บทนำ การแสดงครั้งใหญ่
"ก่อนงานจริงอาจารย์สวีจะเพิ่มเติมอะไรไหมครับ" ทีมงานที่ดูแลเื่ระบบการแสดงถามหญิงสาวร่างเล็กผมสั้นอย่างมีมารยาทพร้อมรอยยิ้ม
หญิงสาวส่งผีผาให้กับทีมงานอีกคนพร้อมกับยิ้มให้ทุกคนที่เข้ามาช่วยเธอรวมถึงคนที่ถาม
"น่าจะไม่มีปัญหาแล้วค่ะอินเอียร์เองก็โอเคไม่มีปัญหาอะไร" หญิงสาวตอบทีมงานพร้อมกับที่ตัวเอกของการแสดงของเธอเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าเขาคือนักร้องชื่อดังที่มาร่วมงานนี้ด้วย และได้ร้องเพลงคู่กับการบรรเลงผีผาของเธอ
"อาจารย์สวี เก่งมากเลยครับผมทำเพลงกับดนตรีพื้นเมืองมาก็เยอะ ไม่เคยมีใครเล่นดีเท่าอาจารย์มาก่อน"ชายหนุ่มกล่าวชมผู้หญิงที่พึ่งจะผ่าน่อายุยี่สิบห้าปีมาได้ไม่นานด้วยท่าทางชื่นชมเขาคือ จ้าวจือถง เป็ลูกชายคนโตของเศรษฐีพื้นที่และเขายังเป็ลูกชายของผู้นำท้องถิ่น เขาเป็นักร้องชื่อดังที่ใครๆ ก็กรี๊ด
แต่ว่าไม่ได้หรอก เพราะตัวจริงเขาหล่อมากแม้จะติดดุไปหน่อยก็ตาม
"คุณชายจ้าวชมเกินไปแล้วค่ะฉันก็แค่อาจารย์มหาลัยบรรจุใหม่ ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น"หญิงสาวปฏิเสธพลางเดินลงจากเวทีพร้อมกับชายหนุ่มที่ดูอายุแทบไม่ต่างจากเธอแม้ความจริงจะห่างกันหลายปีก็ตาม
"ได้อาจารย์มีดีกรีนักดนตรีที่มีรางวัลระดับโลกการันตีแบบอาจารย์สวีมีทั้งพร์และประสบการณ์จริงผมยินดีแทนนักศึกษานะครับที่ได้อาจารย์ดีแบบนี้" ชายหนุ่มกล่าวชื่นชมหญิงสาวจากใจจริง
สวีเจียฉี เธอพึ่งจะอายุเพียงยี่สิบห้าปีเป็คนสวยมั่นใจคนหนึ่ง และที่ชายหนุ่มกล่าวมา ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็ความจริงที่เธอเล่นทั้งดนตรีสากลและพื้นเมืองของประเทศได้เกือบทุกอย่างเพราะเธอชอบเสียงดนตรี จึงมุ่งเน้นไปทางนั้นจนเธอประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อย
แต่พอถึงจุดหนึ่งเธอก็รู้สึกเหมือนชีวิตสายดนตรีไม่มีความสุขเธอไม่รู้ว่าเธอเล่นดนตรีไปเพื่ออะไรอีก พอดีกับที่เธอจบปริญญาโทที่เยอรมันพร้อมกับมีมหาวิทยาลัยที่ประเทศบ้านเกิดมาทาบทามให้เป็อาจารย์สอนที่คณะดนตรีเป็มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เน้นดนตรี และไม่ใช่มหาลัยวิทยาลัยแนวหน้าขนาดนั้นแต่เธอก็ตอบรับคำเชิญ แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าสมัยเธอเล่นดนตรีในงานเสียอีก
