เฌอเอมพยายามรวบรวมพลังอิทธิที่เคยบ่มเพาะในร่างกาย แต่ไม่สำเร็จ บัดนี้จักระในร่างกายดูติดขัด แม้จะรวมพลังได้ในบางช่วง แต่กลับสลายไปในเวลาไม่นาน
“คราม ทำไมแม่ข้ายังไม่ฟื้น เจ้าช่วยแม่ทีได้ไหม” เฌอปรางพูดพลางกุมมือแม่เธอแน่น
ครามเอื้อมมือไปแตะที่ชีพจรของเธอ และก็เป็นดังคาด การที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้เพราะพลังภายในรวมถึงระบบประสาท เส้นเอ็นทั้งหลายถูกปิดกั้นจนหมด ทางเดียวในการรักษาคือต้องเปิดจุดสำคัญต่างๆ ในร่างกาย อันว่าสายน้ำจะไหลริน ต้องมีทางเดินที่เหมาะสม
เป็นไปได้ที่ต้องใช้โอสถหัวใจนักสิทธิ์ ฟื้นฟูจักระให้แข็งแกร่ง และใช้โอสถเคลื่อนย้ายดารา เป็นโอสถชนิดเดียวกับที่ให้พ่อบ้านสำนักศิลาทาน เพื่อทะลวงเส้นทางที่เคยอุดตัน ให้พลังอิทธิไหลเวียนได้สะดวก ด้วยโอสถทั้งสองนี้เป็นโอสถขั้นพิสุทธิ์ จึงมีผลในทันที
ครามเรียกโอสถทั้งสองชนิดออกมาจากกำไรเก็บของ และทำตามที่คิดไว้ เม็ดแรกเมื่อผ่านริมฝีปากของเธอไป พลันเกิดการละลายอย่างรวดเร็ว กระแสพลังแผ่ซ่านไปที่บ่อเกิดจักระทุกจุดในร่างกาย
หลังจากนั้นเมื่อเม็ดที่สองตามลงไป เฌอเอมรีบกระจายพลังให้ไหลเวียนในร่างกาย และพบว่าบัดนี้ระบบทั้งหมดภายในร่างกายของเธอไม่มีจุดใดติดขัดแม้แต่จุดเดียว
ภายในร่างอันสงบนิ่งของสตรีในชุดเขียว ในห้วงแห่งจิตก่อเกิดความคิดโลดแล่นไม่หยุด “นี่มันมหัศจรรย์ของโอสถขั้นพิสุทธิ์ คงแน่แล้วที่เด็กคนนี้เป็นศิษย์ของพญายมราช บัดนี้ข้าไร้ข้อกังขาทั้งหมด เอาล่ะ อีกนิดเดียวพลังก็จะฟื้นขึ้นมาครบถ้วน” ไม่นานนักร่างของเฌอเอมก็เปล่งแสงออกมาเรืองๆ
ทันทีที่เธอลุกขึ้นนั่ง ก็คว้าร่างกายของลูกสาวมาโอบกอดแทบอก ตอนนี้สองแม่ลูกต่างแลกเปลี่ยนน้ำตากันจนเสื้อเปียก
อชิราเห็นอย่างนั้นก็ซาบซึ้งไปด้วย ทำให้เธอนึกถึงบิดาที่เพิ่งเสียไปโดยไม่มีทั้งโอกาสเหมือนกับมารดาของเฌอปราง อชิราใช้มือปาดน้ำตาที่แก้ม เมื่อครามเดินเข้ามา เธอก็เข้าไปโผกอดโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสามเดินออกมาจากห้องลับ ในระหว่างนั้นครามเก็บสมุนไพรเรียบตามที่คุยเอาไว้กับเฌอเอม ซึ่งเธอก็ยินดีและไม่ติดขัดอะไร บัดนี้อัญมณีเก็บของสีส้มของครามก็เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรวิเศษนานาพันธุ์ เป็นที่เรียบร้อย
ชายคนหนึ่งในชุดสีดำปราดตัวเข้ามาจากทางหน้าต่างหยุดอยู่ตรงหน้าของทั้ง 4
พลันสายตาทั้งสีคู่เคลื่อนไปรวมกันที่บุรุษผู้นั้น เป็นบุรุษที่เคยลอบหนีไปเมื่อก่อนหน้านี้
ภายใต้สายตาจดจ้องหลายคู่ ชายลึกลับผู้นั้นดึงผ้าปิดหน้าออก เผยใบหน้าที่แท้จริงอย่างไม่หวั่นเกรงผู้ล่วงรู้อีกต่อไป
