เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่ฉินอวี่รีบสร้างกระท่อมไม้ขึ้นมาจนเต็มทั้งพื้นที่ของหุบเขาอย่างรวดเร็ว
ในท้ายที่สุด เป็นเพราะไม่มีพื้นที่ว่างหลงเหลืออีกแล้วฉินอวี่จึงทำลายกระท่อมไม้ที่ตนเองสร้างไว้แล้วทั้งหมด
“สร้างกระท่อมไม้... สร้างกระท่อมไม้ข้าฉินอวี่ใช้ชีวิตมาถึงสองชาติภพแล้วยังไม่เคยต้องทำเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง พลางทำลายกระท่อมไม้ทั้งหมดที่สร้างขึ้น
“สร้างกระท่อมไม้เช่นนี้จะรู้แจ้งเรื่องอะไรได้เล่า? ดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”ฉินอวี่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ หลังจากทุบทำลายกระท่อมไม้ทั้งหมดที่สร้างขึ้นมาฉินอวี่ก็เดินมาถึงหุบเขาที่มีบ้านต้นแบบตั้งอยู่เขามองไปยังกระท่อมไม้ที่ดูเหมือนจะผ่านความผันแปรมานับไม่ถ้วนฉินอวี่จึงพอจะเดาได้ว่าบ้านหลังนี้คงเป็นบ้านที่ผู้อาวุโสคนนั้นเป็นคนสร้างขึ้น
ด้วยความโกรธที่อัดอั้นอยู่ภายใน ฉินอวี่จึงใช้หมัดชกตรงออกไปทันที
“ตูม ตูม ตูม!”
พลังปราณเอ่อล้นทะลักออกมา กระท่อมไม้ส่งเสียงดังแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจก็คือ กระท่อมไม้หลังนี้ไม่พังทลาย อีกทั้ง...ยังไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“เอ๊ะ?” ฉินอวี่แปลกใจเมื่อเขาได้มองดูกระท่อมไม้หลังนี้โดยละเอียด เขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้น
“เป็นไปได้อย่างไร ด้วยพลังหมัดของข้าในตอนนี้อย่างน้อยก็มีน้ำหนักถึงหมื่นชั่ง แต่ไม่สามารถทำลายกระท่อมไม้ได้หรือ?” ฉินอวี่พึมพำในใจ
“นี่เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสนั่นเป็นคนสร้างไว้หรือ? ตอนที่หม้อปรุงยาระเบิดไปก่อนหน้านี้คลื่นพลังอันแข็งแกร่งที่พุ่งเข้ากระแทกก็ยังไม่อาจทำลายกระท่อมไม้ได้ หรือว่า...ผู้อาวุโสนั่นจะสร้างม่านพลังป้องกันกระท่อมไม้หลังนี้เอาไว้?”
“จะต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน ไม่เช่นนั้นกระท่อมไม้หลังนี้จะมีความแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองแม้ว่าจะคิดเช่นนี้ แต่เขายังคงเริ่มทำการสำรวจกระท่อมไม้หลังนี้อย่างละเอียดมองไปตามแผ่นไม้ทีละแผ่นๆ
“ไม่ใช่แล้วล่ะ ไม่มีผนึกของม่านพลังเลยกระท่อมไม้หลังนี้ถูกสร้างขึ้นจากแผ่นไม้แต่ละแผ่นมาปะติดปะต่อกันแผ่นไม้ทุกแผ่นดูเหมือนจะวางต่อกันตามใจชอบ แต่ดูเหมือนว่าจะมีข้อบังคับบางอย่างอยู่ในนั้น”
“หรืออาจพูดได้ว่า เป็นเพราะข้อบังคับบางอย่างนี่เองที่ทำให้กระท่อมไม้ไม่สั่นไหว?”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า ความรู้แจ้งที่ผู้อาวุโสพูดถึงคือข้อบังคับที่ว่านี้?”
ฉินอวี่คิดไปพลางมองดูอย่างละเอียด และลองปล่อยพลังหมัดใส่กระท่อมไม้เป็นครั้งคราว
“หึ่ง!”
เกิดเสียงหึ่งดังขึ้นเสียดแก้วหูฉินอวี่สามารถได้ยินเสียงที่แหลมคมนั้นดังออกมาจากกระท่อมไม้แต่มันก็ถูกซ้อนด้วยเสียงของหมัดที่กระทบลงไป หากไม่ตั้งใจฟังก็ยากที่จะฟังออก
“นี่มัน... กระท่อมไม้นี่คือค่ายกล? เป็นค่ายกลที่เกิดจากไม้ที่มารวมตัวกัน?ไม่สิ แล้วเหตุใดข้าจึงไม่เห็นร่องรอยของค่ายกลวิชานี่เลย? หรือว่านี่จะไม่ใช่ค่ายกล?”
