เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว)

    ตอนที่ 103 แรกเข้าพิภพชั้นที่5

    ณ สำนักเหยาซาน 

    อาจารย์เมี่ยวคง นั่งมองเสี่ยวเทียนอย่างภาคภูมิใจ ที่เห็นเซียนบรรพกาลๆ ตัวเป็นที่อายุน้อยแค่นี้ แล้วยังเป็นศิษย์ของเขา

    “ เซียนบรรพกาลจริงๆ ด้วย นึกไม่ถึงในชีวิตของข้า จะได้พบกับเซียนบรรพกาล

    เสียดายที่เจ้าต้องจากไปแล้ว ข้าอยากให้เจ้าทิ้ง อะไรบางอย่างเป็นที่ระลึกให้กับคนรุ่นหลังเอาไว้ ว่าเจ้าคือเซียนบรรพกาลคนแรกของสำนักเหยาซานของเรา”

    เสี่ยวเทียนถามอาจารย์ลู่เอินทันที ว่าจะทิ้งอะไรให้พวกเขาดี

    “ ตัวอักษรสวรรค์ คำว่า จิตวิญญาณ ข้าจะช่วยเจ้าอีกแรง”

    เสี่ยวเทียนดีใจ แล้วบอกกับเจ้าสำนักเหยาซานทันที

    “ ท่านอาจารย์ ข้าจะเขียนตัวอักษรสวรรค์ ทิ้งไว้ 1 ตัว”

    อาจารย์เมี่ยวคง กับ ศิษย์พี่ฟางอี้ที่ยืนอยู่ด้วยก็งง แต่ก็แล้วแต่เสี่ยวเทียน โดยทั้งหมด ก็มาที่ลานฝึกฝน แล้วเสี่ยวเทียนก็ใช้มือซ้าย ผ่าศิลาจากภูเขามาแผ่นหนึ่ง แล้วก็ดึงมาตั้งอยู่กลางลานฝึก  แล้วใช้นิ้วดัชนีใส่พลังเซียนบรรพกาลจอมเวทย์เขียนตัวหนังสือคำว่า จิตวิญญาณลงไปในบนแผ่นศิลา เสร็จแล้วอาจารย์ลู่เอินก็ปล่อยพลังเทพเซียนเข้าไปครอบงำศิลาแผ่นนี้เอาไว้ ทำให้แผ่นศิลาเกิดตัวหนังสือสีทองขึ้น

    “ นี่คือ อักษรสวรรค์ ศิษย์สำนักของเราทุกคน สามารถเพ่งมองแล้วจะสามารถมีโอกาสบรรลุถึงพลังระดับสูง เหมือนที่ข้าได้รับ ในอนาคต” ศิษย์พี่ฟางอี้กับ ซุนหมิงจ้องมอง ตัวอักษรจิตวิญญาณตาไม่กระพริบ ทุกคนที่มองล้วนตัวแข็งทื่อ

    ไม่ขยับ จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งวัน ซุนหมิงก็ตะโกนขึ้นมาว่า ตนผ่านขั้นพลังขึ้นมาอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิจอมเวทย์แล้ว

    จากนั้นศิษย์พี่ฟางอี้ ก็ลืมตาขึ้น ขั้นพลังก็บรรลุขั้นเซียนจักรพรรดิแล้วเช่นกัน

    แม้แต่เจ้าสำนัก ที่มองไม่นาน พลังเซียนจักรพรรดิระดับสูง ก็เลื่อนขึ้นมาใกล้แตะเซียนบรรพกาล ถึงแม้ว่าในชีวิตนี้จะไม่คิดว่า จะบรรลุได้ แต่ก็เกือบจะผ่านไปแล้ว

    ทุกคนดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แล้วสุดท้าย เสี่ยวเทียนก็กล่าวลาทุกคน เพื่อออกจากแดนเวทมนต์แห่งนี้ ขึ้นสู่พิภพชั้นที่5 ต่อไป

    เสี่ยวเทียนผ่านเครื่องเคลื่อนย้าย ของดินแดนจอมเวทย์ ขึ้นมาสู่พิภพชั้นที่ ห้า เสี่ยวเทียนก็กลับร่างมาเป็นเด็กหนุ่ม เป็นเฉินเสี่ยวเทียนเช่นเดิม บรรยากาศโดยรอบ พลังเซียนถูกกฏธรรมชาติจำกัดพลังสูงสุดแค่ระดับเซียนฟ้าเท่านั้น

    เสี่ยวเทียนเดินเข้ามาในเมืองแห่งนี้ จำได้ว่ามีลูกหนี้ชื่อว่าเมิ่งจิ่ว เป็นองค์ชายเก้า ของราชวงศ์เมิ่ง ผู้ครองดินแดนพิภพชั้นที่ห้านี้

