ยามแสงแดดอ่อนส่องกระทบกลางศีรษะให้ความรู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อยใน่ฤดูหนาวเช่นนี้ สองแม่ลูกออกเดินทางออกจากหมู่บ้านอู้หยวนด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ สิบหกปีที่ผ่านมาช่างรวดเร็ว อ้ายผิงในวัยแรกเกิดยามนั้นบัดนี้ได้เติบโตจนสามารถออกเรือนได้แล้ว ติดตรงที่เ้าตัวไม่เคยมีเื่รักๆ ใคร่ๆ ในหัวเลย ั้แ่เด็กอายุราวห้าถึงหกปีก็ติดตามผู้เป็อาจารย์กราบไหว้เป็ศิษย์ส่วนตัวของเขา ไม่อ่านตำราก็ฝึกการต่อสู้หลากหลายแขนง ชุนลี่คิดไม่ตกว่าจะมีใครยอมรับนางให้เป็ภรรยาหรือไม่ ส่วนคนที่หมายมาดไว้อย่างเกาฮ่าวซวนก็เห็นแววจะเป็ไปไม่ได้เลยสักนิด
รถม้าสองคัน วิ่งด้วยความเร็วไปตามเส้นทางทั้งที่ราบและเนินเขาไม่ได้หยุดพัก ราวสองวันจึงถึงเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและร้านรวงตามข้างทาง อ้ายผิงเลิกผ้าม่านออกเล็กน้อยเพื่อชมสิ่งต่างๆ นอกรถม้าอย่างเพลิดเพลิน จนรถม้าได้จอดลงหน้าจวนใหญ่โตจึงรับรู้ได้ว่ามาถึงแล้ว
เมื่อถึงจวนสกุลหลิว หลิวต้าิจึงสั่งให้พ่อบ้านพาสองแม่ลูกไปยังเรือนพักที่ให้คนจัดเตรียมรอไว้แล้ว สองแม่ลูกเดินไปตามทางเดินที่ปูไปด้วยหินอ่อนสวยงาม ไม้ดอกไม้ประดับถูกจัดแต่งขนาบข้างได้อย่างลงตัว บ่าวไพร่ในจวนมากมายต่างทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีบางส่วนเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับพวกนาง เมื่อมาถึงเรือนหลังหนึ่งในจวนที่กว้างขวางแห่งนี้ พ่อบ้านจึงเรียกสาวใช้มาเพื่อช่วยนำสิ่งของไปจัดเก็บ
หลิวต้าิไม่อาจรีรอ ก่อนหน้าที่เขาจะออกเดินทางไปรับสองแม่ลูก เขายังไม่ได้บอกครอบครัวแต่อย่างใด เนื่องจากหากไม่สำเร็จ อาจไปทำลายความหวังสุดท้ายของหลิวหนิงฮวาได้ ยามนี้ทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดี จึงเรียกทุกคนมาเพื่อบอกกล่าว แต่ไม่ทันไรเสียงประตูดันถูกผลักออกอย่างแรงด้วยมือหลานสาวคนโปรด ใบหน้างดงามบึ้งตึงเข้ามาพร้อมบิดามารดาของนาง
“ท่านปู่ ท่านหายไปไหนมาเสียหลายวัน ท่านรู้หรือไม่ข้าต้องเจอกับอะไร เหยียบย่างไปที่ใดมีแต่คนส่งสายตาเวทนาให้ข้า ในสำนักศึกษาไม่มีใครอยากเป็สหายข้าอีกต่อไปแล้ว ทุกคนตีตัวออกห่างราวกับข้าเป็สิ่งน่ารังเกียจ” เพียงพบหน้าไม่ทันไร หลิวหนิงฮวาก็พรั่งพรูความอัดอั้นนี้ออกมา ทั้งชีวิตไม่เคยมีผู้ใดกระทำเช่นนี้กับนาง ทุกคนมักสรรเสริญเยินยอ ไหนเลยจะมีกิริยาเช่นตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะปีศาจพรรคมาร นางยังคงถูกผู้คนเชิดชูต่อไป ยิ่งคิดหลิวหนิงฮวาก็ยิ่งคับแค้นในอก มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
“ฮวาเอ๋อร์ ปู่หาทางช่วยเ้าได้แล้ว” เสนาบดีรีบเข้าประเด็นหลักโดยทันที ไม่อย่างนั้นหลานสาวของเขาคงไม่หยุดโวยวายอย่างแน่นอน
