มาบ้าง...แม้จะไม่เคยพบหน้า...แต่ก็รู้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมและเป็นที่รักของปวงชน...บัดนี้...ทุกอย่างก็เริ่มจะปะติดปะต่อกัน...ทั้งฝีมือที่ร้ายกาจ...ทั้งแหวนวงนั้น...และทั้งท่าทีที่ดูสูงศักดิ์เกินคนธรรมดาของเด็กหนุ่มผู้นี้
ท่านเจ้าเมืองถอนหายใจยาว...ท่านรู้ว่านี่ยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด...แต่ก็มากพอแล้วสำหรับตอนนี้...ท่านตระหนักดีว่าเด็กคนนี้มีความลับที่ยิ่งใหญ่และอันตรายซ่อนอยู่...และการคาดคั้นต่อไปก็อาจจะเป็นการสร้างความลำบากใจให้แก่เขา
"ข้าเข้าใจแล้ว" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ไม่ว่าเจ้าจะสืบเชื้อสายมาจากใคร...แต่สำหรับข้า...เจ้าคือวีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองชากังราว"
"นับแต่นี้ไป...ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในเมืองนี้...จงถือว่าจวนแห่งนี้คือบ้านของเจ้า...และตัวข้า...ก็คือญาติผู้ใหญ่ของเจ้าอีกคนหนึ่ง"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาของคำอินทร์รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด...
"และในฐานะวีรบุรุษ" ท่านเจ้าเมืองกล่าวต่อพลางยิ้มเล็กน้อย "เจ้าไม่ควรจะ 'ไร้นาม' อีกต่อไป...ชาวเมืองได้ขนานนามเจ้าว่า 'อสุราพิทักษ์เมือง'...ซึ่งข้าก็เห็นว่าเหมาะสมยิ่งนัก"
"เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรกรรมของเจ้า...และเพื่อเป็นที่ประจักษ์แก่ทหารทั้งปวง...ข้าขอมอบตำแหน่งให้เจ้าเป็น 'แม่ทัพพิเศษ' ขึ้นตรงต่อข้าแต่เพียงผู้เดียว...และขอมอบสมญานามอย่างเป็นทางการให้เจ้าว่า..."
ท่านเจ้าเมืองเว้นจังหวะ...แล้วมองมาที่คำอินทร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ...
"อสุราน้อย"
คำอินทร์เบิกตากว้าง...เขานิ่งไปชั่วครู่...ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ารับช้าๆ