บทที่78เงามืด
เรือลำใหญ่ที่เคยโดยสารด้วยเหล่าผู้กล้าจากทั่วปฐพีและคนของเจ็ดพรรคใหญ่สู่แม่น้ำร้อยลี้ทางฝั่งทิศใต้บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนผู้โดยสารเป็นเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตาย ทั้งยังแปรเปลี่ยนเส้นทางจากใต้มุ่งขึ้นเหนือราวกับมีเป้าหมายที่แน่ชัด
การเดินเรือของเหล่าผู้ฝึกญาณนี้ดูจะช่ำชองกว่าคนของเจ็ดพรรคใหญ่เป็นอย่างมากแม้เรือจะฝ่ากระแสคลื่นอันเชี่ยวกราก ผ่านวังน้ำวนอันน่าหวาดเสียวผ่านอุปสรรคหลากหลายแทบนับมิถ้วน พวกมันก็สามารถประคองเรือได้อย่างไม่ผิดพลาด ราวกับว่าเส้นทางการเดินเรือบนห้วงน้ำแห่งนี้ได้ถูกพวกมันจดจำแลคำนวนจนขึ้นใจแล้ว
ฮุ่ยจวินหลังจากฟื้นตื่นขึ้นมาจากการสลบไสลมันก็ได้มองเห็นภาพที่ง่ายดายไม่เหมือนตอนที่ตนมากับคนของเจ็ดพรรคใหญ่และเหล่าผู้กล้านี้แต่มันก็ไม่รู้สึกแปลกใจอันใด เพราะเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายด้วยการถูกไล่ล่าจากทั่วปฐพีสถานที่ที่อันตรายและมากด้วยปริศนาแห่งนี้จึงนับเป็นที่ปลอดภัยสำหรับพวกมัน พวกมันคงได้ใช้ชีวิตลองผิดลองถูกมาอย่างมากมายหรืออาจจะสละชีวิตไปหลายผู้จึงได้มีความเข้าใจในเส้นทางแลกระแสน้ำอันน่ากลัวแห่งนี้
ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะดีหรือเลวร้ายก็จะต้องปรับเพื่ออยู่กับมันให้ได้ ซึ่งผู้ฝึกญาณเดนตายเหล่านี้นับว่าปรับตัวได้อย่างดียิ่ง
บุรุษชราชิงหวงเห็นฮุ่ยจวินฟื้นตื่นจากอาการสลบไสลมันก็เดินเข้าไปหาฮุ่ยจวิน แล้วกล่าว
“เหล่าผู้ฝึกญาณที่รอดชีวิตต่างรอขอบคุณเจ้ากันอย่างถ้วนทั่ว"
“คนที่พวกมันสมควรจะขอบคุณเป็นท่านมากกว่า”
หลังกล่าววาจาชายหนุ่มก็มองทิศทางที่เรือกำลังแล่นไปโดยทิศทางของเรือได้มุ่งไปยังทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางที่มันต้องการจะมุ่งไปตั้งแต่แรกแต่มันไม่รู้ว่าบุรุษชราใช่จะเดินทางขึ้นเหนือด้วยวัตถุประสงค์ใด
ชิงหวงมองนัยน์ที่ครุ่นคิดเป็นกังวลของฮุ่ยจวินบุรุษชรามันก็กล่าวถาม
“มีเรื่องใดค้างคาใจหรือไม่"
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวตามตรง
“ท่านคิดเดินเรือไปที่ใด"
บุรุษชราชิงหวงก็กล่าวโดยไม่ปิดบัง
“บ้านที่ไม่กล้ากลับมานาน"
ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว
“บ้านท่าน?”