พอได้มาสอนเด็กๆ ที่มาจากบ้านฐานะธรรมดาเหมือนกับเธอแต่ไม่ได้มีโอกาสเฉิดฉายบนเวที ไฟในการเล่นดนตรีของเธอก็กลับมา เพราะคำว่าศิลปะหรือดนตรีมักจะคู่กับชนชั้นสูง โดยเฉพาะดนตรีที่ว่ากันว่าเป็ดนตรีสุดคลาสสิค ่เวลาที่เธออยู่ในวงการมาแม้จะไม่นานแต่ก็ไม่น้อยเห็นมาทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ล้มเลิกไปกลางคัน
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะเป็ลูกของคนมีเงินมีทุนทรัพย์พร้อมที่จะเข้าถึงทั้งเครื่องดนตรีที่ดี และอาจารย์ที่เก่งแต่เด็กธรรมดาๆ อย่างเธอก็คงจะยาก
ในตอนนั้นหากเธอไม่เลือกเล่นดนตรีพื้นเมืองแล้วได้ดีจนไปต่อยอดหาทุนเอง ประกวดทุกรายการจนมีมหาวิทยาลัยดังมาทาบทามพร้อมให้ทุนการศึกษาแลกกับรางวัลและชื่อเสียงที่เธอจะหามาได้ ถ้าเธอไม่ได้โอกาสบางทีเธอก็อาจจะไม่ได้เข้ามาในเส้นทางนี้แล้ว
"ฉันไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอกค่ะฉันแค่พยายาม และมีโอกาสมากกว่าคนอื่นก็เท่านั้นเอง"สวีเจียฉีไม่ได้กล่าวถ่อมตัว สมัยที่เธอยังเด็กนักดนตรีวัยเยาว์ที่เก่งกาจมีมากมาย แต่เพราะความสำเร็จต้องใช้เวลาคนเ่าั้อดทนกับสิ่งที่เรียกว่าเวลาไม่ไหวจึงค่อยๆ หายไปอยู่ในเส้นทางอื่นๆที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้เร็วกว่าตามบริบทของแต่ละคน
เธอเป็เด็กคนหนึ่งที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วเธอโตมาในบ้านเด็กกำพร้า แต่ถูกบ้านสวีรับมาเลี้ยง โชคดีที่พวกเขารักเธอมากๆไม่ได้รังเกียจเธอที่ไม่ใช่สายเื และยังสนับสนุนเธอเท่าที่พวกเขาจะทำได้แม้จะไม่ใช่บ้านที่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ขัดสน พ่อแม่ล้วนมีการศึกษาจึงรู้ว่าการสนับสนุนเธอย่อมเป็ผลดีกับเธอในอนาคตไม่มากก็น้อย
ถึงได้มีสวีเจียฉีในวันนี้
"ผมกลับคิดว่าอาจารย์สวีเป็คนที่เก่งจนหาตัวจับยากผมโชคดีมากๆ ที่ได้มาร่วมงานกับอาจารย์" นักร้องหนุ่มกล่าวจากใจจริงก่อนจะก้มลงกล่าวขอบคุณเบาๆ"ไว้ถ้ามีโอกาสเหมาะๆ ผมอยากร่วมงานกับอาจารย์กับผลงานของผมในอนาคตคงไม่รังเกียจนะครับ"
ประกายตาของคนที่รักดนตรีเหมือนกันส่งมาถึงสวีเจียฉีหญิงสาวไม่คิดจะปฏิเสธอยู่แล้ว โอกาสไหนมาเธอก็อยากจะคว้าไว้ทั้งหมด อย่างน้อยก็เพื่อเป็แบบอย่างของคนที่มีความพยายามสูงจนมาถึงจุดนี้ได้
"ยินดีค่ะคุณจ้าว" หญิงสาวกล่าวก่อนทั้งสองคนแยกตัวออกมาสวีเจียฉีเธอเดินไปที่พักของเธอที่อยู่รวมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านอื่นส่วนจ้าวจือถงก็เดินไปที่ห้องพักศิลปินด้วยใบหน้าอิ่มเอม
... ... ...
