ตอนที่64 ปะทะวิญญาณร้าย (1)
กล้วย!
“ว่าไงไอ้จ๋อ?”
“เอ็งคิดดีแล้วเยี่ยงนั้นรึ?”
“เรื่องอันใดละ? เรื่องผีที่พี่ยมพูดถึงนะเหรอ?”
“ก็ใช่นะสิวะ แล้วจะมีเรื่องอันใดอีก!”
ไอ้จ๋อรู้สึกหัวเสียและเดือดดาลเป็นอย่างมากที่เห็นกล้วยปฏิเสธที่จะเข้าไปพักในหมู่บ้านทั้งๆ ที่รู้ว่าเพิงพักที่พวกเขาจัดเตรียมไว้นั้นเคยเป็นเพิงล้างมาก่อนแม้แต่กุฏิที่อยู่ตรงนั้นก็ล้างมานานเช่นกันแต่กล้วยก็ยังเลือกที่จะไปพักยังสถานที่ที่ว่านี้.......
“เอ็งจะกลัวไปทำไม มีข้าอยู่ทั้งคนจะผีสางนางไม้ที่ไหนก็ทำอะไรพวกเรามิได้ดอก กลับกัน มันจักเป็นพวกเราเสียมากกว่าที่จะเป็นคนจัดการพวกมัน!”กล้วยรู้ว่าไอ้จ๋อกลัว ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะพูดให้ไอ้จ๋อรู้สึกดีขึ้นด้วยการพูดติดตลกแต่แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตลกเลย เขาพูดจริงที่ว่าจัดการกับพวกผีสางพวกนั้นและเอามาใช้งาน.....
ฮึ!
“เอ็งนี่ช่างกล้าพูดนะ เอาเถอะ ข้าก็อยากจักรู้นักว่าเอ็งจะทำหน้าเยี่ยงไรเมื่อเจอดีเข้าจริงๆ!”
แม้ว่าไอ้จ๋อจะกลัวผีแต่มันก็กลัวที่จะเสียหน้าต่อกล้วยมากกว่า ดังนั้นมันจึงพยายามที่จะสะกดข่มความกลัวเอาไว้แล้วทำเป็นใจแข็งแล้วค่อยพูดเย้ยกล้วยกลับไปบ้าง.....
ก็นะ!
ไม่นานหลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับมาถึงเพิงที่อยู่ข้างกุฏิที่นอกหมู่บ้านป่าโมกซึ่งในตอนที่กล้วยและไอ้จ๋อมาถึงพวกเขาก็พบว่ากุฏิของหลวงพ่อที่จำวัดอยู่ที่นี่ก็ยังคงมีแสงจากตะเกียงไฟอยู่มันไม่ได้ดูล้างอย่างเช่นที่ชายหนุ่มยมเล่าให้ฟังเลยสักนิดเดียว......
“กลับมากันแล้วหรือโยม? เป็นเยี่ยงใดบ้างละเสร็จธุระที่ต้องการหรือไม่?”
อะจ๊าก!!
หลวงพ่อ?!
ในขณะที่กล้วยและไอ้จ๋อพยายามที่จะจับจ้องและมองดูกุฏิให้แน่ชัดว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ในตอนนี้นั้นเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า แต่จู่ๆเสียงเรียกถามของหลวงพ่อคนเดิมที่พวกเขาเคยเจอก็ดังขึ้นจากข้างหลังของพวกเขาทำให้ไอ้จ๋อตกใจจนต้องแหกปากส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังส่วนกล้วยทำเพียงแค่ก้าวถอยหลังไปอย่างระมัดระวังเท่านั้น.......
