“ อาจารย์พวกเราจะหนีไปที่ไหนดี?”
“ ไม่ใช่พวกเรา เจ้าเพียงคนเดียว”
“ แล้วท่านเล่า… ไม่ได้ หากพวกมันมาไม่เจอข้า จะทำให้ท่านมีอันตรายไปด้วย”
“ ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางแล้วเช่นกัน แต่ไม่ได้ไปกับเจ้า ข้าจะลงใต้ ไปรักษาผู้คน นั่นคือวิถีชีวิตของข้า”
“ แต่ว่า ข้าเป็นห่วงท่าน”
“ ไม่ต้องห่วง แม้นข้าจะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงอยู่ เจ้าเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนจากสำนักม่านหมอก แต่ว่า มันจำเจ้าได้อย่างไร”
“ หงซือถูก่อนตายได้ใช้วิชาลับ ฝังกลิ่นไอแห่งความแค้นรอบๆ ตัวข้า”
“ ข้าเคยได้ยินวิชาลี้ลับเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน ไม่คิดว่า จะมีอยู่จริง ต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้มาก หากพบคนสำนักม่านหมอก ต้องหลีกหนีอย่าเข้าใกล้พวกมัน ”
ราเชนพยักหน้า แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“ อาจารย์ พวกสำนักม่านหมอกนี่มันมีพลังเทพจริงๆ หรือไง สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติมาเป็นอาวุธเช่นนี้ได้ หากพวกมันใช้พลังจากพายุ หรือ สายฟ้า ฆ่าคนใครจะไปสู้กับมันได้”
“ พวกมันก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น แค่เคล็ดลับวิชานอกรีต กับแร่ธาตุสำคัญบางอย่าง หาใช่พลังเทพอะไรไม่”
“ วิชานอกรีต?”
“ มันก็เหมือนกับวิชาในตำราจิตเทพจักรวาลของเจ้าที่ นำมาใช้เขียนยันต์ต่างๆ แต่พวกมัน ฝึกตำราธาตุศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมันต้องใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุช่วยฝึกฝน อย่างหงซือถูผู้นี้
ฝึกฝนวิชาเทพปฐพี นอกจากร่างกายจะมีธาตุดินแต่กำเนิดแล้ว มันยังต้องใช้พลังจากแก่นศิลาที่มีอายุ 1 พันปีขึ้นไป เพื่อดูดซับพลัง หรือไม่ก็เทพอัสนีบาต มันก็ใช้พลังจากไผ่อัสนี เพื่อดูดซับพลังเข้ามาในร่าง แล้วสะสมเอาไว้ในจุดตันเถียนของมัน แล้วก็ค่อยๆ ปล่อยออกมา ขึ้นอยู่กับว่า จุดตันเถียนของใครจะเก็บพลังได้มากแค่ไหน เจ้าลองค้นตัวของหงซือถูดู”
ราเชนก็เข้าไปค้นตัว พบแหวนมิติของมัน มีเงินทองอยู่ 1 พันเหรียญทอง หินสีดำก้อนหนึ่ง และ ตำราเทพปฐพีอีก 1 เล่ม
“ นี่มันคือ หินที่มันใช้ฝึกฝนอย่างที่อาจารย์พูดหรือเปล่า?”