“อย่างไรเ้าคะ” น้ำเสียงชะลอความเกรี้ยวกราดลง ทั้งยังปะปนไปด้วยความหวังเอ่ยออกมา
“เมื่อสิบหกปีก่อน ข้าไล่บุตรสาวที่มารดานางเป็อนุออกจากจวน” พูดมาถึงตรงนี้ บุตรชายและลูกสะใภ้ของเสนาบดีก็เข้าใจได้ทันที เพราะในยามนั้น เป็พวกเขาเองที่เสนอทางเลือกนี้ เหตุใดพวกเขาจึงลืมเลือนไปได้ หากแต่หลิวหนิงฮวายังไม่เข้าใจ หลิวต้าิจึงเอ่ยต่อ “เหตุผลคือนางตั้งครรภ์โดยไร้สามี ไร้การตบแต่ง”
“ท่านปู่จะบอกว่านางมีบุตรสาวหรือเ้าคะ” ไม่ทันให้ปู่ของนางเอ่ยจบ หลิวหนิงฮวาก็คาดเดาได้แล้ว แววตาที่เคยเศร้าหมอง ถูกแทนที่ด้วยความร่องรอยของความดีใจ เพียงท่านปู่พยักหน้าก็หยุดความปรีดาไว้ไม่ไหว นางโถมตัวเข้าไปกอดทันที เสนาบดีหลิวเองก็ลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู
“พวกเ้าก็ทำดีกับสองแม่ลูกให้มากหน่อย เรายังเหลือเวลาก่อนส่งตัวให้พรรคมารอีกเกือบสองเดือน ระหว่างนี้ข้าจะปรึกษาฮ่องเต้เื่ราชโองการ” กำหนดเวลาส่งตัวคือในสองเดือน หลิวต้าิ้าเปิดตัวหลานสาวคนนี้ในงานชมดอกเหมยที่กำลังจะจัดขึ้นในเขตอุทยานวังหลวง เพื่อประกาศว่าหลานสาวของเขาไม่ได้มีเพียงหลิวหนิงฮวาเพียงคนเดียว
อ้ายผิงและมารดาถูกต้อนรับอย่างดี เรือนที่เสนาบดีมอบให้สองแม่ลูกแม้ไม่ได้ใหญ่โตเท่าเรือนหลังอื่น แต่นับได้ว่ากว้างขวางกว่าบ้านหลังเล็กที่หมู่บ้านอู้หยวนพอควร เครื่องเรือนของตกแต่งครบครัน บ่าวไพร่คอยปรนนิบัติดูแลเป็อย่างดี แม้สุขสบายเพียงใด อ้ายผิงกลับเบื่อหน่ายยิ่งนัก
ชุนลี่ผู้เป็มารดารับรู้ถึงความรู้สึกของบุตรสาว ด้วยความที่อ้ายผิงไม่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงในเรือนเช่นนี้ จึงมีความอึดอัดอยู่บ้าง สิ่งที่อาจารย์ของอ้ายผิง้าสื่อคือสิ่งใดยังไม่อาจรู้แน่ชัด ราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ยามนี้ผ่านไปหลายวันแล้ว แม้รู้ว่าทุกอย่างในจวนเสนาบดีแห่งนี้ผิดปกติ แต่ทั้งคู่ยังคงเฝ้ารอ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น...
ไม่ต้องให้รอนาน เสนาบดีจึงมาแจ้งแก่สองแม่ลูก ว่าในอีกเจ็ดวันจะมีงานชมดอกเหมย ในเขตอุทยานวังหลวง ที่จัดขึ้นทุกปี่ต้นฤดูหนาวโดยฮองเฮาแห่งแคว้นโจว เทียบเชิญที่มาถึงระบุชื่อทั้งสองอย่างชัดเจน ราวกับรู้ถึงตัวตนทั้งสองแล้วอย่างไรอย่างนั้น
อ้ายผิงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เสนาบดีหลิวตาของนางก็ช่างฟุ่มเฟือย ส่งทั้งร้านเครื่องประดับ และช่างตัดชุดมาวัดตัวเพื่อตัดชุดใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ กำกับว่าให้นางเลือกได้ตามใจชอบ อ้ายผิงไหนเลยจะเคยแต่งเนื้อแต่งตัว นางจิ้มเลือกไปส่งๆ เพียงเท่านั้น หาได้ใส่ใจคำทักท้วงใดๆ...
เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันงาน แม้งานชมดอกเหมยจะจัดขึ้น่ต้นยามเซิน [1]แต่หลิวหนิงฮวากลับเริ่มแต่งตัวั้แ่ต้นยามเหม่า ผิดกับอ้ายผิงที่ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วกลับเอ้อระเหยจนมารดาต้องคอยเร่งนางให้เตรียมตัว
บัดนี้ทั้งเสนาบดีหลิว และครอบครัวที่ได้รับคำเชิญอยู่กันพร้อมหน้าบริเวณประตูหลักของจวน รถม้าคันหรูสี่คันจอดเรียงด้านหน้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังวังหลวง
“วันนี้ฮวาเอ๋อร์ลูกแม่งดงามยิ่งนัก” ผู้เป็มารดาอดชื่นชมบุตรสาวตนเองไม่ได้ หลิวหนิงฮวาเป็สาวเต็มตัวปีนี้ก็ย่างเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว ถือเป็ดวงใจของตระกูลโดยแท้จริง
“ข้าได้ความงามนี้จากท่านแม่อย่างไรเล่า” หลิวหนิงฮวาเอ่ยตอบมารดา หยอกเย้ากันอย่างอารมณ์ดี
ครอบครัวตระกูลหลิวพูดคุยกันเพียงไม่นานนัก สองแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น เรียกสายตาให้พวกเขาหันไปมองกันอย่างพร้อมเพรียง ชุนลี่ส่งสายตาเขม่นให้บุตรสาวของนางตลอดทาง ทั้งสาวใช้ที่คอยขนาบข้างทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“แต่งตัวอันใดของเ้า” น้ำเสียงเจือไปด้วยความขบขันของหลิวหนิงฮวาเอ่ยขึ้น แววตาส่อแววดูถูกเพียงครู่หายไปอย่างรวดเร็ว แม้หน้าตาของลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะไม่ได้มีความงดงามใดๆ ก็ยังถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ปานนั้น แต่พอแต่งตัวเช่นนี้ยามเทียบกับหลิวหนิงฮวากลับดูอัปลักษณ์ยิ่งนัก
“ใครเลือกสีชุดให้เ้า” เสนาบดีหลิวเอ่ยถามหลานสาวหมาดๆ ของตน คิ้วขมวดเป็ปม มองผ้าไหมเนื้อดีหลากสี ทั้งเหลือง แดง ฟ้า ทั้งหมดกลับอยู่บนตัวของนางเพียงคนเดียว
“ข้าเป็คนเลือกเองเ้าค่ะ” คำตอบฉะฉานเอื้อนเอ่ยออกจากปากอ้ายผิงราวกับนี่คือความภูมิใจ ทำเอาผู้เป็ตาไปต่อไม่เป็ เขาผิดเองที่ให้นางเลือกตามใจชอบ โดยไม่คาดคิดว่าผลจะออกมาเป็เช่นนี้
เสนาบดีหลิวเห็นว่ายามนี้สายมากแล้วจึงจำต้องออกเดินทางเสียที เขาไม่กลัวความอับอาย อย่างไรเสียนางก็ต้องออกจากตระกูลไปเร็วๆ นี้อยู่แล้ว
ถนนสายยาวทอดไปยังประตูวังหลวงที่สูงตระหง่านให้ความรู้สึกสูงส่งงดงาม เหล่าทหารทั้งบนที่ราบและบนกำแพงยืนเรียงรายจนแทบเต็มพื้นที่ รถม้าหรูหราหลายคันถูกตรวจตราบริเวณทางเข้าด้วยความเข้มงวดเป็ปกติ เมื่อพ้นขอบธรณีประตูพบว่าทั้งสองข้างทางถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟระย้าและดอกเหมยหลากหลายสายพันธุ์
วังหลวงของราชวงศ์โจวแห่งนี้กว้างขวาง อุทยานพื้นที่จัดงานในครั้งนี้นับว่าเป็หนึ่งในสี่ส่วนของวังเลยก็ว่าได้ รถม้าหลากหลายตระกูลที่ได้รับเชิญวิ่งเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ละตระกูลล้วนแต่เป็ขุนนางตำแหน่งสำคัญทั้งสิ้น บุตรสาวของขุนนางยศต่างๆ ที่ได้รับเชิญ ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อแต่งตัวประชันความงามกัน เนื่องด้วยในงานนี้ถือเป็การพบปะระหว่างชนชั้นสูง บางทีพวกนางอาจถูกตาต้องใจชายหนุ่มตระกูลใดตระกูลหนึ่งก็ได้ ส่วนเป้าหมายสูงสุดคงไม่แพ้เหล่าองค์ชายทั้งหลายแม้กระทั่งองค์รัชทายาท
“พวกเ้าคิดว่าหลิวหนิงฮวายังกล้ามางานนี้หรือไม่” เสียงหญิงสาวที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยเริ่มสนทนา มีใครบ้างไม่สนใจเื่เด่นประเด็นร้อนเช่นนี้
“ข้าได้ข่าวว่า่นี้นางอยู่แต่ในจวน ไม่แน่คงกำลังตรอมใจกระมัง” คนที่เหลือหัวเราะคิกคักตามราวกับเป็เื่สนุก กล่าวไม่ผิดคือสาแก่ใจเสียมากกว่า
หลิวหนิงฮวางดงามยากผู้ใดเปรียบ ความสามารถไม่เป็สองรองใคร ฉะนั้นจึงยิ่งมีความหยิ่งยโสคิดว่าทุกคนต้องอยู่ใต้อาณัติไปเสียหมด แม้ไม่ได้ร้ายกาจแต่ก็ไม่เคยดีกับใครเช่นกัน ส่วนคนที่เข้าหาคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากนางโดยการเป็สหาย กลับได้เป็เพียงลูกไล่เสียมากกว่า
เวลานี้แเื่ได้มาถึงบริเวณงานกันเกือบทั้งหมดแล้ว จึงได้เห็นรถม้าจวนสกุลหลิวเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบทางเข้าของงาน ยามปกติสกุลหลิวสายหลักมีเพียงเสนาบดีหลิว บุตรชาย สะใภ้ ส่วนหลานมีเพียงสามคน สองคนเป็หลานชาย และหนึ่งคนคือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างหลิวหนิงฮวา รถม้ายามออกงานจึงมีเพียงสามคันเท่านั้น แต่ยามนี้กลับมีถึงสี่คัน ผู้คนจึงให้ความสนใจยิ่งนัก
เสนาบดีหลิวและบุตรชายอย่างหลิวเฉิน ลงจากรถม้าคันแรก ตามด้วยหลานชายทั้งสองที่ยังคงเป็เด็กชายทั้งคู่ หลิวชุนฉืออายุสิบห้าปี ส่วนหลิวตงอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น พอถึงคันที่สามผู้คนจึงให้ความสนใจเป็อย่างมากว่าสตรีงามล่มเมืองอย่างคุณหนูหลิวจะมาด้วยหรือไม่
สาวใช้สองนางยื่นมือให้ผู้เป็นายได้จับ เพียงมือที่โผล่ออกมานอกผ้าม่านก็เนียนขาวราวหิมะ ไม่นานหลิวหนิงฮวาจึงออกมาให้ทุกคนได้ยลโฉมอย่างเต็มตัว วันนี้คุณหนูหลิวมาในชุดสีแดงปักลายดอกเหมยขับผิวให้สว่างจนแสบตา คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนเป็ดสีขาว ตัดกันอย่างลงตัวจนดูสูงส่งยากที่จะจับต้อง วงหน้าสวยสะคราญผุดผ่องจนคนมองแทบหยุดหายใจ เป็เช่นนี้เสมอยามนางปรากฏตัวในงานต่างๆ ฉายาสตรีงามล่มเมืองไม่ได้กล่าวเกินความจริงเลยแม้แต่น้อย
ปลายคางมนของหลิวหนิงฮวาเชิดขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองไปยังคนที่ลงจากรถม้าคันที่สี่ จนแเื่ในงานได้สติจึงมองตามสายตาของคุณหนูหลิวผู้นี้ ก็เห็นสตรีนางหนึ่งที่พอเทียบกับหลิวหนิงฮวาแล้ว ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับได้ยินเสียงหวานแว่วเอื้อนเอ่ยออกมา
“ไปกันเถิด หลิวอ้ายผิงน้องข้า” ความสงสัยเกิดขึ้นในใจทุกคน
หลานสาวสกุลหลิวสายหลักมิใช่มีเพียงหลิวหนิงฮวาหรอกหรือ...
[1] ยามเซิน คือ่เวลา 15.00 – 16.59 น.