    เด็กหนุ่มอ้วนเมิ่งจิ่ว เคยจ่ายเงินค่าแก่นเลือดเทพเจ้าเขาแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือยังไม่ได้จ่าย อีกสามพันหกร้อยล้านเหรียญทอง 

    “ อาจารย์ท่านว่าข้าไปทวงมันเลยดีไหม” เสี่ยวเทียนจำได้ว่า ครั้งก่อนอาจารย์เป็นคนแนะนำให้ ปล่อยเงินเชื่อกับ เด็กคนนี้ไปก่อน

    “ เจ้าไปทวงมันตอนนี้ คงยากที่จะได้เงิน ข้าตรวจดูดวงชะตาของมันแล้ว ต้องรอมันให้พบเจ้าเสียก่อน  ดวงชะตาของมันก็จะเริ่มดีขึ้น”

    “ ถ้างั้นข้าไปหามันเลยดีกว่า” เสี่ยวเทียนเข้าเมืองไปเพื่อ ถามหาที่อยู่ของ องค์ชายเก้าจากชาวบ้านทันที

    พอถามไถ่เสร็จเสี่ยวเทียนถึงกับนึ่งอึ้งไปในทันที

    “ องค์ชายเก้าถูกปลดไปเป็นปีแล้ว ตอนนี้ขายหมู อยู่ที่ตลาด ชื่อร้านอ้วนน้อยชายเก้า

    ไปเถอะ เมื่อถึงตลาดแล้ว ใครๆ ก็รู้จัก” ชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินไปผ่านมา บอกกับเสี่ยวเทียน

    “ โธ่ เหรียญทองของข้า”  เสี่ยวเทียนไม่ยอมง่ายๆ เดินไปตลาดทันที  อยากเห็นกับตาให้แน่ชัด พอไปถึงพบชายหนุ่มร่างอ้วนพุงพลุ้ย สวมชุดกันเปื้อนสีขาว กำลังสับหมูชั่งขาย ให้กับชาวบ้านที่มาซื้อ เสี่ยวเทียนจำได้แม่น มันคือองค์ชายเก้าเมิ่งจิ่ว บัดนี้เปิดร้านขายหมูใช้ชื่อว่า  อ้วนน้อยชายเก้า  เสี่ยวเทียนไม่รอช้าเดินเข้าไปยืนต่อหน้าแล้ว เอ่ยด้วยเสียงเบาๆ ได้ยินสองคน

    “ เมิ่งจิ่วจำข้าได้ไหม” 

    องค์ชายเก้า ได้ยินก็แหงนหน้าขึ้นมามองแล้วขมวดคิ้ว 

    “ ขอโทษด้วยคุณชายน้อย ข้าจำไม่ได้จริงๆ ถ้าท่านอยากได้หมูส่วนไหน ก็บอกข้าได้เลย ร้านของข้านี้มีชื่อเสียงเรื่องหมูสด สะอาดถูกสุขอนามัย”

    “ ข้าชื่อเฉินเสี่ยวเทียน เจ้าเป็นคนซื้อ แก่นเลือดเซียนของข้า ยังคงค้างเงินอีก สามพันหกร้อยล้านเหรียญทอง จำได้แล้วหรือยัง” เสี่ยวเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

    อ้วนน้อยชายเก้า เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับคุกเข่ากอดขา เสี่ยวเทียนทันที

    “ คุณชายเฉินนี่เอง ข้าจำได้แล้ว ได้โปรดเถอะ หลังจากข้ากลับมาก็ทำเรื่องเบิกเงินเพื่อ นำไปให้ท่าน แต่สุดท้าย ฝ่ายการคลังบอกว่าแพงไป เขาเลยไม่จ่าย ข้าเลยไปเอาของคืนเขาบอกว่า แจกจ่ายไปหมดแล้วไม่มีเหลือ คุณชายเฉิน ข้าไม่มีเงินมาชดใช้อีกแล้ว ข้าทำผิดกฏจึงถูกขับออกจากราชวงศ์  ข้าจะขอเป็นม้า เป็นลาคอยรับใช้คุณชายเฉินจนกว่าชีวิตจะหาไม่แทนก็แล้วกัน แต่ว่าข้าขอเรื่องหนึ่งขอข้าวกินสี่มื้อ ให้กับข้า แล้ว ท่านแม่ของข้าด้วยเท่านั้นก็พอ”