“ ใช่แล้ว นี่คือหินโบราณ มีคนเขียนอักขระยันต์เอาไว้ มันเป็นหินที่มีอายุพันปีขึ้นไป ดังนั้นมันจึงได้ดูดซับพลังปฐพีเอาไว้ แต่ว่า เจ้าไม่สามารถฝึกฝนได้หรอก เพราะมันต้องใช้การดูดซับพลังผ่านลมปราณเข้าไปในร่างกาย เจ้าไร้เส้นลมปราณยุทธ์ ไม่อาจฝึกฝนได้ และที่สำคัญ พลังธาตุในตัวของเจ้าเป็นธาตุอัคคี ไม่อาจฝึกฝนพลังของธาตดินได้”
ราเชนอ่านตำราแวบเดียวก็เข้าใจ เพราะคุณสมบัติของเขาไม่สามารถฝึกฝนวิชาเทพปฐพีได้อย่างแน่นอน จึงได้แต่เก็บทองคำ หินพันปี และ ตำราเอาไว้ที่แหวนมิติ
เทพโอสถสั่งให้ราเชนนำศพของ หงซือถู ไปกลบฝัง แล้วก็มาพบกับเขาที่ห้องพักส่วนตัวภายในถ้ำ
“ นี่คือบันทึกตำราแพทย์ทั้งหมดของข้า มันจะแบ่งออกเป็น สี่ส่วน บันทึกส่วนแรกเป็นโรคต่างๆที่ข้าประสบพบมา แล้วก็วิธีรักษา และ มีอีกหลายโรคที่ข้ายังไม่สามารถค้นพบวิธีรักษา
บันทึกส่วนที่สอง คือ บันทึกยาสมุนไพร ของวิเศษต่างๆ ที่ข้าได้เก็บรวมรวมเอาไว้ แม้นบางชนิดข้าไม่เคยเห็น แต่ได้ยินจากคำบอกเล่า แม้จะไม่เคยใช้รักษาใครมาก่อน แต่เจ้าก็เรียนรู้เอาไว้บ้างก็ดี
บันทึกส่วนที่สาม คือ การรักษาด้วยพลังเหนือธรรมชาติ ซึ่งข้าได้ศึกษาร่วมกับนักพรตทงที และได้ใช้โลหิตของท่านมาเขียนยันต์รักษา ซึ่งผลการทดสอบ ทำให้ข้าเชื่อมั่นว่า โลหิตที่บริสุทธิ์หากนำมาเขียนลงยันต์รักษา สามารถช่วยรักษาโรคที่ไม่มียารักษาได้ แต่นั่นเป็นการทดสอบแค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ แต่สิ่งที่ข้าค้นพบล่าสุด ก็คือ หนอนโลหิต ที่ช่วยรักษาชีวิตเจ้านั้น ไม่ธรรมดา เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด หากเจ้ามีเวลา ก็สามารถใช้มันให้ช่วยรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่มียารักษาได้
บันทึกส่วนที่สี่ เป็นบันทึกที่ข้าเพิ่งจะเขียนขึ้นมา นั่นคือ วิธีหยุดยั้ง จิตมารโลหิต ในร่างของเจ้า แม้นตอนนี้มันถูกสะกดด้วยของวิเศษสองชนิดเพียงชั่วคราว คือ เพชรน้ำตาดาว กับ มหายันต์เก้ายอด แต่ว่าจิตมารโลหิตนั้นนับวันยิ่งกล้าแกร่งยิ่งนัก ของวิเศษทั้งสอง อาจไม่สามารถควบคุมมันได้ จะเกิดภัยใหญ่หลวงต่อคนทั้งแผ่นดิน ดังนั้น ข้าคิดหาวิธี เพื่อจะหยุดยั้งจิตมาร และ ตอนนี้คิดได้แค่เพียงวิธีเดียว นั่นคือ หลอมจิตมาร ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของเจ้าซะ”
“ หลอมจิตมาร? ข้าจะทำได้รึ?”
