คนงานหญิงคนนั้นยิ่งรู้สึกเสียดายมากกว่าเดิม“แต่ฉันมีเงินไม่พอน่ะสิ...”
พอพูดจบเธอก็ได้แต่ปลอบใจตัวเอง “ช่างเถอะยังไงเธอก็มีแค่ชุดเดียว เราสองคนเป็นเพื่อนรักกัน จะแย่งกันก็ไม่ดีเท่าไร”
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบเปิดห่อผ้าออกทันที“ฉันยังมีแบบอื่นอีกนะคะ”
ดวงตาของคนงานหญิงพลันลุกวาวทุกชุดล้วนสวยงามจนอยากได้ไปเสียหมด
“พวกนี้ราคาชุดละยี่สิบห้าหยวนค่ะ เป็นของใหม่ทั้งหมด...”
คนงานหญิงชะงักมืออีกครั้ง
เจียงอิ๋งอิ๋งกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิดก่อนจะหยิบชุดเซตหนึ่งออกมา ตัวเสื้อเป็นลายดอกเล็กส่วนท่อนล่างจับคู่กับกางเกงทรงสแล็กสีขาวนวล
“ปกติชุดนี้ขายเป็นเซตค่ะ แต่ถ้าเธอชอบจริงๆจะรับเฉพาะตัวเสื้อลายดอกไปก็ได้ ฉันคิดราคาแค่สิบสองหยวนพอค่ะ”
เสื้อตัวนั้นทำจากเนื้อผ้าใยสังเคราะห์เช่นกันรูปแบบทันสมัย แถมปลายแขนเสื้อยังแต่งระบายดูแล้วให้ความรู้สึกอ่อนหวานราวกับนางฟ้า
ใบหน้าของคนงานหญิงปรากฏแววลังเล
เจียงอิ๋งอิ๋งจึงรุกต่อ“ราคานี้คุ้มมากเลยนะคะคุณเอาไปใส่คู่กับกางเกงสีดำที่มีอยู่แล้วก็ยังสวยเลย!”
“ตกลง ฉันจะไปเอาเงินมาเดี๋ยวนี้แหละ!” ในที่สุดคนงานหญิงก็พยักหน้าตกลง
เมื่อขายเสื้อผ้าออกไปได้สองชิ้นอย่างราบรื่นเจียงอิ๋งอิ๋งก็นับเงินด้วยความเบิกบานใจ
รอจนกระทั่งคนงานหญิงทั้งสองจากไปด้วยความดีใจเสิ่นเหยาก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “ในห่อยังมีกระเป๋าอีกไม่ใช่หรือทำไมคุณไม่ขายไปด้วยกันเลยล่ะ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเก็บเงินเข้าที่ให้เรียบร้อย“พวกเธอไม่มีเงินเหลือแล้วล่ะค่ะ”
เสิ่นเหยาถามต่อ“ต้นทุนเสื้อผ้าพวกนี้ไม่ได้สูงขนาดนั้น คุณจะลดราคาลงหน่อยก็ได้นี่ยังไงก็ดีกว่าปล่อยให้ของค้างมือไม่ใช่หรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งอธิบาย“พี่เหยา ถ้าครั้งนี้ยอมลดราคาให้แล้วเสื้อผ้าในอนาคตจะกำหนดราคายังไงล่ะคะ? สิ่งที่ฉันขายคือสินค้าชั้นนำไม่ใช่สินค้าแผงลอย จะให้มาเปลี่ยนราคาตามใจชอบได้ยังไงกัน?”
เสิ่นเหยาเคยแต่ขายสมุนไพรในตลาดมืดเขาไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าธุรกิจจริงๆ จังๆและยิ่งไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสินค้าชั้นนำกับสินค้าแผงลอย
ทว่าเมื่อเขาลองตรองดูให้ดีก็เริ่มเข้าใจเหตุผลในคำพูดนั้นได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันความรู้สึกในใจเขาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น
ในช่วงเวลายามเช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงเธอหาเงินได้มากกว่าที่เขาหาได้ทั้งปีเสียอีกและผู้หญิงคนนี้ก็คือภรรยาตามกฎหมายของเขา
ภรรยาที่ตอนแรกเขาแทบจะไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ...
ความรู้สึกเช่นนี้สำหรับลูกผู้ชายคนหนึ่งแล้วมันช่างเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากเหลือเกิน
“แล้วเสื้อผ้าที่เหลือจะทำยังไง?”
เขาถามออกไปอย่างเซื่องซึมดูเหมือนว่าเขาจะช่วยออกความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลยนอกจากการปกป้องความปลอดภัยและเป็นแรงงานแบกหามให้เธอแล้วเขาก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรอีก...
เจียงอิ๋งอิ๋งนั้นมีหัวใจที่เฉลียวฉลาดปานแก้วเจียระไนเธอรับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเสิ่นเหยาได้ทันที จึงแสร้งเลิกคิ้วแล้วค่อยๆนั่งลงพลางเอามือเท้าเอว “ฉันเหนื่อยจังเลย...”