โดยมิรอให้ฮุ่ยจวินกล่าวต่อชิงหวงได้กล่าวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“เจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะส่งเจ้าก่อนถึงท่าน้ำซุนเฮียง เจ้าจะคืนกลับแผ่นดินใหญ่ได้อย่างปลอดภัย”
ฮุ่ยจวินประเมินจากทิศทางการมุ่งไปของเรือมันจึงถามอย่างได้คิด
“บ้านท่านอยู่ที่ใด"
ชิงหวงรู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มากด้วยคุณธรรมมันจึงไม่กลัวที่จะบอกออกไปตามตรง
“บึงลี้ลับ"
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวตามตรงเช่นกัน
“ข้าก็มีเหตุผลที่ต้องไปบึงลี้ลับเช่นเดียวกัน"
ถึงคราวที่ชิงหวงต้องขมวดคิ้ว
“ต้องการไปที่นั่นทำไม"
ฮุ่ยจวินนึกถึงคำสั่งเสียของบิดาบุญธรรมแต่มันก็มิได้เอ่ยเรื่องนี้ออกมา เพียงล้วงมือเข้าไปหยิบแผนที่ส่งให้บุรุษชราชิงหวง
“ข้าต้องการค้นหาคัมภีร์ลมปราณในตำนาน”
ชิงหวงมองหน้าของชายหนุ่มอย่างตรึงเครียดก่อนกล่าวถาม
“เจ้าได้แผนที่ตำแหน่งเช่นนี้มาได้อย่างไร"
“มีคนให้มา"
“ผู้ใด"
“ข้าก็ไม่ทราบได้รับทอดมาอีกที”
ชิงหวงพึมพำขึ้น
“ข้อมูลนี้จะหลุดรอดได้อย่างไรคนนอกมิน่าจะรู้ หรือว่า…..”
หลังเสียงพึมพำมันก็หันไปถามฮุ่ยจวิน
“มีใครบ้างที่ทราบเรื่องนี้”
“เท่าที่ข้ารู้มีพรรคเอกยาจกและเจ็ดพรรคใหญ่"
เมื่อได้ฟังคำตอบของฮุ่ยจวินสีหน้าของชิงหวงก็ทอแววความครุ่นคิดยุ่งยากขึ้น
“นิกายเทวะวจนะเริ่มสงสัยแล้วหรือนี่....มิได้การแล้ว"
ชิงหวงปรากฏความเร่งรีบในการเดินทางระหว่างนี้มันก็มองไปที่ฮุ่ยจวิน
“บ้านข้าอยู่ที่บึงลี้ลับแน่นอนว่าอันตรายระหว่างเดินเรือย่อมมีมาก แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าก็คือพรรคบุปผาพิษม่วงที่จะรออยู่เพื่อป้องกันมิให้ข้าคืนกลับหากเดินทางร่วมกันเจ้าจักต้องพานพบกับอันตรายที่อาจพรากชีวิต เจ้ายังต้องการที่จะไปด้วยหรือไม่”
“ข้ามาถึงขนาดนี้แล้วข้าย่อมไม่คิดหันหลังกลับ”
“คัมภีร์ในตำนานสำคัญต่อตัวเจ้าขนาดนั้นหรือ"
“คัมภีร์หรือพลังฝีมือไม่สำคัญสำหรับตัวข้าแต่มันสำคัญสำหรับปณิธานของข้า”
“ปณิธาน?”
ฮุ่ยจวินมองตาบุรุษชรา
“โลกที่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างเทวะวจนะหรือผู้ฝึกญาณโลกที่ไม่มีการแย่งชิง และโลกที่ปลาใหญ่ไม่เบียดเบียนปลาเล็กอย่างไรล่ะ"
ชิงหวงมีความไว้ใจต่อฮุ่ยจวินทั้งยังชื่นชมฮุ่ยจวินอย่างยิ่งยวดด้วยตัวตนของชายหนุ่มที่มันสัมผัสถึง มันไม่มีความเกรงกลัวเลยหากบุรุษหนุ่มผู้นี้จะไปได้ถึงบึงลี้ลับหรือจะไปเอาคัมภีร์สำคัญใดเพราะด้วยพระคุณของชายหนุ่ม คัมภีร์วิชาใดที่มันมีมันก็สามารถที่จะมอบให้บุรุษผู้นี้ได้ทั้งหมดแต่ตอนนี้พอได้รับฟังเรื่องราวจากปากชายหนุ่ม มีข่าวคราวรั่วไหลถึงบึงลี้ลับแล้ว เรื่องนี้นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจทำลายความสงบสุขมานับร้อยปีและอาจก่อเกิดเหตุนองเลือดขนานใหญ่ขึ้นได้มันต้องรีบกลับไปเพื่อกระทำอะไรซักอย่าง ป้องกันมิให้เรื่องราวที่เลวร้ายนี้เกิดขึ้น
ชิงหวงคิดนำเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่ไร้ที่พึ่งคืนกลับไปด้วยอย่างน้อยก็ได้พวกมันช่วยเป็นกำลังและทำให้พวกมันมิต้องประสบกับชะตากรรมที่ทุกข์ทนเหมือนที่ผ่านมาทั้งยังตัดสินใจที่จะพาฮุ่ยจวินติดตามไปเช่นเดียวกัน แม้ชายหนุ่มจะมิใช่ผู้ฝึกญาณ แม้สถานที่ที่มันจะกลับคือสถานที่ที่คนนอกมิควรจะรับรู้แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้คือข้อยกเว้น หากเป็นบุรุษหนุ่มผู้นี้สัญชาตญาณของมันบอกว่าสามารถที่จะพาไปยังบึงลี้ลับได้
ชิงหวงไม่ทราบว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรมันมองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มผู้มากด้วยคุณธรรมก็พลันทำให้หวนนึกถึงนายน้อยของมันที่ได้ตกตายไปรวมถึงได้นึกถึงผู้เป็นนายที่หายสาปสูญมิอาจตามตัวพบ ซึ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของการที่มันมิกล้าสู้หน้าและมิกล้าที่จะคืนกลับสู่สถานที่ที่เรียกว่าบ้านทว่าพอพานพบฮุ่ยจวินมันก็รู้สึกนึกถึงบ้าน และหากมีบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับไปด้วย มันก็รู้สึกว่าบ้านมิใช่สถานที่ที่ต้องกลัวที่จะกลับอีกต่อไป
ชิงหวงยกมือขึ้นมาแตะที่แผ่นอกความรู้สึกที่ผ่อนคลายนี้คืออะไรกัน มันไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้วนับตั้งแต่ที่มิอาจช่วยนายทั้งสองให้คืนกลับบ้านพร้อมกันไปได้จะบอกว่าการได้พาคนนอกที่มิใช่ผู้ฝึกญาณไปยังบึงลี้ลับด้วยคือความสุขอย่างนั้นหรือ
“จะเป็นไปได้อย่างไร?”
ตลอดรายทางที่เรือใหญ่ลอยล่องทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวผ่านโขดหินที่ซับซ้อน ผ่านม่านหมอกที่บังตา รวมถึงผ่านแผ่นดินลอยน้ำที่มีปะปลายทั่วแม่น้ำร้อยลี้เหล่านี้ก็ยังไม่มีอุปสรรคอะไรมากมาขวางกั้นเรือลำนี้ให้ผ่านไปยังทิศเหนือ ยิ่งการควบคุมเรือของบุรุษกลางคนนามชิงถงบุตรชายของบุรุษชราชิงหวงด้วยแล้ว การแล่นของเรือก็ยิ่งไม่ติดขัด การเดินเรือของชิงถงนับว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก
เพราะอาศัยในแม่น้ำร้อยลี้มานานสภาพความน่ากลัวและปริศนาที่ซ่อนเร้นต่างๆ จึงมินับเป็นความน่ากลัวของเหล่าผู้ฝึกญาณแต่ความตรึงเครียดของสองบิดาบุตรตระกูลชิงในตอนนี้ก็คือ กองกำลังที่อาจรอขัดขวางมิให้มันสองบิดาบุตรได้กลับบ้าน!