“ ลำพังหากให้เจ้าคนเดียว คงทำไม่ได้แน่ เพราะจิตมารคงจะหลอมจิตของเจ้ากลายเป็นจิตมารไปเสียก่อน ดังนั้นเจ้าต้องหาคนช่วย นั่นคือ เจ้าต้องไปที่วัดฝอซาน ที่เมืองเล่ออัน ไปหาไต้ซือหยวนคงเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระที่มีตบะขั้นสูงแล้ว ข้าเชื่อมั่นว่า วิชาหลอมจิตของท่าน จะช่วยเจ้าควบคุมจิตมารโลหิตได้อย่างแน่นอน นี่คือถุงสีแดง เจ้านำไปมอบให้ท่านเจ้าอาวาสวัดฝอซาน ท่านจะช่วยเจ้าเอง”
“ คือว่า..” ราเชนลังเลที่จะเอ่ย เพราะคิดว่า หากคนอื่นล่วงรู้ พวกศัตรูของเขาก็อาจจะมาจัดการกับเขาก็เป็นได้ แต่เทพโอสถเหมือนรู้ทัน จึงเอ่ยต่อว่า
“ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย ข้าเคยช่วยรักษา ท่านเจ้าอาวาส ท่านเคยรับปากกับข้าเอาไว้ ว่าจะช่วยข้า ดังนั้นท่านไม่ผิดวาจาอย่างแน่นอน”
เทพโอสถนำถุงสีแดง ด้านในไม่รู้บรรจุอะไร แต่อาจารย์กำชับให้กับเจ้าอาวาสวัดฝอซานเท่านั้น
“ เจ้าออกเดินทางตอนนี้เลย หากมีปัญหาติดขัด ก็ไปขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่รองของเจ้าได้ มันชื่อ ถูเอ้อหนาน มันอาศัยอยู่เมืองเล่ออันเช่นกัน ตอนนี้ สำนักม่านหมอกต้องรู้แล้วว่า ตะเกียงชีวิตของ หงซือถูแตกดับไป พวกเขาต้องรีบมาที่นี่แน่ๆ”
ราเชนได้บันทึกตำราของ เทพโอสถมา ก็รีบเก็บไว้ในแหวนมิติ ก่อนที่จะออกเดินทาง เทพโอสถก็มอบยาสมานแผลสิบทิศให้ร้อยเม็ด และ ยังมอบสมุนไพรให้อีกเป็นจำนวนมาก พร้อมกับกล่องเข็มรักษาจำนวน 108 เล่ม มีป้ายหน้ากล่องว่าเข็ม 108 มังกร และเอ่ยต่อว่า
“ จงจำเอาไว้ ข้ามีศิษย์เพียง เจ็ดคน พวกเจ้าต้องรักใคร่กัน อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นอันขาด เรื่องของเจ้ากับไป๋เซียงข้าพอจะรู้มาบ้าง หวังว่าเจ้าจะลืมความแค้นในอดีต เพราะนางคือศิษย์พี่หกของเจ้าแล้ว”
“ แต่นางเอามีดแทงที่หัวใจของข้า นางหลอกใช้ข้า เพื่อความต้องการของนาง ข้าไม่อาจทำใจให้นับถือนางได้จริงๆ”
“ เจ้าเข้าใจผิดไป๋เซียงแล้ว ที่นางทำไป เช่นนั้น เพราะรู้ว่าเจ้ามีหัวใจที่ใช้งานด้านขวา เจ้าไม่มีทางตาย แน่ๆ เพราะนางได้มอบยาสมานแผลสิบทิศให้กับเจ้าแล้วใช่หรือไม่”
ราเชนพยักหน้า แต่ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
“ แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ทำไมท่านนักพรตทงที ตัวตนระดับนั้นยอมรับเจ้าเป็นศิษย์ และยังมีผลกิเลนไฟมอบให้กับเจ้าด้วย”
ราเชนส่ายหน้าสงสัยมาตลอดเช่นกัน
“ ก็เพราะไป๋เซียง ขอร้องให้ท่านนักพรตทงที ช่วยรับเจ้าเป็นศิษย์และได้มอบผลกิเลนไฟให้กับเจ้า น่าเสียดาย ที่มันไม่ได้ช่วยต่อเส้นชีพจรปราณยุทธ์ให้กับเจ้า”
“ เพราะนางรึ?”
