หม่าตงเซิงเลิกสนใจอิทธิพลของฉินฟางอย่างสิ้นเชิงหลังจากเปิดได้หยกคุณภาพดีเช่นนี้ใจเขาก็มุ่งแต่การตัดหินให้ได้ตามอุดมคติของตนละทิ้งประเด็นอื่นไปจนสิ้น!
ไม่ว่าตอนนี้สวี่ตงอยากเปลี่ยนมือหรือไม่ หม่าตงเซิงก็รู้ดีไม่ว่าใครจะกลายเป็นเจ้าของมัน งานของเขา ความรับผิดชอบของเขายังไม่เปลี่ยนแปลงเขายังเป็นผู้ลงมือตัดหินต่อไป!
เขาแค่คิดไม่ถึงว่าสวี่ตงอายุยังน้อย แต่สงบอารมณ์ได้ดีถึงเพียงนี้ไม่หวั่นไหวกับเงินทอง มุ่งความสนใจไปที่การผ่าหินจนถึงที่สุด!
หินถูกตัดออกไปสองด้านแล้ว ครั้งแรกเปิดเจอสีเขียวด้านนั้นจึงตัดไม่ได้อีก ได้แต่เช็ดทำความสะอาดมันส่วนอีกด้านที่เปิดเจอหยกยิ่งตัดไม่ได้เข้าไปใหญ่ ได้แต่เช็ดไปตามรอยหินอย่างระมัดระวังด้านที่ยังตัดได้คืออีกสองด้านที่เหลือและส่วนหัวท้ายอีกสองด้านนั่นหมายความว่าเหลืออีกสี่ด้าน
ครั้งนี้หม่าตงเซิงลดความหนาลงเล็กน้อยไม่กล้าเสี่ยงเหมือนครั้งก่อนอีก
ผู้คนที่ล้อมดูอยู่ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรงด้วยซ้ำแต่ละคนจ้องหม่าตงเซิงตาไม่กะพริบ
ตอนนี้แผนการตัดหินของหม่าตงเซิงเปลี่ยนไปเขาสั่งให้ลูกชายพ่นน้ำที่หน้าเครื่องตัด เมื่อมีละอองน้ำจะทำให้ฝุ่นไม่ฟุ้งกระจาย
ด้านนี้ตัดไปถึงสามครั้ง ความหนาประมาณ 5เซนติเมตรถึงเจอหยกอีกด้าน หม่าตงเซิงเช็ดทำความสะอาดก่อนจะสำรวจดูขนาดของด้านนี้ใหญ่กว่าจุดปลายแก้วสุราของด้านที่แล้วเล็กน้อยแต่เนื้อสัมผัสยังเหมือนเดิม!
หม่าตงเซิงจึงตัดอีกสามด้านที่เหลือ ผลคือหยกถูกตัดออกมาเรียบร้อยด้านหนึ่งตัดออก 1 เซนติเมตร ด้านหนึ่งตัดออกประมาณ 5.5 เซนติเมตร ด้านสุดท้ายตัดออก 4 เซนติเมตรนับว่าแต่ละด้านไม่ต่างกันมากนัก ผลคือเหลือขนาดประมาณชามใหญ่ๆ หนึ่งชามราวกับลูกบอลที่ถูกลอกเปลือกออกสามถึงสี่เซนติเมตร!
ตอนนี้รูปร่างของหยกเผยออกมาระดับหนึ่งแล้วแม้จะยังมีหินติดอยู่หลายแห่ง แต่ก็พอมองรูปร่างมันออกแล้ว
‘มือหนึ่ง’ อย่างเถี่ยเฉิงจินมองแวบเดียวก็คาดคะเนได้แล้วจุดที่หยกเผยออกมาแต่ละด้านแทบจะเหมือนกันทั้งหมดส่วนตรงกลางที่เหลือก็คงไม่ต่างกันเท่าไร
มูลค่าของขนาดเท่านี้เถี่ยเฉิงจินประมาณการได้ฉินฟางก็ประมาณการได้เช่นกัน ทุกคนในที่นี้ก็ประมาณการได้
เถี่ยเฉิงจินแอบถอนหายใจอีกรอบปกติในเวลาเช่นนี้ไม่มีอะไรที่คุ้มต่อการ ‘เดิมพัน’ แล้ว หากซื้อมาตอนนี้ เขาจะได้เพียงค่าหัตถการ ค่าออกแบบต่างๆเท่านั้นซึ่งตัวเขาไม่ได้ทำธุรกิจเครื่องประดับหรือทำหยกจึงไม่มีใจจะสู้ต่อไปอีก
แต่ฉินฟางกลับอยากได้ เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องประดับวงการนี้มีสองสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด หนึ่งคือวัตถุดิบคุณภาพสูงสองคือนักออกแบบเก่งๆ และในสองสิ่งนี้การมีวัตถุดิบคุณภาพสูงสำคัญที่สุดเพราะปัจจุบันหาวัตถุดิบที่คุณภาพดีเลิศได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นหยก เพชรหรือโลหะมีค่าทุกชนิด สิ่งล้ำค่าจากธรรมชาติพวกนี้ไม่สามารถเวียนกลับมาใช้ได้อีกเจอหนึ่งชิ้นก็น้อยลงไปหนึ่งชิ้น!