บนเวทีการแสดงอันเป็เทศกาลฉลองของชาวตะวันออกเป็อีเว้นท์การขอบคุณบรรพบุรุษมีทั้งร้านรวงและการแสดงมากมายโดยมีนายกเทศมนตรีและนายทุนใหญ่ๆ ของแถบนี้รวมกันเห็นว่าปีนี้พวกเขาเน้นการแสดงดนตรีที่ต้องประณีตและเ้าของงานก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยของเธอเหมาะสม จึงเชิญชวนให้มาทำการแสดงทั้งดนตรีและการร่ายรำ
จ้าวจือถงเป็แขกพิเศษ เขาขึ้นทีหลังเธอส่วนเธอขึ้นไปก่อนเพื่อบรรเลงผีผาร่วมกับดนตรีร่วมสมัย พวกเขาอยากให้เธอเล่นเพลงบรรเลงรักสี่ฤดู ซึ่งแบ่งออกเป็สี่่หลักๆการบรรเลงแต่ละ่ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปด้วยผีผาตัวเดียวของเธอมันคือนางเอกของส่วนดนตรีและเมโลดี้ส่วนเธอคือคนที่โอบอุ้มนางเอกนั้นออกมาให้เหมาะสมและคู่ควรกับเสียงร้องของจ้าวจือถงผู้เป็พระเอกของการแสดง
หญิงสาวที่ใส่แฮร์พีซผมยาวในชุดจีนสมัยราชวงศ์อู่เดินออกมาจากหลังเวทีเพื่อขึ้นเวลาใหญ่ ชุดที่เธอใส่มีสีแดงพลิ้วไปตามสายลมปลายฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านหญิงสาวยิ้มออกมาอย่างงดงามตราตรึงใจคนดูสวีเจียฉีเดิมก็เป็คนสวยและมีผู้ติดตามมากเธอก็คล้ายกับเน็ตไอดอลสมัยนี้แต่ภาพลักษณ์ของเธอจะดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าคนอายุเท่ากัน
เสียงเชียร์ดังขึ้นก่อนที่พิธีกรจะเริ่มกล่าวเปิดแต่เธอไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงในอินเอียร์ จนเสียงเคาะสัญญาณเริ่มขึ้น หญิงสาวก็ค่อยๆดีดผีผาด้วยท่าทางสงบด้วยเมโลดี้ที่คุ้นหูเพราะจ้าวจือถงนำส่วนสำคัญของบรรเลงรักสี่ฤดูไปทำใหม่เป็เพลงที่ติดหูวัยรุ่นเสียงกรี๊ดค่อยๆ ดังขึ้น ใบหน้าของสวีเจียฉียกยิ้มบางเบาตามอารมณ์ของเพลงในยามนี้เธอดูคล้ายเทพเซียนที่์มาโปรดไม่นานเสียงร้องของจ้าวจือถงก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการเต้นร่วมสมัยเป็ฉากประกอบ
ฤดูร้อนเปรียบเสมอกับแรกรัก จ้าวจือถงส่งสายตาให้เธอพร้อมกับเดินมาเล่นตามคิวจนคนดูกรี๊ดลั่นพวกเขามองกันคล้ายกับจะตกหลุมรักแรกพบ เป็รักของหนุ่มสาว
ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูของความรักที่เริ่มเติบโตผลิบานทั้งสองคนลดความขี้เล่น สื่อสารกันด้วยสายตาที่ดูหวานซึ้งกว่าเดิมจ้าวจือถงคุกเข่าลงมองเธอที่เล่นผีผาจากนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งคู่กันเป็อันสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูใบไม้ร่วงเป็ดังความรักของผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยกันมานาน เป็รักแท้พันผูกสีหน้าของพวกเธอลดลงเริ่มส่งอารมณ์อาลัยและอาวรณ์ให้แก่กันจบด้วยดนตรีที่สงบและไฟที่ดับลง ก่อนที่เซตของเวลาจะเปลี่ยนท่ามกลางความมืด
ฤดูหนาว เป็ความนิรันดร์ของความรักบทสรุปที่แม้แต่ความตายก็พรากใครไปไม่ได้การแสดงฤดูสุดท้ายยิ่งใหญ่อลังการมากที่สุด ทั้งนักร้อง นักดนตรี และนักแสดงอื่นๆเมื่อจบการแสดง เสียงกรี๊ดและปรบมือก็ดังขึ้นทั่วสารทิศ
ร่างบางแสดงเสร็จก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจเธอผ่านเวทีใหญ่มามากมายแต่ครั้งนี้เธอรู้สึกตื่นเต้นกว่าครั้งไหนๆอันที่จริงเธอรู้สึกประหลาดั้แ่มาถึงที่นี่ เหมือนความรู้สึกที่ได้... กลับบ้าน
ทำไมกันนะ...