ราเชนได้ฟังเรื่องนี้ ก็ถึงกับนึ่งงัน ที่ผ่านมาเขาสงสัยมาตลอด เขานึกว่าเขาเป็นคนโชคดีที่ได้พบกับ ท่านนักพรต แต่ที่ไหนได้ กลับเป็นไป๋เซียง ที่ช่วยเขาอยู่เบื้องหลัง
“ ไป๋เซียง เกิดในตระกูลแม่ทัพใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ลิขิตชีวิตของตนเอง นางจะต้องถูกบังคับแต่งงานกับ ลูกหลานแม่ทัพใหญ่ หรือไม่ก็ต้องเข้าวังเพื่อไปเป็นนางกำนัล หรือสนมของเหล่าองค์ชายทั้งหลาย แต่ไป๋เซียงไม่ยอมก้มหน้ายอมรับชะตาลิขิตที่ตระกูลมอบให้ นางอาสาหา ร่างปฐมบุรุษของตระกูล เพื่อแลกกับ ชีวิตที่อิสระเสรี ในการใช้ชีวิต หวังว่าเจ้าจะเข้าใจศิษย์พี่ของเจ้าในเรื่องนี้ด้วย”
ที่ผ่านมาราเชน ได้แต่จดบันทึกคนที่ต้องการแก้แค้นเอาไว้ในบัญชีของเขา คนแรกๆ ที่เขาคิดจะแก้แค้น นั่นคือ ไป๋เซียง แต่มาวันนี้ เขาเริ่มรู้สึกว่า ที่ผ่านมาเขาหาได้รู้เรื่องราวชิวิตของผู้อื่นเลย มัวแต่มองชีวิตของตัวเองเพียงด้านเดียวเท่านั้น
“ ข้าสัญญา จะไม่แก้แค้นนาง แต่จะให้ข้ายอมรับนางเป็นศิษย์พี่ ข้ายังคงทำใจไม่ได้ในตอนนี้”
“ ข้าเข้าใจ แต่เจ้าจงจำเอาไว้ ความสุข ความทุกข์ ความโกรธ ความแค้น ความรู้สึกเหล่านี้ มันเป็นแค่เพียงม่านหมอกบังตา มันจะอยู่กับเจ้าไม่นาน เดี๋ยวมันก็จากไป แต่ความเป็นศิษย์พี่น้อง พ่อแม่ อาจารย์จะอยู่กับเจ้าตลอดไป ตราบที่เจ้าสิ้นลมหายใจ”
อาจารย์เทพโอสถเอ่ยจบ ก็ตบไหล่ของราเชน แล้วก็เดินถือไม้เท้า ลงไปทางใต้ แยกทางกับเขา โดยไม่หันกลับมามองอีก ราเชนเอง ก็สูดลมหายใจเข้าปอดนึกถึงคำสอนของอาจารย์ แล้วบอกตัวเองว่า มันเป็นแค่ม่านหมอกบังตาเท่านั้น แล้วก็เดินไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่เมืองเล่ออันทันที
พอลงจากเขา ราเชนก็หาม้าได้ 1 ตัว แล้วก็ออกเดินทางไปตามแผนที่ของเทพโอสถที่เขียนมา แล้วก็พบที่พักม้าระหว่างทาง ซึ่งมีโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่เขียนป้ายว่า โรงเตี้ยมพยัคฆ์ มีรถม้ามากมาย อยู่ด้านหน้า แต่รอบๆ กลับไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ นอกจากโรงเตี้ยมแห่งนี้
ทำให้ราเชนต้องพักค้างคืนที่นี่ เพราะระหว่างทางนั้นมีแต่ป่าเขา ไม่สะดวกต่อการเดินทาง
ราเชนเข้าไปข้างในโรงเตี้ยม เพื่อขอค้างคืน แต่ทางเถ้าแก่ร้านแจ้งว่า ห้องพักเต็มไม่มีห้องให้พัก และยังมีคนอีกหลายสิบคน ที่ยังคงรอห้องพัก โดยนั่งดื่มเหล้าอยู่บนโต๊ะที่มีอยู่ในโรงเตี้ยม อีกหลายคน