    เมิ่งจิ่วกอดขาเสี่ยวเทียนแล้วพูดไม่หยุด คนผ่านไปผ่านมามองเข้า ก็ส่งเสียงซุบซิบกันวุ่นวาย 

    “ ลุกขึ้นก่อน ไปคุยกันในบ้านของเจ้า”  เมิ่งจิ่วเลยรีบพาเสี่ยวเทียนเข้าไปในบ้านพบหญิงวัยสี่สิบปี นั่งปักเย็บผ้าอยู่ เสี่ยวเทียนเห็นใบหน้าของนางก็ตกใจ นางตาบอดนี่ แล้วเย็บผ้าได้อย่างไร

    “ ท่านแม่  นี่คือคุณชายเฉินที่ข้าเคยเล่าให้ท่านแม่ฟัง จำได้ไหม”

    เมิ่งจิ่วมาถึงก็เข้าไปกอดแม่ที่ตาบอดทันที

    หญิงสาวตาบอดวาง เสื้อผ้า และเข็มลง แล้วหันมาทางเสี่ยวเทียน แล้วก้มคุกเข่าทันที สร้างความแตกตื่นให้กับเสี่ยวเทียนยิ่งนัก

    “ ท่านป้า ทำไมต้องทำเช่นนี้”

    “ คุณชายเฉิน ข้าได้ยินชื่อของท่าน จากอาจิ่วแทบทุกวัน มันเล่าวีรกรรมของท่านในการสยบ เหล่าองค์ชายแทบทุกพิภพเก้าชั้น หาญกล้าท้าทายทุกคนไม่หวั่นเกรงทั้งที่ท่านมีอายุเพียงไม่ถึง สิบขวบ และยังให้ของวิเศษกับ อาจิ่วกลับมา ทั้งที่มีเงินไปเพียงเล็กน้อย  แสดงว่าท่านต้องเป็นคนดี กล้าหาญ เป็นวีรบุรุษ ข้าอยากขอร้องท่าน ได้โปรดพาอาจิ่วไปด้วยเถิด เขาอยู่ที่นี่สักวันหนึ่งคงต้องตายเยี่ยงหมาข้างถนนแน่ ได้โปรดฟังคำขอร้องของหญิงตาบอดผู้ที่รักลูกสุดหัวใจคนนี้ด้วยเถิด”  แม่ของอาจิ่วเคยเป็นถึงพระสนมในวังหลวง เวลานี้ตกอับมาหากินในตลาดทั่วไป แถมรับจ้างเย็บผ้า ทั้งที่ดวงตามองไม่เห็น เสี่ยวเทียนถึงกับลืมจุดมุ่งหมายที่จะมาทวงหนี้ไปสิ้น

    “ ท่านป้าลุกขึ้น ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้ารับปาก ข้าจะหาวิธี ไม่ให้เมิ่งจิ่ว กับท่านป้าต้องลำบากเช่นนี้อีก”

    “ ข้าไม่ลำบากหรอก ข้าเพียงแต่สงสารท่านแม่เท่านั้น” เมิ่งจิ่วเอ่ยด้วยดวงตาที่สดใส มองโลกในแง่ดีตลอด

    “ ต้องขอบใจคุณชายเฉิน แต่ว่าอาจิ่ว เขามีเชื้อสาย ฮ่องเต้ลำดับที่เก้า   ทุกคนที่เป็นเชื้อสายฮ่องเต้  สุดท้ายล้วนไม่ได้ตายดีสักคน  เมื่อต้นปี องค์ชาย เจ็ด ถูกทำโทษโดยการถูกนำไปต้มในน้ำเดือดกลางตลาด โทษฐาน คิดปองร้ายองค์ชายใหญ่  ข้าไม่อยากให้ อาจิ่ว ต้องพบจุดจบแบบนั้น”

    แม่เมิ่งจิ่วต้องล่วงรู้เบื้องลึกภายในราชวงศ์เมิ่งอย่างแน่นอน

    “เหตุใด คนที่เป็นเชื้อสาย ฮ่องเต้ ต้องมีจุดจบเช่นนั้น?”

