พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เวลาเช้าตรู่่ฤดูหนาวหญิงสาวในชุดเสื้อกันหนาวหนานุ่มสีครีมกับกางเกงวอร์มสีดำกำลังนั่งผิงไฟกับเด็กน้อยชาวเขาแก้มแดงที่กำลังนั่งกินมันเผาอย่างเอร็ดอร่อย“อร่อยไหมผิง”
“แซ่บอีหลีค่า” เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบเอ่ยตอบด้วยภาษาท้องถิ่น แล้วยิ้มอย่างมีความสุข
“อร่อยก็กินเยอะๆ จะได้รีบกลับบ้าน เตรียมตัวไปโรงเรียน”
“ค่ะ คุณหมอ”เหมือนฟ้ายกมือขึ้นลูบศีรษะหนูน้อยที่รีบกินมันเผาอย่างรีบเร่ง
เมื่อแสงแดดเริ่มออก อากาศที่เคยหนาวเย็นเริ่มทุเลาลงเธอจึงขึ้นที่พักเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงานของตัวเองเช่นกัน
เหมือนฟ้า สิริวัชรวานิชย์ แพทย์หญิงวัย 27 ปี รูปร่างสมส่วน ผิวขาวเหลืองมีน้ำมีนวล หน้าตาจิ้มลิ้ม พริ้มเพรา ไม่สวยจัดจ้าน แต่ก็ไม่ได้จืดชืด
เธอเลือกมาประจำที่โรงพยาบาลประจำอำเภอเล็กๆที่จังหวัดที่ยังระบุแน่นอนไม่ได้ว่าอยู่ภาคไหนของประเทศไทย บ้างก็ว่าอยู่ภาคเหนือแต่บางพื้นที่ก็ติดภาคอีสาน และตามลักษณะทางภูมิศาสตร์คือตั้งอยู่ภาคกลางชาวบ้านที่นี่ก็มีหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนพื้นเมืองที่พูดภาษาเหนือและภาษาอีสานปะปนกันไปและที่สำคัญใน่ฤดูหนาวที่อำเภอใกล้เคียงยังเป็แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย คงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้เธอมาประจำอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์นั่นเอง
แต่แทนที่จะอยู่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอที่มีความสะดวกสบายมากกว่าเธอกลับเลือกมาอยู่ตำบลเล็กๆบนูเาแทน ทั้งโรงพยาบาลมีแพทย์คนเดียวก็คือเธอถ้าเคสของคนไข้ไม่หนักมาก เธอก็รักษาตามอาการ แต่ถ้าหนักเกินกว่าที่เธอจะรักษาได้ก็จะส่งไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็ูเาที่การเดินทางค่อนข้างลำบากดังนั้นจึงจำเป็ต้องมีโรงพยาบาลเล็กๆ และมีหมอกับพยาบาลมาประจำอยู่
วันนี้เหมือนฟ้ามีประชุมประจำเดือนกับผู้นำหมู่บ้านและคณะครูที่โรงเรียนเพื่อหารือเกี่ยวกับการสร้างอาคารเรียนหลังใหม่
“รบกวนคุณหมอด้วยนะครับ” ผู้ใหญ่บ้านวัยห้าสิบเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมในขณะที่กำลังนั่งประชุมกันอย่างไม่เป็ทางการมากนัก
“ไม่รบกวนเลยค่ะ เหมือนดีใจที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของโครงการนี้อย่างน้อยช่วยดูแลคนอื่น คอยเป็หน่วยสวัสดิการก็ยังดี”เธอยิ้มให้ทุกคนที่กำลังนั่งล้อมโต๊ะประชุมตัวใหญ่