“ยังมิเสร็จขอรับหลวงพ่อ แต่เพราะมันมืดแล้วพวกกระผมจึงต้องกลับมาก่อนขอรับ ไว้วันรุ่งพรุ่งนี้เคยเข้าไปในหมู่บ้านใหม่ว่าแต่......หลวงพ่อไปไหนมาหรือขอรับ?” กล้วยรีบตอบกลับหลวงพ่อที่อยู่ข้างหน้าของเขาทันทีก่อนที่จะถามกลับไปบ้างเพราะว่าหลวงพ่อมาจากข้างหลังของพวกเขาแทนที่จะออกมาจากในกุฏิ อีกอย่างในขณะที่ถามกล้วยก็ลองใช้ศาสตร์แห่งการมอง เพื่อมองดูกระแสพลังของหลวงพ่อท่านนี้ด้วย......
“อาตมาออกไปทำธุระใกล้ๆ และพึ่งจะกลับมา ซึ่งมันก็พอดีกับที่พวกโยมกลับมาอาตมาจึงเข้ามาทักถามพวกโยมดู” หลวงพ่อยิ้มและตอบกลับกล้วยซึ่งท่าทางที่และใบหน้าของหลวงพ่อนั้นดูเป็นปกติอย่างมากและดูยังไงหลวงพ่อก็ไม่น่าจะใช่ผีสางนางไม้อย่างแน่นอน.......
แต่นั้นสำหรับสายตาของคนทั่วๆไป เพราะสำหรับสายตาของกล้วยที่เปิดใช้งานการตรวจสอบกระแสพลังงานแล้ว เขาพบว่าพลังงานของหลวงพ่อนั้นไม่ใช่สีขาวหรือสีฟ้าที่คนทั่วไปหรือผู้แสวงบุญควรจะมีแต่กระแสพลังของหลวงพ่อท่านนี้กลับเป็นสีดำอมแดงที่ให้ความรู้สึกชั่วร้าย......
‘ถ้าเราไม่ใช่งานดวงตาเราคงมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเราเป็นเพียงแค่วิญญาณร้ายที่ปลอมตัวเป็นพระแต่ดูจากที่วิญญาณตนนี้สามารถปลอมตัวและทำให้ดูสมจริงได้ขนาดนี้มันจักต้องเป็นวิญญาณระดับสูงแน่ๆ อย่างนี้ก็ต้องระดับนายพัน!’
กล้วยสามารถวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของวิญญาณตนนี้ได้ในชั่วพริบตาที่เห็นเลยเพราะหากวิญญาณตนนี้ไม่แข็งแกร่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าตัวเขามันคงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะสามารถตบตาและหลอกลวงเขาได้ขนาดนี้.....
ซึ่งในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ หรือวิญญาณ ทั้งหมดล้วนแต่มีระดับพลังและระดับขั้นเหมือนๆกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือกระแสพลังงานที่อยู่ภายในร่างกาย พวกอมนุษย์สัตว์ร้ายนาๆ ชนิด อสูรปีศาจหรือพวกวิญญาณร้ายจะมีกระแสพลังงานเป็นสีดำหรือไม่ก็สีที่ดูมืดมนและชั่วร้ายซึ่งต่างจากผู้ที่บำเพ็ญพลังญาณสมาธิ พวกเขาจะมีกระแสพลังเป็นสีขาวและสีสว่างสดใส......
เว้นแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีพลังงานธาตุในร่างกายสีของกระแสพลังงานของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปตามธาตุนั้นๆ ด้วยอย่างเช่นคนที่มีพลังงานธาตุไฟในตัว กระแสพลังงานของพวกเขาก็จะเป็นสีแดง ลมก็เขียวดินก็สีน้ำตาลและน้ำก็สีฟ้าเป็นต้น.......
“นี่ก็มืดแล้ว พวกเรามิรบกวนหลวงพ่อแล้วขอรับเชิญหลวงพ่อจำวัดได้ตามสบายเลยขอรับ”
ถึงกล้วยจะรู้แล้วว่าหลวงพ่อเป็นตัวปลอมแต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะเปิดโปร่งตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายในตอนนี้เพราะเขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะสู้ เพราะอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่อยู่เดิมของวิญญาณร้ายตนนี้บางทีมันอาจจะมีข่ายอาคมหรือมนต์ดำใดๆ ฝังอยู่รอบๆ ก็ได้ ดังนั้นกล้วยจึงคิดว่าเขาควรยื้อเวลาเพื่อตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ให้แน่ก่อน.......