“ พวกเขาต่างก็รอห้องพัก คุณชายท่านได้ลำดับที่ 20 แต่ถ้าท่านนั่งทานอาหารได้ตลอดทั้งคืน ข้าก็ไม่คิดเงิน คิดแต่ค่าอาหารเท่านั้น”
ราเชนได้แต่ส่ายหัว ดีกว่าไปนั่งข้างนอกร้าน จึงสั่งน้ำชา และ บะหมี่เนื้อมากิน เพียงแค่ 1 ชามเท่านั้น
ในระหว่างนั้น ก็มีคนเข้ามาที่โรงเตี้ยมพยัคฆ์แห่งนี้ และมีบางคนที่ราเชนเคยรู้จักมาก่อนอีกด้วย
อาจารย์หมิงเยว่ และ ศิษย์สตรี ห้าคนจากสำนักฟ้าพิสุทธิ์ อาจารย์ชิงอี้ แห่งสำนักเมฆาม่วง รวมทั้งเชียนเชียน เสี่ยวฉี และศิษย์อีกสองคน ทั้งสิบคนเดินทางมาพร้อมกัน ราเชนรีบก้มหน้า กลัวพวกนางจำได้ แต่พอนึกขึ้นได้ ตัวเองไม่เหมือนเดิมแล้ว พวกนางจำไม่ได้อย่างแน่นอน
จึงนั่งดื่มน้ำชา เหมือนไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น พวกนางทั้งสิบ พอมาถึงเถ้าแก่ก็ดันมีห้องให้กับพวกนางทั้งสิบ จนคนอื่นๆ ต่างไม่พอใจ
“ พวกนางได้ทำการจองห้องพักมาก่อนแล้ว ส่วนพวกท่านไม่ได้ทำการจองมาล่วงหน้านี่” เถ้าแก่เอ่ยออกมาอย่างไม่สนใจ คนเหล่านั้น
จนเสี่ยวเอ้อ นำบะหมี่เนื้อมาให้กับเขา ราเชนเลยเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย
“ ทำไมวันนี้มีคนมากมายนัก แถวนี้มีงานอะไรกันหรือเปล่า”
“ คุณชายคงเพิ่งเดินทางมาแน่ๆ เลยไม่รู้อะไร ตอนนี้วังน้ำทิพย์ได้เปิดให้หญิงสาวจากทั่วแผ่นดินที่ได้รับเทียบเชิญให้มาแช่น้ำทิพย์สวรรค์ ว่ากันว่า สระน้ำทิพย์สวรรค์มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวให้สวยสดใส หากอายุมาก ก็จะดูเยาว์วัยขึ้น แถมยังปรับพลังปราณยุทธ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย ส่วนพวกหนุ่มๆ เหล่านั้น ก็ต่างมายลโฉมสาวงามที่มาที่นี่”
“ มีสระวิเศษเช่นนี้ด้วย แล้วหากผู้ชายเข้าไปแช่น้ำทิพย์สวรรค์เล่า”
“ คงไม่ได้ เพราะวังน้ำทิพย์ อนุญาตให้เฉพาะสตรีเข้าไปเท่านั้น บุรุษห้ามเข้า”
“ จะห้ามได้หรือ ของวิเศษปานนั้น”
“ ก็จริง เคยมีบุรุษแอบเข้าไป แต่สุดท้ายถูกวังน้ำทิพย์จับได้ ถูกตอนกลายเป็นขันที แล้วถูกจับแขวนประจานที่หน้าวัง ทำให้ไม่มีผู้ชายคนใดกล้าเข้าไปอีกเลย”
“ จับตอนกันเลยหรือนี่” ราเชนถึงกับตกใจ
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหญิงสาวเข้ามาทักราเชนจากทางด้านหลัง
“ ข้าอี้หลิน แห่งสำนักฟ้าพิสุทธิ์ ขอทราบชื่อ คุณชายได้หรือไม่”
ราเชนจดจำนางได้ นางคือศิษย์น้องเล็กของ สำนักฟ้าพิสุทธิ์ทั้งสิบ หรือว่า นางจะจำเขาได้
“ ข้าชื่อ ถูเฟย ไม่ทราบว่า แม่นางมีอะไรหรือเปล่า”.......