แน่นอนว่าทุกแห่งหนหากยังมีพลังอำนาจย่อมมีการแย่งชิงกัน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าผู้ฝึกญาณเองที่ตกเป็นเป้าหมายของปฐพี พวกมันที่ต้องหลบซ่อนในสถานที่อันเป็นปริศนามากมายแต่เมื่อมีกองกำลัง มีทรัพยากรให้กอบโกย พวกมันก็ตั้งฝักฝ่ายเพื่อที่จะขึ้นเป็นใหญ่ปกครองในสถานที่แห่งนั้นแต่เพียงผู้เดียวผู้ที่เห็นด้วยแลคล้อยตามล้วนเป็นพรรคพวก ผู้ที่เห็นต่างขัดแย้งย่อมเป็นศัตรูที่ต้องหาทางกำจัดพรรคที่ตระกูลชิงร่วมอยู่ไม่เห็นด้วยที่จะมีการควบรวมอำนาจเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปกครองในน่านน้ำแห่งนี้ฝ่ายตรงข้ามจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเป็นผู้ชนะ ตอนนี้พรรคที่ตระกูลชิงร่วมอยู่แตกระส่ำนายน้อยตกตาย ผู้นำสูญหาย ฝ่ายตรงข้ามเริ่มกดดันรุกคืบอย่างออกหน้า ยิ่งโอกาสที่พวกตนไม่อยู่พวกมันก็ยิ่งเหิมเกริมไม่รู้ว่าตอนนี้ทางพรรคจะเป็นเช่นไร แต่ที่แน่ๆ ฝ่ายตรงข้ามมิยอมเปิดโอกาสให้พวกตนได้คืนกลับสู่พรรคได้ง่ายๆแน่
สิ่งที่จะขัดขวางเส้นทางอำนาจของพวกมันหากมีโอกาสกำจัด พวกมันย่อมไม่ทิ้งโอกาส เพราะเมื่อใดที่พวกตนคืนกลับได้ เมื่อพวกตนอยู่ในที่แจ้งการจะเข่นฆ่าคนในมหาวิถีเดียวกันอย่างเปิดเผยจะมิได้รับการยอมรับในกลุ่มพันธมิตร และอาจสั่งสมเป็นความแค้นที่ยากรับมือทั้งยังอาจนำพาให้ผู้ฝึกญาณจากถิ่นอื่นเข้ามาสอดแทรก มีผลต่อการปกครองในภายภาคหน้า
การจะกำจัดได้ก็คือการลอบกำจัดซึ่งแน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้
มุสิกที่หลงฝูงคือมุสิกที่จัดการได้ง่ายที่สุด
ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์เรือลำใหญ่ที่แล่นฝ่ากระแสน้ำหลบหลีกเส้นทางที่แฝงความอันตรายทางธรรมชาติก็บรรลุถึงน่านน้ำทางตอนเหนือของแม่น้ำร้อยลี้ในที่สุดตลอดรายทางฮุ่ยจวินได้รับฟังเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพรรคของชิงหวงและพรรคบุปผาพิษม่วงมามิน้อยได้เข้าใจถึงสภาพการณ์และการวางตัวของทั้งสองฝ่าย ชายหนุ่มก็ได้คิดตามและรับรู้ทันทีว่าเรือลำนี้จะมิได้แล่นอย่างสะดวกอีกต่อไปเมื่อเข้าสู่น่านน้ำทางตอนเหนือนี้
โดยเฉพาะความตรึงเครียดของบุรุษชราชิงหวงและบุตรชายของมันยิ่งเป็นคำตอบยืนยันชั้นดีระหว่างทางมานี้ฮุ่ยจวินจึงมิได้เลือกนิ่งเฉยปล่อยวางความเครียดของทั้งสอง มันได้กระทำการบางอย่างระหว่างทางแวะเก็บสมุนไพรหายากมาจำนวนมิน้อย ตลอดรายทางจึงได้โอสถที่ปรุงขึ้นมาขนานหนึ่งในปริมาณที่มากคนบนเรือกินแทนอาหารก็ยังไม่หมด
ไม่เพียงแต่ทำโอสถเวลาว่างยามค่ำคืนมันยังฝึกปรือมหาวิถีเจ็ดดาราหรือเคล็ดลมปราณเจ็ดดาราที่มันบัญญัติขึ้นอย่างขมักเขม้นลมปราณเจ็ดดาราของมันนับว่าสมบูรณ์แบบแล้ว เพียงแต่จังหวะการใช้ออกกลับมีหลักเกณฑ์การโคจรที่ซับซ้อนเป็นอย่างมากหากเดินลมปราณผิดพลาดเพียงเสี้ยวเดียว พลังลมปราณจะขาดห้วงทำให้พลังที่ปลดปล่อยไม่ประติดประต่อและจะสลายหายไปทันที
ซึ่งเพราะสิ่งนี้มันจึงพยายามคิดค้นหลักเกณฑ์เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้การใช้ออกของพลังลมปราณเจ็ดดาราง่ายดายกว่าเดิมเพราะหากซับซ้อนจนเกินไป กว่าที่มันจะได้ใช้ออก พลังของศัตรูก็คงบรรลุถึงก่อนแล้ว