เนื่องจากท่าทีของสวี่ตงก่อนหน้านี้ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคิดอะไรและเพราะเหตุผลนี้ฉินฟางจึงกำลังครุ่นคิดความคิดที่จะทำให้เขาตกที่นั่งลำบากหายไปโดยปริยาย แต่ยังมีโอกาสอีกมากในอนาคตวันนี้ทำให้เขาอารณ์ดีไปก่อนค่อยว่ากัน
นิ่งไปพักหนึ่งฉินฟางถึงเอ่ยพูดกับสวี่ตงว่า “คุณสวี่ โชคดีจริงๆ ตอนนี้เค้าโครงของมันออกมาแล้วไม่ทราบว่าคุณต้องการเก็บไว้เองหรือต้องการเปลี่ยนมือครับ”
สวี่ตงตอบแทบไม่ต้องคิด “ผมอยากขายแน่นอน!”
ทุกคนทำหน้าเคร่งเคียดทันที คอยฟังว่าเจ้าสิ่งนี้จะขายได้เท่าไร
ฉินฟางพยักหน้าแล้วถามว่า “คุณอยากขายเท่าไรครับ”
เขาถามอย่างตรงไปตรงมาและสวี่ตงก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน “สิบล้าน ไม่มีต่อรอง!”
จะว่าแพงหรือถูกก็ช่าง สวี่ตงตั้งใจจะขายราคานี้!
ฉินฟางตกตะลึง ก่อนจะหน้าแดง คิดในใจว่าให้ตายเถอะไอ้เด็กแซ่สวี่นี่ตั้งใจเยาะเย้ยเขาใช่ไหม จะเอาสิบล้านพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกินไม่ใช่ว่าเขาเพิ่ง ‘เสีย’ ไปสิบล้านหรือไง
โหมวซือฉิงเองก็เผลออุทาน แต่เธอก็รีบปิดปากตัวเองทันทีไม่มีใครได้ยินหรือทันสังเกต ‘เจ้าเด็กนี่ก็กล้าเสนอราคานะ!’
แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับโหมวซือฉิงเลยสักนิดแต่เธอกลับเป็นห่วงแทนสวี่ตงจริงๆไม่รู้ว่าเสนอราคาน่าตกใจเช่นนี้จะมีใครหัวเราะเยาะว่าเขากำลังเพ้อฝันหรือเปล่า
เถี่ยเฉิงจินชำเลืองมองฉินฟาง แต่ฉินฟางไม่คิดด้วยซ้ำเขาโบกมือเรียกผู้ช่วยโจวเยี่ยนมาก่อนจะหยิบสมุดเช็คออกมาเขียนตัวเลขสิบล้านอีกครั้ง!
“คุณสวี่นี่คือเช็คสิบล้าน คุณสามารถเอาไปขึ้นเงินที่ธนาคารได้ทันทีภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงเงินจะโอนเข้าบัญชีของคุณ!”
ฉินฟางยัดเช็คใส่มือสวี่ตงเถี่ยเฉิงจินรู้ว่าการกระทำของฉินฟางคือการขวางโอกาสประมูลราคาของพวกเขาราคาของสวี่ตงไม่นับว่าสูงแค่พิจารณาจากแร่ดิบเพียงอย่างเดียวก็น่าจะประมาณสิบสองล้านได้แล้ว รวมๆแล้วถือว่าราคาถูกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากฉีกหน้าฉินฟางเพื่อส่วนต่างแค่สองสามล้านหรอก!
สวี่ตงเองก็แค่ประมาณการคร่าวๆ เขายังไม่คุ้นชินกับตลาดหินหยกแค่คาดการณ์จากการเดิมพันของพวกฉินฟางครั้งก่อนแน่นอนว่าสำหรับเขาเงินสิบล้านทำให้เขา ‘ดีใจแทบบ้า’เงินสิบล้านนี้ ต่อให้ธุรกิจของพ่อแม่เจริญถึงจุดสูงสุดก็เกรงว่าคงทำเงินได้แค่เท่านี้แหละ!