ฉินอวี่สงสัยอยู่ในใจจากนั้นก็เหมือนเขาได้รับอะไรบางอย่างจากกระท่อมไม้แห่งนี้
จากนั้น ฉินอวี่ก็นั่งขัดสมาธิลงที่ข้างกระท่อมไม้รูปลักษณะของกระท่อมไม้ได้ลอยขึ้นปรากฏในความคิดของเขา ตำแหน่งของไม้แต่ละแผ่นข้อบังคับของการจัดเรียง ต่างก็มาปรากฏให้เห็นในตอนนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาฉินอวี่ก็อยู่ในหุบเขาแห่งนี้มาเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว
ในวันนี้ ฉินอวี่ที่กำลังนั่งทำสมาธิได้ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาจึงนำแผ่นไม้ก่อนหน้าขึ้นมา และเริ่มสร้างกระท่อมไม้ขึ้นมาใหม่
ในครั้งนี้ ฉินอวี่ใช้ความเร็วในการสร้างช้าลงกว่าปกติเขาใช้เวลาไปเกือบสิบวัน จนสามารถสร้างออกมาได้หนึ่งหลัง ซึ่งถอดแบบออกมาจากกระท่อมไม้ที่ผู้อาวุโสได้สร้างเอาไว้
จากนั้น ฉินอวี่ก็ชกหมัดออกไปอย่างแรง เกิดเสียงกระแทกดังสนั่นแต่กระท่อมไม้กลับไม่พังทลายลง!
ฉินอวี่มีสีหน้าที่เคร่งขรึม และปล่อยหมัดสองข้างออกไปในเวลาเดียวกันจนกระท่อมไม้พังทลายลงทันที
“ยังไม่ใช่ ยังมีบางอย่างไม่ถูกต้อง” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองจากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลงอีกครั้ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินอวี่จึงเริ่มทำสลับกันไป บ้างก็ทำสมาธิทบทวนบ้างก็ลงมือสร้าง และกระท่อมไม้ก็ยังพังทลายลงมา
เวลาผ่านเลยไปอีกสามเดือน
สีหน้าของฉินอวี่ซีดเผือด เขาค่อยๆนำแผ่นไม้แต่ละชิ้นประกอบเข้าด้วยกันอย่างช้าๆไม้แต่ละแผ่นดูเหมือนจะมีน้ำหนักราวหมื่นชั่งและดูเหมือนจะมีพลังฟ้าดินกำลังสกัดขวางฉินอวี่เอาไว้แม้จะนำแผ่นไม้ไปวางไว้ในจุดที่ต้องการยังนับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
หลังจากฉินอวี่นำแผ่นไม้ชิ้นสุดท้ายวางเอาไว้ในตำแหน่งฉินอวี่ก็รู้สึกได้ถึงพลังปราณอันพลุ่งพล่านในร่างกาย และกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งพลางมองไปทางกระท่อมไม้ด้วยท่าทางที่หวาดกลัว
ฉินอวี่สูดลมหายใจลึกๆ ดวงตาของเขาเปล่งประกายรวบรวมพลังปราณที่มีอยู่ในร่างกาย และปล่อยพลังโจมตีออกไป
“ตูม ตูม ตูม!” หมัดแต่ละหมัดกระแทกลงไปยังกระท่อมไม้แต่ละส่วนอย่างรุนแรงแต่กระท่อมไม้ได้แต่ส่งเสียงดังและนิ่งไม่ไหวติง
ฉินอวี่มองดูกระท่อมไม้ที่ตนเองสร้างมากับมือด้วยความตกตะลึงอยู่ในท่าทางงุนงง และพึมพำกับตนเอง “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ผู้อาวุโสนั่นช่างน่ากลัวจริงๆ!”