ฮุ่ยจวินกลั้นลมหายใจและขับเคลื่อนพลังลมปราณมาไว้ที่จุดตันเถียนสองมือวาดออกไปเบื้องหน้าอย่างแผ่วเบาพร้อมกับลมหายใจที่ผ่อนออก พลังลมปราณจากดวงดาราจุดที่หนึ่งเปิดขึ้นพลังลมปราณแฝงที่เรียกว่าดาราไร้เงาแผ่กำจายพวยพุ่งออกจนพลังธรรมชาติโดยรอบตัวเรือปั่นป่วนรอบกายของชายหนุ่มก่อเกิดวงสุญญากาศขนาดใหญ่ สรรพสิ่งที่กระทบล้วนถูกสะท้อนออกจนสิ้นนับเป็นพลังลมปราณสามัญที่เทียบเท่าพลังญาณและมหาวิถีวจนะในระดับต้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
ชิงหวงที่เฝ้ามองชายหนุ่มอยู่ยังต้องแปลกใจในพลังลมปราณสามัญที่ไม่สามัญนี้
“เป็นวิชาลมปราณอันเลิศภพจากยอดคนท่านใดถ่ายทอดให้เจ้า"
ฮุ่ยจวินผ่อนลมหายใจออกคนลืมตาขึ้นพร้อมสลายพลังลมปราณจนเลือนหายไป
“เพียงเป็นลมปราณที่ข้าจับพลัดจับพลูคิดค้นขึ้นมาเท่านั้นมินับเป็นลมปราณเลิศภพอันใด"
ชิงหวงถึงกับหรี่ตา
“เจ้าบอกว่าคิดค้นขึ้นเอง”
ฮุ่ยจวินพยักหน้าทำให้ชิงหวงถึงกับกล่าวสิ่งใดมิออก มันมองชายหนุ่มอย่างลึกล้ำละคนเลื่อมใส เป็นฮุ่ยจวินที่กล่าวว่า
“แต่มันยังคงมีสิ่งบกพร่องที่ข้าต้องหากฎเกณฑ์ที่ถูกต้องมาลบล้าง"
ชิงหวงคิดในใจ
“ขนาดบกพร่องยังร้ายกาจเพียงนี้หากสมบูรณ์แบบเล่า พลังลมปราณนี้จะมีอานุภาพมากเพียงใด"
แล้วกล่าวขึ้น
“ที่แท้การที่เจ้าตามหาลมปราณในตำนานหรือลมปราณอื่นๆก็เพื่อจะได้ศึกษากฎเกณฑ์ที่จะนำมาต่อยอดปรับปรุงแลเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของลมปราณนี้”
ฮุ่ยจวินพยักหน้าอีกครั้งชิงหวงจึงกล่าวต่อ
“เจ้านับเป็นยอดอัจฉริยะระดับปรมาจารย์ที่พันปีจะปรากฏซักผู้แล้ว”
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะอย่างไม่ยอมรับ
“หากเป็นดั่งเช่นท่านว่าข้าก็คงไม่ต่ำต้อยคอยหวังพึ่งแต่คนอื่นอยู่เช่นนี้”
ชิงหวงกล่าวด้วยนัยน์ตาที่ลึกล้ำ
“คนทุกคนต้องเริ่มนับจากหนึ่งสอง และสาม ชีวิตจริงไหนเลยจะมีของวิเศษที่ทำให้คนเริ่มต้นจากหนึ่งแล้วก้าวกระโดดไปหนึ่งร้อยดั่งเช่นเรื่องเล่าปรัมปราได้การที่เจ้ามุ่งมานะในเส้นทางที่ไร้การส่งเสริมจนมาไกลได้ขนาดนี้ หากมิให้นับเป็นอัจฉริยะจะให้นับเป็นสิ่งใด"
ฮุ่ยจวินนึกถึงคืนวันอันยากลำบากการฝึกฝนที่เจียนตายหลายครั้งครา การใช้สมาธิและปัญญาตีความในมหาวิถีต่างๆ ซึ่งซับซ้อนจนสมองแทบแตกดับการใช้ความรู้แลประสบการณ์เป็นตายจากการต่อสู้ทั้งหมดสร้างมหาวิถีของตนเอง ทุกเรื่องราวที่ประสบก็ทำให้มันได้คิดว่าที่ผ่านมาแต่ละก้าวของมันช่างแสนสาหัสจริงๆ
สมองครุ่นคิด ส่วนสายตาจับจ้องอยู่ที่ม่านหมอกเป็นเวลาชั่วอึดใจสมาธิของมันและบุรุษชราก็ละออกจากบทสนทนาที่พึ่งคุยกันอยู่ สายตาของพวกมันทั้งสองต่างจ้องฝ่าม่านหมอกไปทางทิศเหนือซึ่งเรือกำลังมุ่งไปปากก็พึมพำขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“มาแล้ว!”
ในความหมายของวาจาสิ่งที่พวกมันคิดว่าจะต้องมา บัดนี้มันได้มาแล้ว!