“ท่านพี่เฌอเอม ในที่สุดข้าก็ได้พบกับท่าน ในร่างที่มีวิญญาณ” ทันทีที่พูดจบ สองพี่น้องก็ได้กอดกันอีกครั้งในรอบสิบกว่าปี “ข้าเดาไม่ผิดจริงๆ ที่เด็กคนนั้นต้องช่วยท่านได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของปรมะ ครามก็เดาออกว่านี่เป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้อย่างดี “นี่ข้าหลงกลชายคนนี้อย่างนั้นรึ เขารู้อยู่แล้วว่าพวกเราต้องมาพักที่นี่ แทนการพักที่โรงแรม เพราะว่าพ่อของเฌอปรางก็คงไม่ยอม ครั้นมืดค่ำเพียงนี้ไม่สามารถนั่งพรมวิเศษกลับบ้านได้อยู่แล้ว ทางเดียวที่จะทำได้คือการพักที่สำนักสาขา
การที่ปรมะจงใจทำให้พวกของครามเห็น ทั้งๆ ด้วยขั้นของเขา เป็นถึงนักสิทธิ์ระดับสูงที่สามารถเล็ดลอดสายตาของกองกำลังรักษาความปลอดภัยประจำสำนักได้ การซ่อนไม่ให้คราม เฌอปราง อชิราเห็นไม่ใช่เรื่องยาก แต่วันนี้เขากลับจงใจเปิดเผยเป็นแน่ เพื่อให้ครามเข้าไปช่วยเฌอเอม แต่ทำไมนะเขาจึงไม่พูดออกมาตรงๆ แต่นั่นก็ช่างเถอะ เขาคงไม่ได้หวังร้ายอะไร ในเมื่อเป็นน้องชายของเฌอเอม เป็นน้าของเฌอปราง และยังเป็นคนที่กำลังมีผลประโยชน์ร่วมกับครามในวันข้างหน้าอีกด้วย
เฌอปรางหันไปสบตากับอชิรา นึกไม่ถึงว่าตนเองมีน้าชายที่เป็นถึงเจ้าหอโอสถ แล้วทำไม 13 ปีนี้ ถึงไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้ จากปากของท่านพ่อเลยแม้สักครั้ง
ปรมะหันมาประสานสายตากับเฌอปรางที่แววตายังคงฉายแววของคำถามที่ไม่มีคำตอบอยู่มากมาย
เขาโบกมือสร้างม่านพลังที่มองไม่เห็นเพื่อเก็บบทสนทนา ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกอึดใจ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมาย ว่าทำไมข้า และพ่อของเจ้าจึงปิดบังเรื่องนี้ นั่นเป็นเพราะเพื่อปกป้องเจ้าอย่างไรล่ะ”
“เพื่อปกป้องข้า เพื่ออะไร จากอะไร”
ปรมะถอนหายใจยืดยาว หันไปสบตากับผู้เป็นพี่สาว ซึ่งเธอก็พยักหน้า
“พวกเราสืบทอดทักษะการปรุงโอสถมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ความเป็นอัจฉริยะ ด้านนี้จะโดดเด่นที่สุดในสายเลือดที่เป็นสตรี เราเรียกทักษะนี้ว่า กายาดูดซับโอสถ” ปรมะพูดพลางทอดถอนใจ
“มันมาพร้อมกับโศกนาฏกรรม เมื่อเจ้าบรรลุทักษะการปรุงยาตั้งแต่ระดับ 1 เมื่อไร เจ้าจะกลายเป็นผู้ที่มีกายาดูดซับโอสถเมื่อนั้น เจ้าคงสงสัยว่ามันสำคัญอย่างไร มันสำคัญที่ว่าทุกครั้งที่เจ้าปรุงโอสถ ร่างกายของเจ้าจะดูดซับพลังจากโอสถนั้นด้วย ยิ่งเจ้าปรุงโอสถมากเท่าไร เจ้าจะยิ่งดูดซับโอสถมากเท่านั้น หรือพูดเป็นอีกนัยหนึ่งว่า เจ้าจะกลายเป็นโอสถ”
“กลายเป็นโอสถ” เฌอปรางตื่นตะลึง ข้าเนี่ยนะจะกลายเป็นโอสถได้!!!