ทันใดนั้นฉินอวี่ก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมาอยู่เบื้องหน้ากระท่อมไม้ที่เลี่ยเอ๋าสร้างเอาไว้สายตาของเขาจ้องตรงไปยังไม้ท่อนหนึ่ง จากนั้นจึงยกมือขึ้นหยิบไม้ท่อนหนึ่งลงมาจากนั้นจึงใช้มือข้างขวาผลักกระท่อมไม้หลังนั้นเบาๆ
“ครืน!” กระท่อมไม้พังทลายลงทั้งหลังและม่านพลังที่ปกป้องอยู่ก็สลายไปทันที
“ข้อบังคับ! มันคือข้อบังคับจริงๆ!ผู้อาวุโสนั่นบรรจุข้อบังคับลงในกระท่อมไม้? เขาทำได้อย่างไรกัน?หรือเป็นไปได้ว่าเขาได้สัมผัสกับข้อบังคับนี้ในตอนที่เขาสร้างกระท่อมไม้เมื่อครั้งก่อน? นี่จะต้องใช้ความรู้แจ้งที่น่ากลัวเพียงใดกันจึงจะเข้าใจได้?” ฉินอวี่จ้องไปยังกระท่อมไม้ที่พังทลายด้วยความตกใจ
เป็นข้อบังคับแบบไหนกัน?
ข้อบังคับที่สร้างพลังลึกลับเติมเต็มช่องว่างของฟ้าดิน
ข้อบังคับนี้แตกต่างจากสัมผัสแห่งเต๋าหรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าข้อบังคับนี้อยู่ระดับสูงกว่าสัมผัสแห่งเต๋าและมีพลังฟ้าดินอยู่ภายใน
ครั้งหนึ่ง ในตอนที่อยู่ในสำนักเทียนฉี ฉินอวี่เคยอ่านตำราโบราณเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อบังคับของฟ้าดิน
ในยุคเริ่มต้นที่ปั่นป่วน ร่างกายของบรรพชนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งพลังของพวกเขามีที่มาจากข้อบังคับของฟ้าดิน เป็นเพราะเมื่อความปั่นป่วนได้เริ่มต้นขึ้นข้อบังคับของฟ้าดินมีความเข้มข้นเป็นที่สุด ดังนั้นในร่างของบรรพชนเกือบทุกคนจึงมีข้อบังคับของฟ้าดิน เมื่อผ่านไปเป็นเวลานานก็มีใครบางคนเริ่มสังเกตเห็นถึงข้อบังคับนี้ และนำออกมาเป็นวิชาการฝึกฝน
นี่จึงนับเป็นวิชาการฝึกฝนที่เก่าแก่ที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาฝึกจึงไม่ใช่วิถีแห่งเต๋าแต่เป็นข้อบังคับของฟ้าดิน
ต่อมาไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ข้อบังคับของฟ้าดินก็เริ่มอ่อนแอลงจนกระทั่งพังทลายและเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถควบคุมข้อบังคับของฟ้าดินได้
จนกระทั่งเวลานี้ มีเพียงคนที่เข้าถึงเขตแดนเซียนเท่านั้น จึงพอที่จะสัมผัสถึงข้อบังคับของฟ้าดินได้นอกจากนี้ ยังสามารถยืมใช้พลังของข้อบังคับได้แต่ในตอนนี้หากยังไม่เข้าถึงระดับเขตแดนเซียนก็มีน้อยคนนักที่จะสามารถสัมผัสถึงข้อบังคับได้!แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพียงคนที่ถึงเขตแดนเซียนเท่านั้นจึงจะสัมผัสข้อบังคับได้แม้จะเป็นบุคคลทั่วไป แต่เป็นคนกลุ่มพิเศษที่มีพรสวรรค์ก็อาจยืมใช้พลังของข้อบังคับฟ้าดินได้ และแน่นอนว่านั่นเป็นเพราะระดับการฝึกฝนของพวกเขา จึงสามารถรับได้อย่างมีขีดจำกัดและสามารถแสดงพลังออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉินอวี่ต้องตกตะลึงสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนคือ ผู้อาวุโสที่มีนิสัยแปลกประประหลาดคนนี้กลับสามารถเข้าใจข้อบังคับของฟ้าดินชนิดหนึ่งได้ และวิธีการของความเข้าใจที่เขามีช่างน่า... น่ากลัวมากจริงๆ?
สร้างกระท่อมไม้ก็สามารถสร้างข้อบังคับขึ้นมาได้?
