"โอ้...!!..เท่ากับท่านใช้เวลาฝึกฝนแต่ละด้านถึงเกือบเจ็ดปี มิน่าหล่ะความสำเร็จแต่ละด้านของท่านจึงสูงล้ำถึงเพียงนี้ ทั้งด้านพลังยุทธ และด้านโอสถ"
หยางเสี่ยวเอ๋อร์และนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะกล่าวขึ้นพร้อมกัน
"เอาหละได้เวลาที่พวกเราจะเข้าไปยังห้องกาลเวลาแล้ว ทุกคนมายืนรวมใกล้ข้าแผ่พลังป้องกันออกมาให้พร้อมและก้าวออกไปพร้อมกับข้า"
พูดจบกังหลงได้โอบกอดสตรีทั้งสามมาใกล้ชิดข้างกายตนและก้าวเข้าประตูห้องกาลเวลาในทันที กังหลงมิมีเจตนาและความคิดอื่นใดเป็นเพียงมิต้องการให้ทุกคนโดนมิติในห้องการเวลาฉุดกระชากให้ต้องแยกจากกันไปคนละทิศละทาง เนื่องจากเมื่อย่างเท้าเข้าประตูไปแล้วมิติในห้องการเวลาจะสุ่มผู้เข้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ แล้วแต่จะไปปรากฎในที่ใด
การเข้ามาคนเดียวแล้วแต่มิติจะฉุดกระชากไปตำแหน่งใด ส่วนการเข้าไปพร้อมกันหลายคน หากมิรวมตัวหรือจับกันให้แน่นหนา ถ้ามิติในห้องการเวลาฉุดกระชากแต่ละคนจนแยกออกจากกันอย่างกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ย่อมสร้างปัญหาที่ตามมาอย่างมากมาย เพราะพื้นที่ในห้องกาลเวลาเป็นเสมือนโลกอีกโลกหนึ่ง ที่กว้างใหญ่และมีอันตรายจากสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับต่าง ๆ ภูมิประเทศที่อันตราย
แม้กังหลงมิได้คิดกระไรต่อการโอบกอดนั้น แต่ด้วยอาการรีบเร่งอย่างฉุกละหุกทำให้ท่อนแขนด้านซ้ายพาดไปโอบรัดเอาภูเขาขนาดย่อมที่ทั้งนุ่มนิ่มยากจะบรรยายของหยางเสี่ยวเอ๋อร์ส่วนปลายฝ่ามือไปเกาะกุมเอาท้องน้อยอันแบนราบนุ่มนวลไร้ไขมันใด ๆ ของเยี่ยนฟางผู้เป็นน้องสาวและมือข้างขวาดันไปโอบคว้าหมับเข้ากับตะโพกอันผึ่งผายนุ่มนิ่มสวยงามเข้ารูปของนงคราญสุรางสวรรค์เข้าให้จนเต็มกำมือ แล้วจะห้ามเหล่าดรุณีเยาว์วัยอันสวยงามปานนางฟ้านางสวรรค์ทั้งสามมิให้เกิดความอับอายสะดุ้งรัญจวนใจได้เช่นไรกัน สตรีทั้งสามต่างขวนเขินเอียงอายจนกายร้อนผ่าวผิวแก้มแดงระเรื่อจนชมดูน่าพิศวาสยิ่งนัก เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาจวบเติบโตจนเป็นสาวเป็นาง นี่ต่างนับเป็นคราที่สองที่ทุกคนต่างโดนบุรุษกอดรัดอย่างแนบแน่นและตำแหน่งที่จับล้วนเป็นจุดเปราะบางต้องห้ามของเหล่าสตรีอีกด้วย จนลมหายใจต่างเริ่มติดขัดกายอ่อนระทวยไปตาม ๆ กัน กังหลงเมื่อสัมผัสว่าสตรีทั้งสามต่างกายร้อนผ่าวอ่อนระทวยในอ้อมแขนของตน จึงตระหนกตกใจถามขึ้น เมื่อทั้งหมดถูกส่งมาถึงยังทุ่งหญ้าเขียวขจีแห่งหนึ่ง ก็พบว่าสามสาวต่างร่างกายสั่นสะท้านกายโอนเอนจนแทบจะล้มลง
"พวกท่านเป็นไร ไม่สบายรึ .? ดูร่างกายสั่นสะท้านคล้ายสิ้นเรี่ยวแรง หรือเป็นเพราะพลังกระชากของมิติที่รุนแรงในที่นี้ทำให้ทุกท่านปรับตัวไม่ทันจนเกิดไม่สบายกันขึ้นมา..!!"
"เอ่อ....เอ่อ...พวกเรามิเป็นไรคงเป็นเพียงปรับตัวไม่ทันต่อพลังมิติตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว"
"ข้า..ข้า..แค่พลังปราณปั่นป่วนตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว.."
"เยี่ยนฟางเจ้าหละเป็นอะไรมากรึไม่หากยังยืนมิไหวมาให้พี่อุ้มเจ้าไปหาที่พักก่อน"
"ข้าดีขึ้นแล้ว.คงอาการเหมือนพี่เหมี่ยวเซี๊ยะและพี่หยางเสี่ยวเอ๋อร์เดี๋ยวคงเป็นปกติแล้ว"
(.คนบ้าา..คนผีทะเล..คนลามก..ไม่ระมัดระวังมือไม้ช่างซุกซนนัก..!!)
ทั้งสามสาวตอบออกมาด้วเสียงอันสั่นสะท้านต่างลอบสบตากันด้วยความเอียงอายก้มหน้างุดและต่างลอบบ่นอุบอิบอยู่ในใจ.. ชั่วครู่จึงโคจรลมปราณควบคุมจิตใจจนสงบเป็นปกติได้
"เห้อ..งั้นข้าก็โล่งใจ ในที่สุดพวกเราก็ก้าวมาสู่ห้องกาลเวลาแล้ว .."