เสิ่นเหยาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง“เหนื่อยก็คือเหนื่อย จะพูดลากเสียงยาวทำไม?”
น้ำเสียงแบบนี้...เหมือนนางจิ้งจอกในนิยายไม่มีผิด...
แม้คำพูดจะฟังดูเย็นชาแต่ชายหนุ่มกลับใช้แขนเสื้อเช็ดแท่นหินในซอยอย่างขยันขันแข็ง“นั่งพักก่อนเถอะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งนั่งลงพลางใช้มือน้อยๆเท้าคางแล้วรำพึงออกมา “พี่เหยาลองคิดดูสิถ้าวันหน้าเราหย่ากันไปแล้วภรรยาใหม่ของพี่ไม่สวยเท่าฉัน พี่จะทำยังไง?”
คำพูดของเธอทำให้ใบหน้าของเสิ่นเหยาแข็งค้างผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงได้ตอบกลับอย่างหงุดหงิด “จะสวยไปทำไมกัน?สวยแล้วมันกินแทนข้าวได้หรือไง!”
อีกอย่างจะไปหาผู้หญิงที่สวยกว่าเธอได้จากที่ไหนกัน?
เขาเองก็ยังไม่เคยเจอเลยสักครั้ง...
เจียงอิ๋งอิ๋งส่งเสียงจึ๊จ๊ะในลำคอ“ฉันก็แค่กลัวว่าพี่จะรับความต่างไม่ได้!ส่วนฉัน...ถ้าจะหาสามีใหม่ในอนาคต ก็ต้องหาคนที่ทำงานเก่งๆ หน่อยเพราะฉันน่ะร่างกายอ่อนแอ...”
เขาเคยปล่อยให้เธอทำงานหนักด้วยหรือไงกัน?
เสิ่นเหยาพลันหน้าเสียความรู้สึกเปรี้ยวปร่าพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก “ยังไม่ทันหย่าเลยพูดจาแบบนี้ไม่กลัวถูกจับใส่กรงถ่วงน้ำหรือไง!”
“โธ่...ฉันก็แค่รู้สึกใจหายนิดหน่อยเท่านั้นเอง! พี่เหยาเก่งขนาดนี้ถ้าวันหน้าฉันทำธุรกิจแล้วไม่มีคนคอยปกป้อง ฉันจะทำยังไงล่ะคะ!”
คำพูดของเธอแฝงไปด้วยจริตแม่ชาเขียวทำเอาเสิ่นเหยาขมวดคิ้วมุ่น
“ในฐานะผู้หญิง ถ้าวันหน้าคุณทำตัวให้เรียบร้อยสักหน่อยก็คงไม่เจอคนเลวเยอะขนาดนั้นหรอก”
เจียงอิ๋งอิ๋งโปรยเสน่ห์ผ่านสายตา“ผู้หญิงออกไปข้างนอกจะไม่มีผู้ชายคอยปกป้องได้ยังไงกัน? แหม...วันหน้าฉันต้องหาคนที่จะมาดูแลฉันได้เก่งกว่าพี่เหยาให้ได้เลย!”
ยังไม่ทันจะหย่าขาดเธอก็พูดถึงเรื่องไร้สาระพวกนี้แล้ว คำหนึ่งก็อนาคต อีกคำหนึ่งก็คนใหม่...
ใบหน้าของเสิ่นเหยาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำหัวคิ้วกระตุกรัว “คนที่เก่งกว่าผมมีไม่มากหรอกเลิกคิดไปได้เลย!”
พอพูดจบเขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าคำพูดของตนดูจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นจึงรีบเปลี่ยนประเด็นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “เสื้อผ้าที่เหลืออีกไม่กี่ชิ้นนั่นคุณวางแผนจะทำยังไง?”
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มอย่างมั่นใจ“รออีกสักพักค่ะ”
ค่าโชคทรัพย์ที่แลกมาจากระบบตั้งหลายสิบแต้มจะขายได้แค่นี้ได้อย่างไร
รองั้นหรือ?
เสิ่นเหยาขมวดคิ้วกำลังจะเอ่ยปากชวนไปหาอะไรกินก็เห็นคนขี่จักรยานมุ่งหน้ามาทางนี้อย่างรวดเร็วแต่ไกล
คนนั้นคือคนงานหญิงร่างสูงที่เพิ่งซื้อชุดกระโปรงไปนั่นเอง
พลันมีคนกลุ่มใหญ่โผล่มาอย่างกะทันหันแถมทุกคนยังเป็นหญิงสาวที่ขี่จักรยานกันมาทั้งสิ้นทำให้กลายเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างทันที
เพราะจักรยานไม่ใช่สิ่งที่ใครๆก็จะมีปัญญาหามาขี่ได้ง่ายๆ!