“เช่นนั้นก็เชิญพวกโยมพักผ่อนได้ตามสบายเลยนะ อาตมาขอตัวไปสวดมนต์ก่อน”
วิญญาณร้ายยังคงแสดงละครต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าในเวลานี้กล้วยรู้ตัวตนที่แท้จริงของมันเรียบร้อยแล้วแต่เพราะกล้วยไม่ได้แสดงอาการใดๆ ให้มันรู้ว่ามันถูกเปิดเผย มันจึงคิดว่าอีกไม่นานกลัวจะต้องเสร็จมันและกลายเป็นอาหารของมันในวันนี้........
ณเพิงพักที่อยู่ห่างจากกุฏิล้างของวิญญาณร้าย.......
“กล้วย! สรุปแล้วหลวงพ่อท่าน.......ใช่ใช่ไหม?”
แม้ว่ากล้วยจะไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาให้เห็นแต่ก็เหมือนว่าไอ้จ๋อจะมองออกว่ากล้วยจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน ดังนั้นมันจึงหันไปถามกล้วยด้วยเสียงที่ดูสั่นๆ .......
“ใช่อะไรของเอ็งวะ? หลวงพ่อท่านออกจักดูดีและมีเมตตาเยี่ยงนั้นเอ็งนี่คิดมากจนสมองไปหมดแล้ว ไปเตรียมไม้มาก่อกองฟืนเถอะถ้าเอ็งยังมีแรงอยู่ยิ่งดึกลมมันยิ่งแรงนะโว้ย!”
“ข้ารู้แล้วละน่า แค่เวลานี้ข้าก็หนาวจนสั่นไปหมดแล้วไม่รู้ว่าหนาวลมหรือหนาวอะไร!”
ไอ้จ๋อเห็นกล้วยตอบกลับแบบนั้นมันก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่เล็กๆเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมันยังคงบอกกับว่ามันสถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยอย่างที่เห็น.......
ภายในกุฏิล้าง......
เคี๊ยก!เคี๊ยก! เคี๊ยก!!
“ไม่คิดเลยว่าเราจักได้โลภก้อนโตตั้งสองตัวเยี่ยงนี้ช่างโชคดีเสียจริงที่เรายังไม่ออกจากที่แห่งนี้ แต่หลังจากที่กินไอ้เด็กนั่นกับลิงตัวนั้นแล้วเราคงอยู่ที่นี่ต่อไปมิได้อีกแล้ว เฮ้อ! ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
วิญญาณร้ายพูดกับด้วยเองพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างชั่วร้ายเมื่อมองไปยังทิศทางของเพิงพักที่พวกกับไอ้จ๋ออยู่ซึ่งในเวลานี้ ใบหน้าของมันไม่ใช่หลวงพ่อที่ดูสงบและมีเมตตาอีกแล้วแต่เป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเละไปครึ่งหนึ่งในชุดทหารผ่านศึกที่ขาดรุ่งริ่งแลโทรมเป็นอย่างมาก......
ซึ่งก่อนที่มันจะตายมันเคยเป็นทหารที่มีพลังระดับนายพันขั้นสูงมาก่อน และเมื่อตายตกลงระดับพลังของมันจึงได้ลดลงมาเหลือแค่นักรบระดับนายพันขั้นต้นเทียบเท่ากับกล้วยและถึงจะมีพลังอยู่ในระดับเดียวกันแต่วิญญาณร้ายตนนี้ได้สังหารผู้คนและดูดกลืนวิญญาณไปมาก ดังนั้นพลังงานด้านจิตวิญญาณของมันจึงสูงเป็นอย่างมาก........