ฉินอวี่ทั้งตกใจและตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ฉินอวี่ก็ต้องยอมรับว่าผู้อาวุโสคนนี้ได้มอบสิ่งวิเศษที่ยิ่งใหญ่ให้กับเขาแล้วแม้ว่าระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ในตอนนี้จะยังยากที่จะใช้ข้อบังคับนี้ได้เต็มกำลังแต่สิ่งนี้จะช่วยให้ฉินอวี่เปิดข้อบังคับขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัยบางทีในวันข้างหน้า หลังจากฉินอวี่ได้เข้าสู่ระดับเขตแดนเต๋าแล้วเขาก็อาจใช้พลังของข้อบังคับฟ้าดินได้เช่นกัน
แต่ในตอนนี้ฉินอวี่สามารถทำความเข้าใจพลังของข้อบังคับฟ้าดินได้เพียงเล็กน้อยผ่านกระท่อมหลังนี้แต่ก็เพียงพอที่จะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของฉินอวี่ได้อย่างมาก
“กระท่อมไม้นี้มีเพียงเศษเสี้ยวของข้อบังคับหากนำกระท่อมทุกหลังมารวมกัน... เดี๋ยว!” ทันใดนั้นร่างกายของฉินอวี่ก็สั่นเทิ้มอย่างรุนแรงดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง หัวใจของเขาปั่นป่วนดั่งคลื่นพายุ และนึกถึงการเผชิญกันของเพลิงอสุนีบาตและพื้นที่ของเลือดปีศาจและนึกถึงเจดีย์เล็กๆ แห่งนั้น!
ฉินอวี่ยกมือขวาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คลื่นพลังปราณเข้ามารวมกลางฝ่ามือรอยมือทองสัมฤทธิ์ก็ปรากฏขึ้นอย่างคลุมเครือ
“รอยมือนี้... เป็นข้อบังคับด้วยหรือไม่? เลือดปีศาจนั่นมีพลังข้อบังคับฟ้าดินและได้ใช้ข้อบังคับของฟ้าดินขัดขวางการกดดันของเพลิงอสุนีบาต?”
ฉินอวี่สูดลมหายใจลึกๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้เขาไม่รู้เลยว่ารอยผนึกฝ่ามือนี้มีที่มาที่ไปเช่นไรกันแน่ และในตอนนี้เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องของกระท่อมไม้ เขาก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย!
ฝ่ามือทองสัมฤทธิ์นี้ นับเป็นข้อบังคับประเภทหนึ่ง! บางทีอาจพูดได้ว่ารอยฝ่ามือทองสัมฤทธิ์ที่เดียวดายนี้ ยังไม่ใช่ข้อบังคับของฟ้าดินโดยสมบูรณ์แต่เป็นเพียงบางส่วนของข้อบังคับฟ้าดินเท่านั้น
ฉินอวี่ตกตะลึง เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถสัมผัสข้อบังคับนี้ได้ในระดับการฝึกฝนเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยหรือแม้จะเป็นเพียงเศษส่วนของข้อบังคับ หรือแม้ยากที่จะยืมใช้พลังของข้อบังคับแต่เมื่อระดับการฝึกของเขาสูงขึ้น มีความรู้แจ้งที่เปิดกว้างมากขึ้นก็มีโอกาสมากที่ข้อบังคับนี้จะช่วยให้เขาบรรลุเข้าถึงระดับเขตแดนเซียน
และสามารถกล่าวได้ว่า ข้อบังคับนี้ช่วยเปิดทางให้ฉินอวี่เอาไว้ล่วงหน้าและทั้งหมดนี้เหมือนเป็นพรอันดีเลิศที่ได้จากผู้อาวุโสคนนั้น มิเช่นนั้นฉินอวี่ก็ไม่รู้ว่าจะได้สัมผัสถึงข้อบังคับเช่นนี้เมื่อใด
“ข้อบังคับ ในฟ้าดินแห่งนี้มีข้อบังคับอยู่จริงๆ บางทีข้าก็อาจจะยังเป็นคนที่รับรู้และมองเห็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าเหมือนดั่งกบก้นบ่อที่กำลังมองขึ้นมาจากบ่อและเห็นได้เพียงเศษเสี้ยวเดียวของยอดภูเขาน้ำแข็ง” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองจากนั้นไม่นาน เขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่ถูกบดบังโดยหมู่ต้นไม้และพูดกับตนเอง “ต้องมีสักวันหนึ่ง ที่ข้าฉินอวี่จะขึ้นไปบนฟากฟ้าเหนือยอดสุดแห่งนภาอากาศ เพื่อมองดูโลกมนุษย์ ว่าแท้จริงเป็นเช่นไรกันแน่!”