เจียงอิ๋งอิ๋งเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีและกำลังจะถอยหลังหลบไปสักสองก้าวแต่แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงฝ่ามือใหญ่ที่ทาบลงบนแผ่นหลังของเธอ
เสิ่นเหยากระซิบเสียงต่ำ“คุณถอยไปข้างหลังก่อน คนเยอะเกินไป จะขายของกันตรงนี้ไม่ได้”
พูดจบเขาก็ให้เจียงอิ๋งอิ๋งไปแอบก่อนจากนั้นจึงเข้าไปขวางพวกคนงานหญิงเหล่านั้นไว้ “พวกเราไปคุยกันในซอยข้างหน้าดีไหมครับ?”
ด้วยความที่ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่กำยำหญิงสาวเหล่านั้นจึงพากันหน้าแดงซ่านแต่เห็นว่าพวกตนมากันหลายคนจึงไม่ได้หวาดกลัวและพยักหน้าตกลง
ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินมาถึงลานบ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เสิ่นเหยาเคาะประตู พลางเอ่ย“พี่สะใภ้ครับ ขอใช้ลานบ้านหน่อยได้ไหมครับ”
ข้างในมีผู้หญิงวัยสามสิบกว่าปีคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะรู้จักเสิ่นเหยาเธอจึงพยักหน้าอนุญาตทันที
คนงานหญิงร่างสูงรีบเร่งให้เจียงอิ๋งอิ๋งเอาเสื้อผ้าออกมา“นี่คือญาติผู้พี่ของฉันเอง พวกเธอมาจากคณะศิลปวัฒนธรรมกันทุกคนเลย!”
หลังจากที่เธอหิ้วชุดกระโปรงกลับบ้านด้วยความดีใจก็บังเอิญเจอพี่สาวพากลุ่มเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านพอทุกคนเห็นชุดเข้าก็ตาโตจนไม่อาจละสายตาไปได้เลย
คนกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับเธอพวกเธอทั้งเงินเดือนสูงและได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงที่มากกว่าเนื่องด้วยพวกเธอต้องออกไปทำการแสดงบ่อยๆพอได้ยินว่าชุดกระโปรงราคาตัวละยี่สิบห้าหยวน ทุกคนก็ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวรีบเร่งให้เธอพามาหาทันที
หญิงสาวกลุ่มนั้นแทบจะเปิดศึกแย่งชิงเสื้อผ้ากันแม้แต่กางเกงสีขาวที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียว ก็ขายออกไปได้ในราคาสิบห้าหยวน...
เจียงอิ๋งอิ๋งจึงค่อยๆเปิดห่อผ้าอีกห่อออกด้วยรอยยิ้ม “ทางนี้ยังมีกระเป๋าใบเล็กที่เอาไว้เข้าชุดกันด้วยนะคะนับว่าเราเพิ่งติดต่อกันเป็นครั้งแรก ปกติฉันขายใบละห้าหยวน แต่ถ้าพวกคุณชอบฉันลดให้เหลือใบละสามหยวนเลยค่ะ!”
สิ้นคำพูดของเธอของในมือก็ถูกฉวยไปจนเกลี้ยง...
หญิงสาวที่ถักผมเปียสองข้างคนหนึ่งกวาดไปรวดเดียวสามใบ“พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ปีนี้พอดีซื้อไปให้เป็นของขวัญคงจะเหมาะมาก!”
พ่อของหญิงสาวคนนี้คือผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าที่บ้านมีฐานะร่ำรวย จึงใช้จ่ายอย่างมือเติบเป็นธรรมดา
เจียงอิ๋งอิ๋งทัดปอยผมที่หน้าผากไว้หลังใบหูใบหน้าขาวนวลผุดผ่องเต็มไปด้วยความจริงใจ “พวกคุณสวยกันทุกคนเลยค่ะเสื้อผ้าที่เลือกไปก็เข้ากับบุคลิกของแต่ละคนมาก ตาถึงกันจริงๆ เลยนะคะวันหลังต้องช่วยให้แรงบันดาลใจในการออกแบบกับฉันบ้างนะคะ!”
หญิงสาวผมเปียสองข้างฉีกยิ้มกว้างจนหุบไม่อยู่“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเป็นถึงบุคลากรหลักของคณะศิลปวัฒนธรรมเลยนะคุณนี่สายตาแหลมคมไม่เบาเหมือนกันนะคะ!”
“ตายจริง จริงหรือคะ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งแสร้งทำท่าทางตกใจ“แต่น้องดูเด็กมากเลยนะคะ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นถึงบุคลากรหลักแล้วพวกคุณนี่เก่งกันจริงๆ เลย!”
ใครเล่าจะไม่ชอบคำชมโดยเฉพาะคำชมที่มาจากหญิงสาวแสนสวย?
หญิงสาวกลุ่มนั้นพากันหัวเราะด้วยความชอบใจ“เสื้อผ้าของเธอก็ทำออกมาได้สวยมากไว้วันหน้าพวกเราจะมาอุดหนุนใหม่นะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งก้มหน้าลงอย่างขัดเขินแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจ “แค่ได้พูดคุยกับหญิงสาวที่ยอดเยี่ยมอย่างพวกคุณฉันก็มีความสุขมากแล้วค่ะ!”