ณเวลาเที่ยงคืน.......
ฟิ้ว!ฟิ้ว! ฟิ้ว!!
คืนนี้วันนี้เป็นคืนที่ลมพัดแรงกว่าปกติอย่างมากดังนั้น ทั้งคืนจึงมีเสียงลมพัดผ่านต้นไม้นาๆ พันธุ์อยู่ตลอดซึ่งมันทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกขนลุกขนพองไม่น้อยเลยโดยเฉพาะคนที่ต้องนอนใต้เพิงพักที่เปิดโล่งเหมือนกับกล้วยและไอ้จ๋อ......
กล้วย!
“เอ็งหลับหรือยังวะ? ข้านอนมิหลับเลยเอ็งมีวิธีไหนที่ช่วยให้ข้าหลับสบายบ้างไหม?”
ไอ้จ๋อพยายามที่จะสะกดข่มตาหลับนอนตั้งแต่หนึ่งทุ่มแล้วแต่ตอนนี้ก็เที่ยงคืนแล้วแต่มันก็ยังนอนไม่หลับเลย ดังนั้นมันจึงพยายามที่จะหาวิธีทำให้ตัวมันหลับตานอนได้.......
หาววววว!!
“นี่ก็ครั้งที่ห้าแล้วนะที่เอ็งปลุกข้า ถ้าเอ็งนอนไม่หลับจริงๆก็ไปวิ่งรอบๆ นี้ให้เหนื่อยสิ ถ้าเอ็งเหนื่อยมากๆ เอ็งก็จักง่วงนอนไปเองนั่นแหละ!”แน่นอนว่ากล้วยเองก็นอนไม่หลับเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวแต่เป็นเพราะเขากำลังรอวิญญาณร้ายตนนั้นให้ลงมืออยู่.....
เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบแล้วว่ามีข่ายอาคมมนต์ดำใดๆ หรือไม่ซึ่งผลก็คือเขาไม่พบเจอข่ายอาคมใดๆ เลยนอกจากคาถาภาพลวงตาที่ร่ายมนตร์ใส่กุฏิล้างแห่งนี้เอาไว้และในเวลานี้มันก็ได้หายไปแล้วเพราะกล้วยสามารถโต้กลับคาถานี้ได้ทำให้เขาเห็นสภาพของกุฏิที่แท้จริงและเห็นวิญญาณร้ายกำลังยืนจ้องมองมาทางพวกเขาตั้งแต่หนึ่งทุ่มแล้ว.......
‘เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่พวกวิญญาณร้ายจะลงมือก็คือช่วงหัวค่ำกับช่วงหลังเวลาเที่ยงคืนแต่เจ้าวิญญาณร้ายตนนี้ไม่ลงมือตอนหัวค่ำเช่นนั้นก็แสดงว่ามันต้องการจะลงมือหลังเที่ยวคืนสินิ?’
พึ่บ!!
หือ?!
เมื่อกล้วยคิดทบทวนเสร็จได้ไม่กี่ลมหายใจจู่ๆ วิญญาณร้ายที่ยืนนิ่งมาตลอดก็พลันขยับเคลื่อนไหวจากจุดเดิมและดูจากทิศทางที่มันเคลื่อนไหวกล้วยก็มั่นใจเลยว่ามันต้องการที่จะลงมือแล้ว......
“ไอ้จ๋อ! ถ้าข้าบอกให้เอ็งกระโดดออกไปจากเพิงพักนี้ เอ็งต้องรีบทำตามที่ข้าบอกเอ็งทันทีเลยนะเข้าใจไหม?”
ทำไม?
“ไม่ต้องถามมากถ้าเอ็งยังอยากมีชีวิตอยู่ แค่รอฟังคำสั่งของข้าก็พอ!”