“ได้ข่าวว่าคุณหมอทำกับข้าวแซ่บ ขั้นว่างกะแวะมาซอยป้าในครัวได้เด้อจ้า”ป้าพร ภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ได้รับหน้าที่ในการดูแลเื่เสบียงอาหารของโครงการเอ่ยบอกเธอเป็ภาษาท้องถิ่น
“ยินดีค่ะป้าพร” เหมือนฟ้ายิ้มให้อีกฝ่ายจนตาหยี่
“ขั้นหลังเลิกเรียน ธิดาขอไปซอยป้าพรในครัวอีกจักคนได้บ่จ๊ะ” กันธิดาครูผู้ช่วยสาวเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ยินดีเลยคุณครู มาซอยกันเฮ็ดหลายคน ม่วนดี เพิ่นคงมาหลายเติบอยู่ป้าเฮ็ดคนเดียว เบิ่งทรงแล้ว คงบ่ไหว ฮ่าๆๆ ” ป้าพรเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เอาละๆ เื่ของฝ่ายสวัสดิการกับพยาบาลก็คงไม่มีปัญหาแล้วแต่ที่ยังเป็ปัญหาตอนนี้คงจะเป็ที่หลับที่นอนของคณะที่จะมาเราจะจัดที่นอนยังไงดี” ผู้ใหญ่ชินเอ่ยถึงปัญหาที่ยังคิดไม่ตกในตอนนี้เพราะจากยอดที่ทางนั้นส่งมา กับบ้านที่จะให้พักมันไม่สมดุลกัน จึงต้องคิดหาวิธีที่จะหาที่พักให้กับคณะที่มาทำงาน
“พักที่โรงเรียนก็ได้ครับ เดี๋ยวจะยกอาคารของเด็กอนุบาลให้ส่วนนักเรียนก็ให้ไปอยู่ร่วมกับศูนย์เด็กเล็กพลางๆก่อน”ผู้อำนวยการโรงเรียนวัยใกล้เกษียณเสนอขึ้นบ้าง
“อาคารหลังนั้นก็น่าจะรองรับได้เกือบยี่สิบคน น่าจะเพียงพออยู่ครับ” หนึ่งในผู้ที่มาประชุมช่วยวิเคราะห์และเสนอความคิดเห็น
“โอเค ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องแยกไปนอนหลายบ้านห้องน้ำถ้าไม่พอก็สร้างแบบชั่วคราวเพิ่มเติมเอาแล้วกัน ทุกคนเห็นด้วยไหม”ทุกคนในที่ประชุมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะสรุปและกล่าวปิดการระชุมแล้วทุกคนก็เริ่มทยอยเดินออกจากห้อง
“พวกเขาจะมาตอนไหนนะครูธิดา” เหมือนฟ้าถามกันธิดาที่กำลังเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกัน
“ถ้าฟังไม่ผิด น่าจะเป็สัปดาห์หน้าค่ะพี่เหมือน แต่ภายในวันหรือสองวันนี้จะมีทีมวิศวกรมาสำรวจพื้นที่ก่อนค่ะ”
“อ้อ งั้นถ้ามีอะไรให้ช่วยธิดาไปตามพี่ที่โรงพยาบาลได้นะ”
“ค่ะพี่เหมือน วันนี้น่าจะไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวธิดาขอตัวไปดูเด็กๆก่อน”เธอเอ่ยขอตัวกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงปีแต่ก็สนิทกับอีกฝ่ายราวกับรู้จักกันมานานเนื่องจากทั้งกันธิดาและเหมือนฟ้าล้วนเป็คนต่างถิ่นที่ต้องมาทำงานในที่กันดารเหมือนกันนั่นเองดังนั้นความเห็นใจ ความรักใครจึงมีต่อกันมากเป็พิเศษ
“โอเคจ้ะ ตอนเย็นเจอกัน”เพราะทุกเย็นกันธิดามักจะไปกินข้าวด้วยกันที่บ้านพักของเธอเป็ประจำ
“ค่ะ พี่เหมือน” จากนั้นสองสาวก็แยกทางกันเพื่อกลับไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