แต่นี่เป็นเพียงเงินก้อนแรกที่สวี่ตงหาได้และแน่นอนว่าเป็นเงินก้อนแรกที่มาถึงมือก่อนหน้านี้มีเงินสามแสนแปดหมื่นหยวนที่ถูกลุงเขยฉกไปด้วยเงินก้อนนี้ยิ่งทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น มีพลังพิเศษเช่นนี้ ขอเพียงโอกาสมากขึ้นย่อมทำเงินได้มากขึ้นบางทีในอนาคตเขาอาจจะไม่ ‘สนใจ’ การหาเงินอีกแล้วก็ได้เพราะมีแต่จะหาง่ายขึ้นเรื่อยๆ เขาอาจจะมุ่งทำความเข้าใจกับที่มาของพลังพิเศษของตนมากกว่า!
อย่างไรก็ตาม เงินสิบล้านยังคงเป็นเรื่องเพ้อฝันอัน ‘น่าเหลือเชื่อ’ สำหรับสวี่ตง เขาถือเช็คสิบล้านไว้ขณะที่ยังอึ้งอยู่เล็กน้อย!
ฉินฟางมองหน้าสวี่ตงที่กำลังอึ้งแล้วหันไปดูโหมวซือฉิงที่ ‘ช็อก’ กว่าสวี่ตงเสียอีก ความหึงหวงกำเริบอีกครั้งเขาจ่ายสิบล้านหยวนเพื่อทำให้โหมวซือฉิง ‘ซาบซึ้ง’ แต่โหมวซือฉิงไม่ซาบไม่ซึ้งอะไรเลยสักนิด แต่กับเงินสิบล้านเหมือนกันไอ้ผู้ชายที่ชื่อสวี่ตงนี่กลับทำให้โหมวซือฉิงประหลาดใจได้งั้นเหรอ
โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงถือเช็คอย่างนิ่งงันก็อดดีใจแทนเขาไม่ได้จึงตบไหล่แสดงความยินดี“สวี่ตง ที่แท้นายก็วางแผนไว้แล้วนี่เองฉันก็เป็นห่วงไปสิ แต่โชคดีที่นายไม่ฟังฉัน ถ้าฟังฉันนายคงได้แค่หนึ่งล้านห้าไม่ใช่สิบล้านอย่างตอนนี้…”
พูดถึงตรงนี้โหมวซือฉิงก็ร้อง ‘อ๋า’ แล้วตบหน้าผากตัวเอง “ฉันนี่ซื่อบื้อจริงๆ นายเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ นี่ แล้วฉันจะเป็นห่วงไปทำไมเนี่ย”
คิดถึงท่าทางของสวี่ตงก่อนหน้านี้ โหมวซือฉิงก็แอบหงุดหงิดตัวเองว่ายังมองสวี่ตงเป็นแค่‘เด็กธรรมดา’ ได้อย่างไรเธอยังถูกการแสดงซื้อหินด้วยราคา ‘สามร้อยหยวน’ ของเขาหลอกเข้าเต็มเปา เห็นๆ อยู่ว่าเขาจงใจแสดงละคร ถ้าเจ้าเด็กนี่ไม่ไปเล่นละครคงน่าเสียดายแย่!
โหมวซือฉิงไม่คิดว่าการพูดจ้อของเธอจะยิ่งทำให้ฉินฟางโมโหการเทียบกับเงินสิบล้านแบบนั้นไม่ใช่การเยาะเย้ยที่เขาถูกสวี่ตงตบตาหรอกเหรอ
เงินสิบล้านเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสียจะเอามาเทียบกันได้อย่างไร
ฉินฟางปรายตามองสวี่ตงวันนี้ความโดดเด่นของเขาถูกเจ้าเด็กไร้ที่มาคนนี้ฉกชิงไปหมด ตอนแรกเขายังวาง ‘โปรแกรม’ ไว้อีกหลายอย่าง แต่ตอนนี้ให้มันจบไปเถอะ!
แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถระเบิดอารมณ์ต่อหน้าสาธารณชนได้คิดจะจัดการเจ้าเด็กแซ่สวี่นี่ยังมีโอกาสอีกเยอะแน่นอนว่าทางที่ดีต้องสืบหารายละเอียดให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อนบังอาจทำให้คนอย่างฉินฟางขุ่นเคือง วันหน้าหมอนี่จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเอง ‘ตาย’ อย่างไร!
“สวี่ตง…แก…แกมาทำอะไรที่นี่”
สวี่ตงได้สติฉับพลัน เขาหันไปดูก็พบว่าคนที่เรียกเขาคือลุงเขย โจวเทียนฉี!