"ขอบคุณที่ทำงานหนักนะครับ"จ้าวจือถงกล่าวกับนักแสดงและทีมงานทุกคนอย่างไม่ถือตัวสวีเจียฉียกยิ้มพลางก้มหัวให้อีกฝ่ายด้วยความนับถือจ้าวจือถงคนนี้มีความสามารถมากๆ เป็ศิลปินที่ควรค่าแก่ชื่อเสียงจริงๆหญิงสาวรู้สึกชื่นชมและนับถือเขามากๆ
"จือถง"เสียงผู้หญิงหวานหยดเรียกชื่อชายหนุ่มด้วยท่าทางยิ้มแย้มหญิงสาวตัวเล็กรีบเดินเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้ช่อใหญ่เข้ามาให้ชายหนุ่ม
หญิงสาวตัวบางร่างเล็กในชุดเดรสเสื้อกล้ามสีน้ำตาลเข้มกับเสื้อเชิ้ตแขนตุ๊กตาด้านในผมยาวถูกมัดสูงกับแว่นตาดูเป็ผู้หญิงสมาร์ต เธอคือ ฉินหนิงฟาง เป็ทนายความที่มากความสามารถอายุแค่นี้แต่ก็มีชื่อเสียงในวงการเป็แฟนสาวของเขาที่คบหากันมานานและแต่งงานกันมาหลายปีแล้วแต่ด้วยภาระหน้าที่ของทั้งสองคนเลยยังไม่มีลูกด้วยกันเสียที
"อาจารย์สวีเมื่อกี้ดีมากเลยค่ะ คุณสวยมาก ฉันชอบมากเลยค่ะ"หญิงสาวมองสวีเจียฉีด้วยสายตาชื่นชมและอบอุ่น อาจเพราะทั้งสองคนอายุแทบจะไล่กัน ก่อนหน้านี้จึงสนิทกันได้รวดเร็ว
"คุณฉินชมเกินไปแล้วค่ะพระเอกของเวทีคือเสียงของคุณจ้าวฉันแค่บรรเลงนางเอกของงานให้ดีที่สุดเท่านั้น" สวีเจียฉีถ่อมตัวแม้เธอจะเล่นดีแค่ไหนหากไม่มีเสียงอันไพเราะของจ้าวจือถงก็ไม่มีทางเลยที่การแสดงจะสมบูรณ์แบบ
"เมื่อกี้ฉันเจอ ผู้ชายคนนั้นด้วยนะ" ฉินหนิงฟาง หันไปบอกกับชายหนุ่มร่างสูงด้วยสีหน้ายินดีแต่นั่นทำให้สีหน้าของจ้าวจือถงดูโล่งอกและยินดีมากกว่า
"งั้นหรอ ดีจริงๆที่หมอนั่นมา เห้อ..." จ้าวจื่อถงถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ฉันขอตัวก่อนดีกว่าไว้เจอกันนะคะ"
สวีเจียฉีขอตัวออกมาก่อนพร้อมกับเดินตรงไปยังห้องพักเพื่อจะเปลี่ยนชุด
หลังเวทีก็วุ่นวายมาก อาจเพราะคนเยอะเธอจึงรู้สึกอึดอัดจนเวียนหัว ขาเรียวเร่งเพื่อที่จะเดินไปยังห้องพักให้เร็วที่สุด
เพราะหักโหมซ้อมมากไปหรือเปล่านะ...
พรึบ!
ภาพของหญิงสาวตัดไปทันทีเธอหมดสติกลางอากาศจนร่างเล็กทำท่าจะทรุดลงกับพื้นแต่เคาระห์ยังดีที่มีพลเมืองดีเข้ามารับไว้ทัน
"คุณ เป็อะไรมากไหม? คุณ! ปะ..."ชายหนุ่มที่รับหญิงสาวไว้พูดเรียกพลางพลิกร่างบางที่คว้าคาแขนของเขาขึ้นมาก่อนจะตาค้างดวงตาของเขาสั่นไหว พูดต่อไปไม่ถูก ทุกคำพูดมันถูกกลืนลงคอไปหมด
"อาจารย์สวี!เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า"ฉินหนิงฟางกับจ้าวจือถงเห็นเหตุการณ์จึงสั่งคนให้เรียกรถพยาบาลและเสียงนั้นก็เรียกสติร่างสูงขึ้น
"นาย!...อาจารย์สวีเป็ไงบ้าง" จ้าวจือถงไม่มีเวล่สนใจเพราะตอนนี้ต้องสนใจคนป่วยก่อน
"หมดสติฉันว่าพาไปรถฉันเลย"ชายหนุ่มที่ช่วยเอาไว้พูดจบก็อุ้มร่างเล็กแล้วเดินผ่านผู้คนออกไป
แม้จะรู้ว่าเธอหมดสติเท่านั้น แต่เขาก็ร้อนใจมากๆ
ทั้งที่พึ่งจะเจอกันอีกครั้ง...พึ่งได้เจอกันแท้ๆ ...
#####