    “ ฮ่องเต้คนปัจจุบันเมิ่งไห่ซัน ที่เป็นพ่อของเมิ่งจิ่ว เป็นคนโหดเหี้ยม บุตรชายกว่าร้อยคน ล้วนต่างเข่นฆ่าสังหารกันเอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ที่ผ่านมา 

    องค์ชายที่มีอยู่ร้อยคน ถูกฆ่าตายโดยเหล่าองค์ชายด้วยกัน ตายไปหมดแล้ว เหลือเป็นเก้าคนเท่านั้น บัดนี้ องค์ชายเจ็ดถูกต้มทั้งเป็น ก็เหลือแค่ แปดคนเท่านั้น

    ข้ากับอาจิ่ว มีอยู่ด้วยกันสองคน ไม่อยากเข้าไปในวังวนแห่งการช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท  จึงขอลาออกมา จากวัง ซึ่งเป็นการฝืนกฏของราชวงศ์ ดังนั้น ข้าจึงต้องควักลูกตาตนเองออกสองข้าง แล้วจึงสามารถพา อาจิ่วออกมาอยู่นอกวังเลิกยุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์อีกตลอดไป”

    เสี่ยวเทียนได้ฟังแล้วก็อดตะลึงลานไม่ได้ กับการที่ท่านป้าที่ตาบอด ทำเพื่ออาจิ่วถึงขนาดนี้

    เสี่ยวเทียนเห็นเมิ่งจิ่ว โอบกอดแม่แน่น  ไม่อยากให้แม่เสียใจอีกต่อไป     

    แล้วทำไมต้องไปจากที่นี่ด้วย ในเมื่อพวกท่านก็ออกจากราชวงศ์มาแล้ว

    “ ไม่มีใครรู้จัก ราชวงศ์นี้ดีไปกว่าข้าหรอก วันหนึ่งที่เหล่าองค์ชายตายไปจนหมด สุดท้ายคนที่ได้ครองบัลลังก์ ก็ต้องหันมาเข่นฆ่า พี่น้องที่เหลือ ที่ออกจากราชวงศ์ไปแล้วจนหมดสิ้นอยู่ดี”

    “ ฮ่องเต้ปัจจุบันไม่คิดจะแก้ไข เรื่องนี้เลยหรือ?”

    “ ฮึ  ก็เขาเองก็เป็นกษัตริย์คนสุดท้าย ที่เข่นฆ่าพี่น้องของเขาจนหมดสิ้นไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว”  แม่ของเมิ่งจิ่วพูดเช่นนี้ออกมา  เสี่ยวเทียนได้แต่นึ่งอึ้ง ไม่คิดว่าราชวงศ์เมิ่ง จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เข้าใจแล้ว เมื่อพ่อมันเป็นตัวอย่างให้ลูกแบบนี้ ลูกเกิดมามันมีหรือจะไม่ทำตามแบบที่มันเห็นมาก่อน เพราะต้นแบบมันชั่วแบบนี้นี่เอง

    “ ท่านป้า ท่านคิดว่าไปที่ใดจะปลอดภัยที่สุด ในเมื่อ ดินแดนพิภพที่ห้านี่ มีฮ่องเต้เมิ่งห่ซันใหญ่ที่สุด”

    “ มีอีกที่หนึ่ง เป็นดินแดนที่ ฮ่องเต้เมิ่งไม่กล้าเข้าไปเหยียบ ดินแดนพระเจ้า ที่นั่นเป็นมีแต่มนุษย์ธรรมดา ผู้ทีมีพลังเทพเซียนทั้งหลายไม่สามารถใช้พลังเทพเซียนที่นั่นได้ หากเข้าไปจะกลายเป็นคนธรรมดาทันที” แม่เมิ่งจิ่วอธิบาย 

    “ ท่านป้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ารับปากพวกท่าน จะพาพวกท่านไปที่ดินแดนพระเจ้า ว่าแต่ ดินแดนพระเจ้านี่ไปทางไหน?” 

    “ว่ากันว่า อยู่ทางดินแดนตะวันตก  พวกเราไม่เคยไป แต่พวกชาวบ้าน หรือพวกพรานน่าจะรู้” แม่เมิ่งจิ่วแนะนำ   

    “  ข้าจะออกไปหาแผนที่ก่อน พวกท่านเตรียมเก็บของ ข้าได้ข้อมูลแล้วจะมารับไปทันที” เสี่ยวเทียนเดินออกมาจากบ้านหมูน้อย ชายเก้า ก็รู้สึกแปลกๆ  เขากำลังทำอะไรกันเนี่ย จะมาทวงเงินเขาแท้ๆ  แต่นี่ต้องพาพวกเขาย้ายไปสถานที่ใหม่อีก 

    เสี่ยวเทียนเดินมาที่ร้านค้าขายอาวุธ อุปกรณ์ล่าสัตว์ เล้วเอ่ยถามว่า

    “ เถ้าแก่มีแผนที่ไปดินแดนพระเจ้าบ้างไหม”

    “ มีขอรับ ว่าแต่ท่านไปที่นั้นรู้แล้วใช่ไหม ว่าที่นั่นเป็นดินแดนที่ถูกสาป เหล่าเทพเซียนไม่มีใครเขาไปกันหรอก”