ฉินฟางกลับจำโจวเทียนฉีได้ในความทรงจำอันน้อยนิดบอกว่าเขาเปิดโรงรับจำนำเล็กๆ บนถนนกู่หวานเดิมทีฐานะของเขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาสถานที่แห่งนี้แต่แขกที่เชิญมาวันนี้ส่วนใหญ่ครอบคลุมไปถึงคนในวงการธุรกิจโรงรับจำนำและร้านค้าของโบราณด้วยโจวเทียนฉีจึงได้รับเชิญมาด้วยเหตุผลนี้มากกว่า
แต่ท่าทางโจวเทียนฉีเหมือนจะ ‘รู้จัก’ สวี่ตงดี พวกเขาเป็นอะไรกัน
สวี่ตงเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและคำดูถูกของโจวเทียนฉีก็เยือกเย็นทันควันเขาตอบเสียงเรียบ “ผมไม่ได้อยู่บ้านคุณแล้ว คุณจะสนใจทำไมว่าผมมาทำอะไร”
โจวเทียนฉีอึ้ง เขาไม่คิดว่าสวี่ตงจะ ‘ปะทะ’ กับเขาอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ โดยเฉพาะเมื่อพวกฉินฟางยังมองอยู่เช่นนี้สวี่ตงกำลังหักหน้าเขา!
โจวเทียนฉีหน้าดำคร่ำเครียด กวาดตามองรอบตัวสวี่ตงก็ไม่เห็นหนิวเซี่ยงตงเขากำลังคิดว่าสวี่ตงมาที่นี่ได้เพราะอาศัยติดตามหนิวเซี่ยงตงมาละมั้ง
ช่วงสองวันที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของหนิวเซี่ยงตงกับเขาดีมากเรียกพี่เรียกน้องสนิทสนม ดูท่าต้องเตือนสักหน่อยแล้วว่าให้รีบๆ ขับไล่สวี่ตงออกไปซะตอนแรกก็คิดว่าจะปล่อยไป แต่เจ้าเด็กนี่น่ารังเกียจเสียจริง เอาแต่ต่อต้านเขาเสมอไม่ไว้หน้ากันสักนิด เขาจะเอาไว้ทำไมกันเล่า
แผนการชั่วร้ายมากมายผุดขึ้นในหัวฉินฟางทันที แต่สีหน้ายังสงบนิ่งเขาพูดกับโจวเทียนฉีเสียงเรียบ “เถ้าแก่โจวดูเหมือนคุณจะคุ้นเคยกับคุณสวี่ดีนะครับ พวกคุณรู้จักกันเหรอ”
โจวเทียนฉีหน้าแดงรีบอธิบายเสียงสั่น “ประ..ประธานฉินเจ้าเด็กนี่คือลูกของน้องสาวภรรยาผมพ่อแม่เขาประสบอุบัติเหตุเสียไปเมื่อสองปีก่อนจึงมาอาศัยอยู่บ้านผมสองปี กินฟรี…เอ่อ…แหะๆ …”
พูดถึงตรงนี้โจวเทียนฉีก็รีบหยุด ‘คำว่าร้าย’สวี่ตงทันที ไม่ว่าอย่างไร การว่าสวี่ตงต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้จะทำให้คนอื่นคิดว่าเขา‘ชั่วร้าย’ จึงรีบหยุดปากฉับพลัน
ประเด็นหลักมาจากโจวเทียนฉีและหวงซูอวี๋ ป้าของสวี่ตงเคยชินกับการดุด่าสวี่ตงไปแล้วพอเจอหน้าสวี่ตงในตอนนี้เข้าจึง ‘ดุด่า’ อย่างเคยปาก ถึงจะกลืนคำพูดหลังกลับเข้าไปแต่ใครไม่รู้บ้างล่ะว่าเขาจะพูดอะไร
ฉินฟางได้ยินว่าสวี่ตงเป็นลูกของน้องสาวภรรยาโจวเทียนฉีอีกทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ตายหมดก็แอบยินดี!
คำพูดของโจวเทียนฉีสามารถยืนยันได้หลายประเด็น หนึ่งคือสวี่ตงเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีกำลังสนับสนุนอันแข็งแกร่งสองคือเขาไม่มีรากฐานทางการเงิน สามคือโจวเทียนฉีไม่ชอบหน้าเขาจากสามจุดนี้ก็พอเดาออกว่าหากจะบดขยี้เด็กคนนี้ก็เหมือนกับการบีบก้อนโคลนนิ่มๆเขาคิดจะบีบอย่างไรก็ได้ไม่ใช่หรือ