ระบบการตรวจสอบขุนนางในต้าฉิน สามปีจะมีการตรวจสอบหนึ่งครั้ง โดยใช้ “สี่คุณสมบัติ” กับ “แปดวิธี” มาเป็มาตรฐานในการลดหรือเลื่อนขั้น ขุนนางที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจะถูกลดขั้นหรือปลด เป็สามัญชน
เมื่อเื่ราวเกี่ยวข้องกับอนาคต เช่นนี้ย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก อีกฝ่ายเป็ญาติห่างๆของใต้เท้าจี่ซื่อจง เพียงแค่ทําเื่ฟ้องร้อง ก็มีเื่ชวนให้เสียววาบแล้ว
อําเภอฉางเล่อซุกคดีฆาตกรรมไว้ เื่นี้สามารถกลายเป็เหตุผลให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้
“ตายอย่างไร?” หลี่อี้เฉินถามเรียบๆ
“ไปเก็บค่าเช่าในชนบท กลับมากลางดึกแล้วไปเจอกับโจรขโมย จึงถูกเชือด” สหายร่วมงานคนหนึ่งอธิบาย
“มีพยานหรือไม่?” หลี่อี้เฉินถาม
“ขณะที่ภรรยาได้ยินเสียงวิ่งออกมาดู ก็พบว่าเขานอนตายอยู่ในลานบ้าน พวกเราค้นพบรอยเท้าที่กําแพงชั้นนอก”
“เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเป็ศัตรูคู่แค้นปลอมเป็โจรมาลอบสังหาร” หลี่อี้เฉินรินน้ำชาให้ตนเอง หยิบผลไม้แช่อิ่มสองสามเม็ดของสหายร่วมงานโยนใส่ถ้วย น้ำเสียงของเขาไม่ต่างจากตอนหารือคดีฆาตกรรมในสมัยที่เป็ตํารวจ
“สอบถามจากภรรยา คนรับใช้ เพื่อนบ้านแล้ว ผู้ตายไม่เคยมีความแค้นกับผู้ใด"
“สอบถามจากทหารลาดตระเวนยามวิกาลหรือยัง?”
“องครักษ์ดาบบอกว่า ในคืนนั้นไม่มีคนน่าสงสัยปรากฏตัวขึ้น”
เมืองหลวงแบ่งประตูเมืองเป็สามชั้น ได้แก่ส่วนพระราชวัง เมืองชั้นใน เมืองชั้นนอก
เมืองชั้นนอกแม้จะมีทหารลาดตระเวนยามวิกาล แต่ไม่มีการห้ามออกจากบ้านยามราตรี ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีการปิดประตูเมือง พ่อค้าทั้งหลาย ขอเพียงเตรียมตัวให้พร้อม มีหนังสือรับรอง ก็สามารถเข้าออกประตูเมืองได้
ระบบนี้มีส่วนส่งเสริมให้การค้าในเมืองหลวงคึกคัก ผลักดันเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า
หลี่อี้เฉินพยักหน้า กล่าวว่า “หากเป็โจรผู้ร้าย สมควรเป็คนที่คุ้นเคยกับพื้นที่ถนนคังผิงราวกับนิ้วบนฝ่ามือ”
“เพราะเหตุใด?” เ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างตกตะลึง
“โจรร้ายสามารถลอบเข้าไปในยามวิกาล โดยไม่ถูกทหารลาดตระเวนพบเห็น หมายความว่าได้มีการตรวจสอบพื้นที่ล่วงหน้า ทราบเส้นทางการลาดตระเวนขององรักษ์ดาบเป็อย่างดี” หลี่อี้เฉินแจกแจง พลางล้วงหาบุหรี่ในกระเป๋าตามสัญชาตญาณ กลับพบแต่ความว่างเปล่า
เขาพลันนึกถึงสมัยที่ทํางานเป็ตํารวจ ยามที่ทุกคนมานั่งรวมกัน ทุกคนมักจะสูบบุหรี่ไปพลางหารือเื่คดีไปพลาง เขาจึงติดนิสัยความเคยชินนี้มาด้วย
ทุกคนต่างแตกตื่น จ้องมองหลี่อี้เฉินอย่างละเอียด
"มีเหตุผล"
"เหตุใดพวกเราจึงไม่ได้นึกถึงเื่นี้
“อี้เฉิน เ้าเข้าคุกไปคราหนึ่ง กลับกลายเป็ฉลาดเฉลียวขึ้นมาก”
ในยุคสมัยที่ไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็ระบบ มือปราบทําคดีล้วนอาศัยประสบการณ์ คนที่สร้างผลงานได้ดีก็จะได้ขึ้นเป็หัวหน้ามือปราบ
“พวกเ้านึกไม่ออก แต่หัวหน้าหวังคงนึกถึงแล้ว ได้ไปสอบสวน ทางตะวันตกของเมืองหรือยัง?” หลี่อี้เฉินพยายามไม่เปล่งประกายจนเกินไป
มีคนตอบว่า “สอบสวนอยู่สองวัน ยังไม่สามารถระบุผู้ต้องสงสัย”
ฟากตะวันตกของเมือง เป็แหล่งคนยากไร้ เต็มไปด้วยโจรขโมย มิจฉาชีพ ยามที่เกิดเหตุร้ายใด เมื่อเ้าหน้าที่ ของอําเภอไปถึงที่นั่น ก็มักจะจับตัวคนร้ายได้เสมอ
“เงินสูญหายไปเท่าใด?” สมองของหลี่อี้เฉินวิเคราะห์คดีไปตามสัญชาตญาณ จึงเอ่ยถามขึ้น
คนในห้องมองหลี่อี้เฉินแวบหนึ่ง รู้สึกว่าน้ำเสียงของเขามีความคล้ายกับนายอําเภอ จึงตอบว่า “ไม่มีเงินสูญหาย ผู้ตายเพิ่งเก็บค่าเช่ากลับมา ที่ได้มาเป็เศษเงินเหรียญทองแดงกับเสบียง คนร้ายฆ่าคนแล้วจะนําหีบเงินใบใหญ่หนีไปได้อย่างไร?"
ไม่ถูกต้อง!
หลี่อี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย หากเขาเป็โจรทั้งยังสํารวจพื้นที่มาก่อน เช่นนั้นเขาจะเลือกมาปล้นในวันถัดไป ไม่ใช่วันนี้ เขาบอกข้อสงสัยนี้ออกมา แทะเมล็ดแตงฟังคนอื่นๆ สนทนาต่อ
“น่าเสียดายสตรีที่งดงามถึงเพียงนั้น ต้องเป็ม่ายั้แ่เยาว์วัยรูปร่างของนาง อืม....ในหอคณิกายังหาสตรีที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ไม่ได้ ต่อให้ต้องจ่ายหนึ่งตําลึงเพื่อหลับนอนกับนางสักคืน ข้าก็ยินดี”
“ไม่อาจนับว่าเยาว์วัยแล้ว เพียงแต่นางมีอายุห่างจากพ่อค้าแซ่จางยี่สิบปี คาดว่าอายุราวสามสิบต้นๆ สตรีในวัยนี้ ยิ่งยากจะทน ต่อความเปลี่ยวเหงา”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ หลี่อี้เฉินพลันกล่าวอย่างสะท้อนใจว่า “สตรีอายุสามสิบต้นๆ เป็วัยที่รู้ความ รู้จักทะนุถนอมผู้คน”
วาจาที่กล่าวราวกับผู้มากประสบการณ์ กลับไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ร่วมงาน ทุกคนจ้องมองมาที่เขา จากนั้นก็หัวร่ออย่างขบขัน การเดินสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ หากยังไม่อาจทะลวงไปถึงระดับ ผู้ฝึกปราณ ก็ไม่อาจเสียพรหมจรรย์ มิเช่นนั้นหากธาตุหยางแตกซ่าน ก็ยากจะเปิดประตู์ได้
ด้วยเหตุนี้ หลี่อี้เฉินจึงไม่เคยได้สยบนางมารมาก่อน
นายอําเภอพักอยู่ที่เรือนด้านหลัง
หัวหน้ามือปราบหวังผิวดําคล้ำราวกับชาวไร่ชาวนา ก้มหน้านิ่ง มิได้สนใจฟังคําด่าทอของนายอําเภอ
นายอําเภอแซ่จู ผิวขาวอ้วนท้วน เป็ชาวเมืองเอี้ยนโจว รัชศกหยวนจึ่งปีที่ยี่สิบสอบได้เป็บัณฑิตจิ้นชื่อ เชี่ยวชาญการสอพลอ ไม่ชํานาญงานราชการ เป็บัณฑิตไร้ความสามารถ ทว่ารู้จักวิถีทางของการเป็ขุนนาง
ข้อดีคือยังพอมีมโนธรรมสํานึกอยู่บ้าง ละโมบเพียงเล็กน้อยไม่ถึงกับโลภมาก ไร้ความสามารถแต่ไม่ถึงกับสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
ข้อเสียคือมักใช้อารมณ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบกล่าววาจาหยาบคาย
“ไร้ความสามารถ ไร้ฝีมือสิ้นดี”
เมื่อทราบว่าเมื่อวานหัวหน้ามือปราบหวังยังไม่มีอะไรคืบหน้า นายอําเภอจึงมีโทสะอีกครั้ง
“เ้าเป็มือดีที่มีประสบการณ์มากมาย เหตุใดผ่านไปหลายวันคดีฆาตกรรมนี้จึงยังไม่มีความคืบหน้า”
หัวหน้ามือปราบหวังมีเหงื่อไหลเต็มหน้าผาก ราวกับมีหนามจ่อทิ่มแผ่นหลัง
ใกล้ถึง่เวลาทดสอบขุนนาง นายอําเภอจูก็ยิ่งร้อนรน....อันเตียนสื่อไม่กล้ากล่าวแทรก แม้ว่าจะเป็สหายเก่าแก่ที่คบหากับหัวหน้ามือปราบหวังมาสิบกว่าปี
สิ่งที่อันเตียนสื่อทราบก็คือ นายอําเภอ้าเลื่อนขั้น แต่การได้เลื่อนขั้นมีเงื่อนไขสองประการ ผู้อุปถัมภ์กับผลงาน
หากมีเพียงผู้อุปถัมภ์ แต่ได้ผลงาน อาจถูกฟ้องร้องทําให้ตําแหน่งหน้าที่ไม่มั่นคง
มีผลงานมีเส้นสาย จึงจะสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง
ผลงานอยู่ที่ใด?
นี่เป็สิ่งสําคัญในการตรวจสอบขุนนาง
สิบห้านาทีให้หลัง นายอําเภอจู รั้งสายตากลับมา ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
ตามธรรมเนียมวงการขุนนาง ยกถ้วยน้ำชาคือส่งแขก!
อันเตียนสื่อดึงแขนหัวหน้ามือปราบหวังที่ยังคงก้มหน้านิ่ง ออกไปอย่างทุลักทุเล
หัวหน้ามือปราบหวังกลับมาถึงห้องพักด้วยสีหน้าไม่ดีนัก นั่งลงอย่างสงบท่ามกลางห้องรกระเกะระกะ ทุกคนจับจ้องไปทางหัวหน้า มือปราบหวังอย่างระมัดระวัง
“หัวหน้า นายอําเภอจูตําหนิท่านอีกแล้ว?”
หัวหน้ามือปราบหวังถลึงตาใส่ ยกป้านน้ำชาขึ้นดื่มกรอกปาก กล่าวว่า “มารดามันเถอะ คนตาย โจรหลบหนี จะให้ไปตามหาที่ใด? วันนี้ช่างดวงตกยิ่งนัก ข้ายังทําเงินหล่นหายอีก”
เงินนั่นเป็ของเ้า....หลี่อี้เฉินหดคอลง ดื่มน้ำชาปิดบังพิรุธ เ้าไม่มีวาสนากับเงินก้อนนั้นเอง
หลังฟังหัวหน้ามือปราบหวังตัดพ้อจบ มือปราบคนหนึ่งเสนอความเห็นชั้นต่ำขึ้น “พวกเรา จับปลาดีหรือไม่?”