สิ่งนี้ นับเป็นวาทศิลป์ที่ฉินอวี่เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่นี่ไม่ใช่ความคิดเพียงชั่ววูบ แต่กลับเป็นความปรารถนาจากจิตใจและเสียงเรียกร้องจากหัวใจของเขา
ฉินอวี่นิ่งเงียบไป และคิดอะไรขึ้นมามากมาย และคิดอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานจนกระทั่งหวนนึกถึงความปรารถนาอันมากมายนับไม่ถ้วนในตลอดช่วงเวลาหกปีที่ได้รับพิษและนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอหลังจากกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
เดิมแล้วฉินอวี่คิดว่าเป้าหมายสำคัญในการกลับมาเกิดใหม่ของตนเองคือการสังหารหลินอวี่และการแก้แค้น แต่ในตอนนี้ ฉินอวี่จึงได้เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าเป้าหมายของตนเองคือการก้าวให้ถึงจุดสูงสุดของการฝึกฝนยุทธ์บางทีอาจบอกได้ว่า... เป็นการควบคุมชะตาของตนเอง ไม่ให้ซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฉินอวี่ก็ละทิ้งความคิดกลับมาอารมณ์ทั้งหมดค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ และไม่รู้ว่าสายตาของเขาดูลึกล้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน
“วันหลังค่อยหาเวลาพิจารณาเรื่องข้อบังคับ แต่น่าเสียดายที่มีตำราที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับเหล่านี้น้อยเกินไป” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉินอวี่ก็นั่งขัดสมาธิลงอีกครั้ง ยกมือข้างขวาขึ้นพร้อมเรียกพลังปราณออกมาจากนิ้วฉินอวี่ตั้งใจนำพลังปราณแยกแผ่นไม้ และนำพลังปราณออกมาสร้างกระท่อมไม้เพื่อทดลองดูว่าจะสามารถใช้พลังของข้อบังคับได้หรือไม่แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย แต่ก็อาจกลายเป็นท่าไม้ตายของตนเองได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง สีหน้าของฉินอวี่ก็เริ่มซีดเซียวทั่วทั้งร่างมีเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลออกมา ด้วยระดับการฝึกฝนของเขาในตอนนี้การแยกพลังปราณเช่นนี้นับว่ากินแรงไปอย่างมหาศาลผนวกกับการใช้พลังปราณสร้างข้อบังคับของฟ้าดินยิ่งทำให้ฉินอวี่ต้องแบกรับแรงกดดันที่มากขึ้น
ฉินอวี่กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง พลังปราณในมือสลายไปทันทีพลังปราณในร่างกายก็ว่างเปล่าไปเช่นกัน
“น่าเสียดายที่ตอนนี้มีระดับการฝึกฝนที่ต่ำเกินไป จึงยากนักที่จะแยกพลังปราณออกมาและการใช้พลังปราณสร้างข้อบังคับของฟ้าดินดูเหมือนจะมีความขัดแย้งของพลังที่แข็งแกร่งชนิดหนึ่งอยู่ ซึ่งเกรงว่าคงไม่สามารถใช้พลังในเศษของข้อบังคับได้ในระดับการฝึกฝนในตอนนี้”ฉินอวี่ถอนหายใจยาวๆ แต่ก็ยังไม่หมดความหวัง เพียงแค่ได้สัมผัสข้อบังคับแห่งฟ้าดินก็ทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมากแล้วฉินอวี่มองไปยังวัสดุไม้ที่อยู่บนพื้น และเก็บมันทั้งหมดเข้าไปในวงแหวนมิติเพื่อสำรองสำหรับความต้องการในอนาคต
ฉินอวี่ละความคิดทั้งหมด และคำนวณดูเวลาเมื่อรู้ว่าตนเองได้อยู่ที่นี่มาเป็นเวลาเก้าเดือนแล้วฉินอวี่ก็รู้สึกใจเต้นอย่างแรง เรื่องข้อบังคับต่างๆ เก็บไว้ศึกษาต่อในภายหลังในตอนนี้เหลือเวลาเพียงสองปีกับสามเดือนก็จะถึงการคัดเลือกศิษย์แล้วตอนนี้จึงถึงเวลายกระดับการฝึกฝนของตนเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่การคัดเลือกศิษย์
แต่ถึงอย่างไร ก่อนอื่นต้องไปเข้าร่วมการทดสอบผู้ดูแลเพื่อขึ้นเป็นผู้ดูแลหอตำราให้ได้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกครั้ง