"ข้ากังหลงได้กลับมาเยือนห้องกาลเวลาอีกครั้งแล้ว"
กังหลงพูดขึ้นเหมือนจะบ่งบอกกับตัวเองคล้ายไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้น ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทหวั่นไหวก็ได้ดังขึ้น
"โฮกกกกกกกกกก..!!"
เสียงคำรามอย่างยาวนานของสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งกึกก้องสะเทือนเลื่อนสั่นไปทั่วบริเวณสัตว์เล็กสัตว์น้อย นกกา ต่างผวาตื่นตกใจวิ่งบินกระจายไปทั่ว ทั้งหมดเพิ่งสังเกตุชัดตาว่าพวกตนได้ถูกส่งมาอยู่ท่ามกลางลานหญ้าเขียวชอุ่มที่โอบล้อมไปด้วยป่าเขาด้านที่มีเสียงคำรามเป็นภูเขาสูงเสียดฟ้า เต็มไปด้วยป่ารกชัฏ
"นั่น..เสียงสัตว์อะไรกันถึงได้ดังและทรงอำนาจปานนั้นถึงกับสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งหุบเขาจนสัตว์อื่นต่างตื่นตกใจแตกกระเจิงเช่นนี้...!!"
หยางเสี่ยวเอ่อร์กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย กังหลงบอกกล่าวอาศัยจากความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์
"เสียงนี้น่าจะเป็นเสียงของสัตว์อสูรจำพวกมังกรถึงได้ทรงอำนาจปานนี้ แต่มิทราบจะเป็นมังกรจำพวกใดหากได้เห็นรูปร่างข้าพอจะแยกแยะได้อยู่ "
"อา..ในโลกแห่งกาลเวลานี้ถึงกับมีสัตว์เช่นนี้อยู่มิทราบผู้สร้างห้องกาลเวลานี้สร้างหรือชักนำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร ?"
"โฮกกกกกกกกกก..!!"
นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะกล่าวยังไม่ทันจบสุ้มเสียงก็ดังกึกก้องขึ้นอีกครานี้มิใช่มีแค่เสียงแล้วแต่ถึงกับปรากฎสัตว์อสูรร่างยักษ์โผบินขึ้นเหนือยอดหมู่ไม้ตำแหน่งที่ห่างจากลานหญ้าที่ทั้งสี่ยืนอยู่ประมาณสามร้อยเมตรสัตว์อสูรตนนี้มีรูปร่างสูงขนาดเกือบสิบเมตรคล้ายกิ้งก่ายักษ์ที่มีปีกลักษณะเช่นปีกค้างคาวกำลงบินตรงมายังที่ทั้งสี่ยืนอยู่ ทันทีที่เห็นกังหลงกล่าวด้วยความแตกตื่น
"มังกรวาตะ...!! สัตว์อสูรระดับสาม..!!"
"รีบหลบมาอยู่ด้านหลังข้ามังกรวาตะตัวนี้เป็นสัตว์อสูรระดับสามเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิ์สงคราม พวกเราคงเข้ามาในเขตพื้นที่ถิ่นที่อยู่ของมันมันจึงแสดงตัวออกมาเพื่อจัดการผู้บุกรุกแล้ว..!!"
"อะไรนะ..? สัตว์อสูรระดับสามเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธปราณจักรพรรดิ์สงคราม..!!"
ทั้งสามอุทานออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้นและรีบหลบไปอยู่ด้านหลังของกังหลงพลังที่มังกรวาตะแผ่กระจายออกมาช่างรุนแรงกดดันจนทั้งสามถึงกับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเยี่ยนฟางรีบกล่าวขึ้นด้วยความหวาดหวั่น
"พี่กังหลงพวกเรารีบหนีกันเถอะปราณระดับจักรพรรดิ์สงครามมันเป็นตัวตนที่น่ากลัวจนเกินไป"
ทันใดกังหลงได้นำดาบใหญ่ยักษ์เล่มหนึ่งออกมากระชับไว้แน่น"ดาบอัคคีโลกันต์อเวจี" พร้อมกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"สายไปเสียแล้ว มันพุ่งตรงมาแล้ว หากข้ารู้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงมังกรวาตะตอนเสียงดังคราแรกข้าก็พาพวกเจ้าถอยห่างหลบหลีกไปจากที่นี่แล้วมังกรวาตะมันหวงถิ่นที่อยู่ยิ่งนักการส่งเสียงร้องคราแรกเป็นการบ่งบอกให้ผู้บุกรุกที่เข้ามาในอาณาเขตของมันรีบถอยห่างออกไปส่วนการส่งเสียงร้องคราที่สองคือหลังจากที่มันส่งเสียงเตือนคราแรกผ่านไปสิบลมหายใจหากผู้บุรุกไม่จากไปเป็นการบ่งบอกว่ามันจะจัดการผู้บุกรุกจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกตายไป ตอนนี้เมื่อมันได้ส่งเสียงร้องคราที่สองแล้ว การจากไปหรือไม่จากไปย่อมมีค่าเท่ากันหลังจากมังกรวาตะส่งเสียงร้องคราที่สองออกไปมันจะไล่ล่าจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกตายไปจนหมดสิ้นจึงจะเลิกรา"
"อา..ถึงกับรุนแรงเพียงนี้เจ้ามังกรวาตะนี้นิสัยมันจะประหลาดโอหังจนเกินไปแล้ว "
นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะกล่าว
"วืดดด...ฟ้าววววว.."