    “ พอรู้มาเหมือนกัน” เสี่ยวเทียนจ่ายเงินค่าแผนที่ให้ไป เถ้าแก่เสนอขายอาวุธปืน

    หลายกระบอก เพราะที่นั่นกลับใช้อาวุธปืนกันเป็นหลัก เพราะไม่มีพลังเทพเซียนใดใด ดังนั้นอาวุธจึงจำเป็น เสี่ยวเทียนเลยซื้อมาติดตัวเอาไว้ กว่ายี่สิบกระบอกพร้อมกระสุน แล้วยังซื้อระเบิดมือ อีกหลายลูก

    เถ้าแก่เห็นเสี่ยวเทียนใช้จ่ายเช่นนี้ก็ เสนอของไปอีกมากมาย เช่นเกราะกันกระสุนปืน ปืนเลเซอร์ แว่นตามองในที่มืด  เสี่ยวเทียนก็ซื้อมาจนหมด

    “ อาจารย์ถ้าในดินแดนพระเจ้า เราไม่สามารถใช้พลังเทพเซียนออกมาได้ แล้ว

    เกราะเทพเจ้า หรือ ว่า ยันต์เกราะเพชรนั้น จะป้องกันได้ไหม?”

    “ เรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เกราะเทพเจ้า นั้นต้องใช้พลั้งเทพเซียน แต่ ยันต์เกราะเพชรเกิดจากคาถาอาคม ข้าไม่รู้ว่า ดินแดนพระเจ้า นั้น มีพลังใดกัน ที่สามารถสะกด พลังเทพเจ้าไว้ได้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

    เสี่ยวเทียนซื้อของจนครบแล้ว ก็เข้าไปซื้อ ข้าวสารอาหารแห้ง มาอีกเป็นจำนวนมาก จนเจ้าของร้านทั้งลด ทั้งแถมให้เสี่ยวเทียนมากมาย  สาเหตุที่เสี่ยวเทียนต้องซื้อ เพราะเผื่อเอาไว้ ในอนาคตอาจต้องมอบของกินของใช้พวกนี้ ให้กับ สองแม่ลูกคู่นี้  หลังจากซื้อเสร็จ ก็เดินกลับไปที่บ้านของสองคนแม่ลูกเพื่อที่จะพาเดินทางไปดินแดนพระเจ้า  พอไปถึงก็เกิดเรื่องกับสองแม่ลูกเสียแล้ว

    บ้านพักของทั้งสองเกิดเพลิงไหม้ ลุกโหมลามไปบ้านใกล้เคียง ผู้คนต่างก็พยายามป้องกันบ้านของตน และมาช่วยกับดับไฟบ้านต้นเพลิง เสี่ยวเทียนมองเห็นร่างของสองคนแม่ลูกอยู่ในกองเพลิง เลยอ้าปากเป่าพลังไอเย็นออกไปดับไฟ   ฟู่  ๆ ๆ  ไฟดับหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว 

    เสี่ยวเทียนก้าวเข้าไปในซากบ้านพบซากศพแม่ที่ตาบอดของ  เมิ่งจิ่ว มีดาบปักคาหลังเอาไว้ แล้วใช้ร่างของตนกอด เมิ่งจิ่วไว้แน่น คล้ายพยายามเอาตัวกันไว้ ไม่ให้ถูกไฟไหม้เมิ่งจิ่ว เสี่ยวเทียนค่อยๆ ยกร่างของพระสนมขึ้น นางตายไปแล้ว แต่สีหน้ายังคอยห่วง เมิ่งจิ่วไม่น้อย ร่างของอาจิ่วมีรอยถูกซ้อม อย่างหนัก แขนขาดออกทั้งสองข้าง หน้าตาบวมปิด แต่ไม่มีรอยไฟเผาไหม้เท่าไร เพราะผู้เป็นแม่เอาตัวมาบังเอาไว้  เสี่ยวเทียนมองเห็นหัวใจยังเต้นอยู่ ลมหายใจ แทบจะไม่มีแล้ว จึงรีบให้ดื่มน้ำทิพย์เข้าไป แขนที่ขาดก็ค่อยๆ งอกกลับมา ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล กลับค่อยเลือนหายเป็นปกติ 

    แล้วในที่สุด เมิ่งจิ่วก็ลืมตาขึ้น เสี้ยววินาทีแรกที่รู้สึกตัว อาจิ่วตะโกนร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง

    “ ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านแม่” ร่างของแม่เมิ่งจิ่วได้ตายไปด้วยสภาพที่คอยปกป้องลูกจนสุดชีวิต ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายของแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ.........

    คล้ายกับเรื่องเทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน