จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 123 ความโชคดี

            ฉินอวี่มองไปยังกุมารทิพย์ในตันเถียนด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนมีความรู้สึกมากมายขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในใจ

            เดิมแล้วตามการคาดการณ์ของเขาแก่นโลหิตนี้จะต้องมีพลังมากพอที่จะกระตุ้นสายเลือดหยาจื้อและเสวียนอู่ออกมาจนสามารถก้าวสู่ขั้นเทพสวรรค์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ก็จะต้องสามารถเข้าถึงระดับสูงสุดของขั้นกุมารทิพย์ได้แต่ในตอนนี้ ทุกสิ่งตรงข้ามกับที่เขาคิดไว้ทั้งสิ้นระดับฝึกฝนของเขาอยู่เพียงระดับต้นของขั้นกุมารทิพย์เท่านั้นนอกจากสิ่งนี้แล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีกเลย

            ดูเหมือนว่าแก่นโลหิตนี้จะถูกโอสถโลหิตดูดซับไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นส่วนที่เหลืออยู่ได้กลายเป็นไข่มุกโลหิตเม็ดหนึ่งที่กำลังลอยอยู่ตรงระหว่างคิ้วของกุมารทิพย์

            “ทำไมจึงไม่ได้ดูดซับไปล่ะ?” ฉินอวี่งุนงงอย่างมากหากจะว่ากันโดยปกติแล้ว จิตวิญญาณที่เหลือในแก่นโลหิตได้ถูกเสี่ยวหลิงทำลายไปแล้วดังนั้นจึงมีเพียงพลังอันบริสุทธิ์ และเขาเพียงแค่ต้องดูดซับมันเท่านั้น แต่ตอนนี้แก่นโลหิตนี่...

            ช้าก่อน!

            “เป็นไปได้หรือไม่ว่าจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในแก่นโลหิตนี้ยังไม่ตาย?”หัวใจของฉินอวี่หยุดนิ่งไปทันที เมื่อมองจากสถานการณ์ในตอนนี้คงมีเพียงจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ยังไม่ตายเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่สามารถดูดซับไปได้

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน? กลายเป็นหมอกโลหิตไปหมดแล้วจะไม่ตายได้อย่างไรกัน?” ฉินอวี่ไม่อยากเชื่อแก่นโลหิตนั้นได้กลายเป็นหมอกโลหิตไปแล้วจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ต้องตายซ้ำแล้วอย่างแน่นอน จะมีชีวิตรอดได้อย่างไร?

            ภายใต้ความไม่พอใจนั้นฉินอวี่ได้เรียกวิชาเซียนมรรคาสวรรค์อีกครั้งเพื่อลองดูดซับแก่นโลหิตด้วยกุมารทิพย์ แต่กลับไม่มีการตอบสนองใดๆหลังจากพยายามอยู่ถึงสองสามครั้ง

            “นี่มัน...” ฉินอวี่เริ่มตกตะลึงมากขึ้นหากแก่นแท้โลหิตเหลือจิตวิญญาณอยู่จริง เช่นนั้นครั้งนี้สิ่งที่ตนเองทำมาก็นับว่าสูญเปล่าอย่างยิ่งไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับพลังใดๆ เท่านั้นแต่กลับยังทำให้จิตวิญญาณที่หลงเหลือนั้นอยู่ในกุมารทิพย์ด้วย? ยิ่งไปกว่านั้น... สิ่งนี้ยังเป็นจิตวิญญาณที่เหลือของบรรพชนหยาจื้อ

            หากเป็นเช่นนี้ต่อไปแก่นโลหิตไม่เพียงแต่จะไม่อาจพัฒนาได้เท่านั้นแต่กลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายชีวิตของตนเองได้ทุกเมื่อ

            ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าอยู่หลายครั้งพยายามทำจิตใจตนเองให้สงบลง ยังดีที่สภาวะจิตใจของเขาอยู่ในสภาวะขั้นสูงไม่เช่นนั้น เมื่อพบเรื่องเช่นนี้ก็อาจจะโมโหจนบ้าไปแล้ว

            “หากจิตวิญญาณที่หลงเหลือในแก่นโลหิตยังมีชีวิตอยู่จริง เช่นนั้นแล้ววันใดวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว จะต้องเกิดผลข้างเคียงขึ้นแน่นอน หรืออาจพูดได้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ขึ้นมาเมื่อใดก็จะไม่มีวันกำจัดมันได้ แต่จะกลับเป็นตัวข้าเองที่ต้องตาย จิตวิญญาณที่เหลือนี้น่ากลัวยิ่งนักหากต้องการกำจัดมันนับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งนัก!แล้วมันจะสร้างผลข้างเคียงขึ้นเมื่อไรล่ะ? คงจะต้องระวังตัวไว้เสมอในระหว่างที่มันยังไม่เกิดผลข้างเคียงตอบโต้กลับมาหรือ?”ฉินอวี่หน้าซีด วางแผนมาเป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้นับว่าผิดพลาดทั้งหมดจิตวิญญาณหลงเหลือของแก่นโลหิตมีความแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้!

            ครั้งนี้นับว่าทุกอย่างที่ทำมาล้มเหลวลงจริงๆเดิมทีคิดว่าตนเองจะได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ แต่กลับกลายเป็นภัยพิบัติอันใหญ่หลวงฉินอวี่ในตอนนี้จะว่าถอยก็ไม่ใช่ จะว่าเดินหน้าต่อก็ไม่เชิง

            “เดี๋ยวสิ แม้ว่าจิตวิญญาณที่หลงเหลือจะยังไม่ตายแต่เมื่อถูกเสี่ยวหลิงโจมตีก็น่าจะกำลังบาดเจ็บสาหัสสิไม่มีทางจะฟื้นฟูได้ในระยะเวลาสั้นเท่านี้ หรืออาจจะบอกได้ว่ายังมีความหวังก่อนที่ผลข้างเคียงจะเกิดขึ้น จะต้องวางแผนตั้งรับให้ดี เมื่อมันเริ่มออกฤทธิ์อีกครั้งก็จัดการสังหารเสียเลย”

            “ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงสังหารจิตวิญญาณที่เหลือได้แก่นโลหิตนี้ก็ยังเป็นของข้า ดังนั้น การกระตุ้นสายเลือดหยาจื้อและเสวียนอู่ก็เหลือเพียงต้องรอเวลาเท่านั้น!” ฉินอวี่ค่อยๆ สงบลงและมองเห็นความหวังเพราะเรื่องทั้งหมดยังไม่ถึงขั้นจะแก้ไขไม่ได้

            หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้วฉินอวี่ก็พิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงหลังจากเปลี่ยนระดับการฝึกฝน

            ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งฉินอวี่ก็ลืมตาขึ้นพลางรู้สึกโล่งใจ ครั้งนี้แม้ว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่ลงทุนทำมาไป แต่ต้องบอกเลยว่า พลังทั้งสองได้ก่อตัวขึ้นหลังจากแก่นโลหิตตกสู่ท้องซึ่งทำให้ร่างกายของฉินอวี่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายต่างเต็มไปด้วยสัมผัสของสีแดงทองจางๆ และสีเหลืองผืนดินพลังทั้งสองนี้ล้วนมีที่มาจากแก่นโลหิตหยดนี้ทั้งสิ้น

            นอกจากจะบรรลุสู่ขั้นกุมารทิพย์แล้วพละกำลังของฉินอวี่ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตันเถียนขยายใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่าแก่นปราณก็ยิ่งบริสุทธิ์ อสุนีลึกลับก็มีความหนาแน่นมากขึ้น

            “แม้ว่าจะสามารถได้มาเพียงพลังของร่องรอยแก่นโลหิต แต่พละกำลังที่ได้มานี้ยังมีพลังของหยาจื้อและพลังของเสวียนอู่แฝงอยู่หากสามารถนำออกมาใช้งานได้ ก็สามารถปลดปล่อยพลังอันมหาศาลออกไปได้โดยเฉพาะพลังเสวียนอู่ ซึ่งทำให้การป้องกันของตนเองนั้นเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า”

            “ในตอนนี้หากข้าเผชิญกับอันดับหนึ่ง แม้จะไม่สามารถเอาชนะได้แต่เมื่อมีหัวใจเพลิงมรณะอยู่ ก็สามารถถอยออกมาตั้งตัวได้และเมื่อเข้าสู่สภาวะปีศาจคลั่ง ก็พอจะมีโอกาสต่อสู้กับอันดับหนึ่งได้!”ฉินอวี่มองเพลิงมรณะในตันเถียน พลางพึมพำกับตนเอง

            เพลิงมรณะในตอนนี้มีขนาดเท่านิ้วก้อยราวกับตะเกียงน้ำมัน เปลวไฟยังไม่เสถียร สลัวบ้างสว่างบ้าง แต่กลางเปลวเพลิงนั้นมีแสงสีเทาขาวบางเท่าเส้นผมอยู่เส้นหนึ่งซึ่งนั้นคือหัวใจเพลิงของเพลิงมรณะ

            เพลิงมรณะและเพลิงประหลาดชนิดอื่นนั้นมีความแตกต่างกันแม้เพลิงมรณะจะดูดซับพลังมรณะ แต่ก็สามารถเผาผลาญชีวิตได้เช่นกัน ตั้งแต่โบราณมาแม้จะมีเพลิงมรณะอยู่อย่างเดียว แต่เมื่อถึงขีดสุดเพลิงชนิดนี้ก็สามารถเผาผลาญทุกสรรพสิ่งได้ทันที ขอเป็นเพียงสิ่งที่มีพลังชีวิตมันก็สามารถเผาได้ทั้งสิ้น

            ดังนั้นขอเพียงการป้องกันของอันดับหนึ่งถูกทำลาย และสามารถปล่อยพลังมรณะเข้าสู่ร่างกายเขาได้แม้จะไม่อาจเผาพลังชีวิตทั้งหมดของเขาได้ แต่ก็ทำให้บาดเจ็บสาหัสได้แน่นอน

            ต้องบอกเลยว่าการมาหอคอยขัดเกลาชั้นเจ็ดในครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณที่เหลือนั่นแล้วเขาคงได้รางวัลกลับไปอย่างบริบูรณ์ ไม่เพียงแต่จะได้อาวุธที่สร้างขึ้นโดยหวังต้าหนิวยอดช่างตีเหล็กแห่งยุคไท่ชู เขายังได้แก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่อีกทั้งยังหลอมหัวใจเพลิงมรณะขึ้นมาได้ แต่จิตวิญญาณที่เหลืออยู่นี่กลับทำให้ทุกสิ่งผิดพลาดไปจนหมด

            “ช่างเถอะ เรื่องก็เป็นเช่นนี้แล้ว เสียใจไปก็ไร้ประโยชน์ อีกอย่างข้าก็ยังมีความหวังที่จะได้แก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่” ฉินอวี่ลืมตาขึ้นและลุกขึ้นยืนช้าๆ เหลือบมองไปยังส่วนลึกของแดนมรณะและไม่คิดจะเดินลึกต่อเข้าไปอีกแล้ว ที่แห่งนี้แปลกประหลาดเกินไปยิ่งทำต่อไปยิ่งสิ้นเปลืองพลังจิตวิญญาณ

            “ถึงเวลาต้องออกไปแล้วล่ะ” ฉินอวี่พูดกับตนเอง และมองไปรอบด้านสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจคือไม่รู้ว่าพยนต์มรณะหนุ่มตัวนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไรแล้วอีกทั้งยังไม่เห็นร่องรอยของเสี่ยวหลิงและหลุมขนาดใหญ่ตรงเบื้องหน้ายิ่งทำให้ฉินอวี่งงมากขึ้น

            “เสี่ยวหลิง?” ฉินอวี่ส่งเสียงเรียกขึ้นเบาๆแต่ทุกสิ่งกลับเงียบสนิท

            ฉินอวี่ก็ไม่คิดอะไรมากเสี่ยวหลิงหายไปอย่างลึกลับ และไม่รู้ว่าหายไปไหนฉินอวี่จึงเหาะขึ้นไปในอากาศอย่างมีข้อสงสัย

            ทันทีที่ลอยขึ้นจากพื้นฉินอวี่ก็ต้องตกตะลึง เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เขาก็พูดขึ้นด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมข้าจึงเหาะขึ้นมาในอากาศได้แล้ว? เดี๋ยวมโนจิตก็ใช้ได้แล้วหรือ?”

            ฉินอวี่ใช้มโนจิตส่องออกไปในรัศมีสามร้อยลี้และต้องแปลกใจเมื่อพบว่ามโนจิตของตนเองไม่ถูกบังคับไว้อีกแล้ว

            หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งดวงตาของฉินอวี่ก็เปล่งประกาย และพึมพำขึ้นเบาๆ “ไม่ถูกระงับแล้วเช่นนี้ข้าก็สามารถไปจากที่นี่ได้อย่างไร้สิ่งขัดขวาง”ฉินอวี่ใช้มโนจิตส่องออกไปในรัศมีสามร้อยลี้ และความคิดเช่นนี้ก็ปรากฏขึ้นในใจ

            “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าก็จะหาตัวอันดับหนึ่งได้ง่ายขึ้นพละกำลังที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้ แม้โอกาสชนะอันดับหนึ่งจะยังมีไม่มากนักแต่หากทำให้อันดับหนึ่งต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดกาลได้ก็นับเป็นเรื่องดีไม่น้อยเลยทีเดียว”

            ฉินอวี่เกลียดแค้นอันดับหนึ่งนั้นอย่างฝังรากลึกหากปล่อยให้เขาออกไปจากหอคอยขัดเกลา วันหนึ่งข้างหน้าจะกลายเป็นหายนะสู้พยายามสังหารเขาเสียก่อนน่าจะดีกว่าฉินอวี่ไม่สนใจว่าการกระทำเช่นนี้จะสร้างความขุ่นเคืองให้เผ่าหยาจื้อหรือไม่เพราะการสังหารอันดับห้าก็ได้สร้างความขุ่นเคืองมาครั้งหนึ่งแล้วจะเพิ่มอันดับหนึ่งไปอีกคงไม่ใช่ปัญหาอะไร

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ฉินอวี่ก็กระโดดจากไปในอากาศ

            ในเวลาเดียวกัน

            ที่ใดสักแห่งในแดนมรณะอันดับหนึ่งที่ได้รับความยากลำบากมาก่อนหน้านี้กำลังยืนอยู่กลางอากาศด้วยพลังอันสูงส่ง สาดส่องมโนจิตออกไปรอบด้าน

            “เกิดอะไรขึ้นกับไอ้ของตายนี่? มโนจิตไม่ถูกระงับแล้วหรือ?หรือว่า... จะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับที่แห่งนี้?” อันดับหนึ่งกวาดสายตาไปโดยรอบและมองไปยังซากศพที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้นอย่างประหลาดใจเมื่อแน่ใจว่าซากศพเหล่านี้ไม่ได้ถูกโจมตี อันดับหนึ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกจากนั้น เขาก็สาดส่องไปรอบด้านอีกครั้งด้วยมโนจิตอย่างบ้าคลั่ง

            “ไม่มีไอ้พวกของตายพวกนี้แล้ว ในแดนมรณะแห่งนี้จะมีใครหยุดข้าได้อีก?หวังซิงเฉิน ข้าจะลองดูสิว่าเจ้าจะหนีไปถึงไหน!”อันดับหนึ่งยิ้มอย่างดุร้าย และหายตัวไปทันที