กล้วยไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายอะไรให้ไอ้จ๋อฟังเพราะถ้าเขาพูดอะไรในตอนนี้อีกฝ่ายจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าเขาแกล้งหลับและทำเป็นไม่รู้เรื่องที่อีกฝ่ายเป็นวิญญาณร้ายดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงแค่บอกให้ไอ้จ๋อฟังคำสั่งเขาก็พอ......
อ้า!
แม้ว่าไอ้จ๋อจะไม่รู้ว่ากล้วยต้องการจะสื่อถึงอะไรแต่กล้วยไม่เคยเอาความตายมาล้อเล่นกับมันเลยสักครั้ง ดังนั้น มันจึงพยักหน้าเบาๆและเตรียมทำตามที่กล้วยบอก......
เคี๊ยก!เคี๊ยก! เคี๊ยก!!
“ได้เวลาอาหารแล้ว ซูด!!”
วิญญาณร้ายดูจะมีความสุขอย่างมากที่เห็นว่าเหยื่อของมันยังคงนอนหลับอยู่โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆดังนั้น มันจึงพยายามที่จะเข้าไปใกล้ๆเหยื่อของมันให้มากที่สุดก่อนที่จะลงมือ......
ห้าเมตร.......
สี่เมตร.......
สามเมตร......
สองเมตร.......
หนึ่ง......
เสร็จข้าละ!!
ไอ้จ๋อโดดเร็ว!!
พึ่บ!!
ซึ่งในจังหวะที่วิญญาณมั่นใจว่าระยะของมันกับเหยื่ออยู่ห่างกันไม่มากแล้วและเตรียมที่จะลงมือดึงวิญญาณของเหยื่อออกมากลืนกินนั้นเสียงตะโกนของกล้วยก็ดังขึ้นพร้อมกับเศษข้าวจำนวนหนึ่งที่ถูกซัดออกมาจากฝ่ามือโดยมีเป้าหมายคือวิญญาณร้าย.......
พลั่ก!!
อ๊ากกกกกกกกกกก!!!
ซึ่งเศษข้าวที่กล้วยปาใส่วิญญาณร้ายเมื่อครู่นั้นก็คือข้าวสารที่ปลุกเสกและร่ายมนตร์ปราบผีเอาไว้นั่นเองแม้ว่าข้าวสารเสกนี้จะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นจัดการกับวิญญาณร้ายตนนี้ได้แต่ก็ทำให้วิญญาณร้ายได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย จนมันต้องถอยกลับมาเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างกล้วยกับไอ้จ๋อ.......
ไอ้พวกบัดซบ!
“พวกเอ็งกล้าดีเยี่ยงไรถึงได้ทำร้ายข้าเช่นนี้พวกเอ็งจงกลายมาเป็นอาหารเสริมพลังให้ข้าซะดีๆ จักได้มิต้องทรมานแต่ถ้ายังขัดขืนมิฟังความข้าก็ยินดีที่จะทำให้พวกเอ็งสำนึกและรู้ซึ้งถึงความโหดร้ายก่อนที่พวกเอ็งจะตายตกไปเลยคอยดู!”
วิญญาณร้ายดูจะโกรธและไม่พอใจอย่างมากที่ถูกทำร้ายเช่นนี้แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมั่นใจว่ามันสามารถจัดการกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งและลิงหนึ่งตัวได้.........
ฮึ!
“เอ็งนี่มันสมกับเป็นวิญญาณร้ายเสียจริงเลยนะ ทั้งชั่วแล้วก็เลวอย่างมากแต่เอ็งคิดจริงๆกระนั้นรึว่าจักสามารถจัดการพวกข้าทั้งสองคนได้?”
โอมนะโมพุทธายะ มะ มะอะอุ กะสิจิตตัง ภะวันตุ ชัยชนะ!!
วืดดดดดดดดดดด!!
นั่นมัน!!?
ปะ.....ปะ.....เป็นไปไม่ได้!!