หลี่อี้เฉินพลันเลิกคิ้วขึ้น
จับปลา เป็ศัพท์เฉพาะของวงการขุนนางระดับล่าง มีความหมายว่า หาปีศาจตายแทน
เมื่อถูกจํากัดด้วยเครื่องมือและวิธีการ คดีในอดีตจึงมักจะเป็คดี ไร้เบาะแส มีโอกาสไม่มากที่จะคลี่คลายคดีได้ ในหลายครั้งเมื่อขุนนาง้าผลงาน หรือถูกผู้บังคับบัญชากดดัน จึงหาปีศาจตายแทนมาเพื่อปิดคดี
ขั้นตอนเริ่มจาก ให้เ้าหน้าที่ท้องถิ่นคัดเลือกเหล่าตัวบัดซบที่มักทําผิดกฎหมายมากลุ่มหนึ่ง เขียนชื่อลงในกระดาษ ให้ขุนนางยื่นมือไปจับ จับได้รายชื่อผู้ใด ผู้นั้นก็เป็ปีศาจตายแทน ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าจับปลา
เมื่อเลือกปีศาจเคราะห์ร้ายแล้ว เ้าหน้าที่ก็จะไปจับกุมคน นําตัวไปที่ศาล เข้าสู่ขั้นตอน “ลงทัณฑ์ให้สารภาพ” ไม่ว่าเป็คนที่กระดูก แข็งปานใด ต่างก็รับสารภาพจนหมดสิ้น เช่นนี้ขุนนางระดับบนก็พึงพอใจ ขุนนางระดับกลางได้รับคําชื่นชม เ้าหน้าที่ระดับล่างได้รับรางวัล เรียกว่าดีกันถ้วนหน้า
ปีศาจตายแทนก็มิใช่ถูกปรักปรํา ถึงอย่างไรก็เป็กากเดนคนหนึ่ง ให้โอกาสรีบไปเกิดใหม่ ถือเป็การช่วยสร้างวาสนาให้กับผู้ที่ยังอยู่
เื่ราวเช่นนี้ เกิดขึ้นในวงการขุนนางมากมาย
หัวหน้ามือปราบหวังพยักหน้ากล่าวว่า “คงได้แต่ทําเช่นนี้ เสี่ยวหลี่ เื่นี้ให้เ้าไปจัดการ ตามหาตัวบัดซบมาสองสามคน เลือกคนที่มีอายุมากสักหน่อย"
เสี่ยวหลี่เพิ่งพยักหน้ารับ หลี่อี้เฉินพลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “ช้าก่อน! หัวหน้า คดีนี้มีพิรุธมากมาย ไม่ถึงกับไม่มีจุดให้ลงมือ”
หลี่อี้เฉินไม่ยอมรับวิธีการนี้
แม้เขาจะลาออกจากอาชีพตํารวจมาหลายปี ทว่าทัศนคติเหล่านี้ยังคงอยู่
คนเ่าั้อาจเป็ตัวบัดซบทำผิดกฎหมาย แต่โทษก็ไม่ถึงตาย ต่อให้มีโทษถึงตายมันก็คนละเื่กัน
หากหาคนมาตายแทนในคดีนี้ ไยมิใช่ปล่อยให้ฆาตรกรตัวจริงลอยนวล
หัวหน้ามือปราบหวังมีสีหน้าดําคล้ำ ไม่กล่าววาจา จ้องมองหลี่อี้เฉินอย่างไม่พอใจ
ทุกคนรีบเข้ามาเตือนว่า “อี้เฉิน เ้าก็อย่ามากเื่นักเลย”
เ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “หัวหน้าถูกด่าทุกวัน ทําเช่นนี้ก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ อีกอย่างคนเ่าั้ก็เป็ตัวบัดซบที่มักจะก่อเื่อยู่แล้ว”
คนที่สนิทกับเขามากกว่ากล่าวว่า “หัวหน้า ครอบครัวอี้เฉินเพิ่งประสบคราเคราะห์ เขาจึงรู้สึกไม่ดีต่อเื่เช่นนี้”
หัวหน้ามือปราบหวังฟังเหมือนไม่ได้ยิน เพียงจับจ้องหลี่อี้เฉิน
กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เ้าลองบอกข้ามา ว่าจะสืบอย่างไร!”
“นําบันทึกคดีมาให้ข้า!” หลี่อี้เฉินตอบไปตรงๆ
ตอนหน้าจะเริ่มสืบคดีอีกแล้วครับท่านผู้ชมมมมมม มาลุ้นกันว่าจะเป็อย่างไร