พลิกชะตานาง

    อ้ายฉิงวางแผนย้ายบ้าน

    ตอนนี้ในโกดังที่ใช้เก็บของในบ้านหลังน้อยของเธอเต็มไปหลายโกดังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนมากสิ่งของในโกดังส่วนใหญ่เต็มไปด้วยพวกวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ 


    ส่วนโกดังที่เหลือว่างอยู่ตอนนี้ เธอจะเตรียมไว้สำหรับการเก็บของในส่วนที่จะสามารถเน่าเสียได้หรือว่ามีวันหมดอายุ ซึ่งเธอมีแผนการที่จะเตรียมการเก็บของพวกนี้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี่เอง 


    และในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วทั้งบ้านพักและในส่วนที่พักอาศัยของคนงาน แถมยังมีในส่วนของฟาร์มต่างๆ ซึ่งทำให้เธอต้องการคนงานจำนวนมากมาดูแลบริหารจัดการในเวลานี้


    มันคงถึงเวลาแล้วสินะ ที่เธอจะทำในสิ่งที่เธอประวิงเวลามานาน 


    นั่นก็คือจะทำอย่างไรให้ทั้งป๊าและพี่ชายของเธอยอมที่จะย้ายบ้านจากคฤหาสน์หลังเก่าตระกูลฟู่มาที่บ้านหลังน้อยของเธอในตอนนี้ 


    ถ้าป๊าและพี่ชายของเธอยอมมา เธอก็จะสามารถโยกย้ายกำลังคนและคนงานที่อยู่ในคฤหาสน์หลังเก่ามาอยู่ประจำและทำงานที่บ้านหลังน้อยของเธอได้เลย ยิ่งตอนนี้ ทุกอย่างในบ้านหลังน้อยเสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งฟาร์มและสัตว์ต่างๆ ยิ่งต้องการคนงานเข้ามาดูแล เธอยิ่งต้องเร่งหาทางให้ทั้งสองยอมย้ายบ้านเข้ามาอยู่ในบ้านหลังน้อยของเธอให้ได้


    “อ้ายฉิงสู้ อย่าไปกลัวววว อ้ายฉิงสู้ๆๆๆ"


    หลังจากเธอปลุกปลอบใจตัวเองอยู่นาน เธอลุกขึ้นเพื่อมาอาบน้ำแต่งตัว วันนี้เธอแต่งชุดเดรสสีขาวคอปกทหารเรือสีฟ้ากะลาสีแบบน่ารัก ผมตรงปล่อยไว้ยาวสยายแลดูสุขภาพดี ดวงตากลมโตดูสดใสและมีชีวิตชีวา เท้าเรียวขาวสวมใส่สลิปเปอร์ที่ใส่อยู่ในบ้าน ร่างแบบบางเล็กกะทัดรัดเดินดุ๊กดิ๊กไปตามทางเดิน อดที่จะเรียกรอยยิ้มให้คนงานภายในคฤหาสน์ไม่ได้ 


    เธอเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารเช้าของคฤหาสน์ตระกูลฟู่ ภาพที่เห็นคือภาพป๊ากับพี่ชายของเธอกำลังรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ เธอตรงเข้าไปในที่นั่งประจำที่เว้นว่างไว้อยู่ข้างๆ ตำแหน่งหัวโต๊ะ เมื่อถึงโต๊ะอาหารเธอยกรอยยิ้มอย่างน่ารักส่งให้ทั้งสอง


    “มาแล้วหรอเจ้าตัวแสบ”


    “วันนี้ตื่นสายนะเราเจ้าตัวเล็ก เมื่อคืนนอนดึกหรอ น้องมัวแต่ทำอะไรอยู่”


    “อรุณสวัสดิ์ค่ะป๊ากับพี่หนิงเฉิง”


    “เมื่อคืนอ้ายฉิงไม่ได้นอนดึกเลยนะคะ นอนเร็วตลอดเลย” เธอตอบพร้อมกับนั่งลงและลงมือเริ่มจัดการอาหารตรงหน้า


    “วันนี้เป็นวันหยุดป๊ากับพี่หนิงเฉิงจะต้องไปที่ไหนหรือเปล่าคะ”


    “ทำไมรึ เจ้าตัวแสบถามป๊าอย่างนี้แสดงว่าอยากให้ป๊ากับพี่ชายของเราไปที่ไหนหรือเปล่า”


    “แล้วทั้งสองมีธุระที่ไหนหรือเปล่าล่ะคะ” เธอยังไม่ยอมตอบคำถามแต่เธอกลับถามกลับทั้งสองด้วยคำถามเดิม 


    หนิงเทียนและหนิงเฉิงมองสบตากันเพื่อแลกเปลี่ยนสายตาอย่างรู้เท่าทันกัน


    “ป๊าไม่ได้มีธุระหรือมีโปรแกรมที่จะไปที่ไหน”


    “แต่ ป๊าคิดว่า…หนิงเฉิงมันอาจจะไม่ว่าง มันอาจจะติดธุระก็ได้นะ” หนิงเทียนพูดออกมาด้วยหน้านิ่งๆ


    “ใครบอกป๊าล่ะครับว่าผมติดธุระ น้องสาวอยากชวนไปไหนผมก็ว่างให้กับน้องตลอดแหละครับ”


    ทั้งสองหันมาสบตาพร้อมทั้งส่งสายตาที่ท้าทายให้แก่กัน 


    หนิงเทียนอดคิดในใจขึ้นมาไม่ได้ว่า ไอ้เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่ ลูกสาวอุตส่าห์จะชวนพ่ออย่างเขาออกไปข้างนอกด้วยกัน มันจะตามไปเป็นก้างขวางคอช่วงเวลาพิเศษๆ สำหรับพ่อลูกได้อย่างไร 


    หนิงเฉิงมองสบตากับพ่อของเขาอย่างรู้เท่าทัน ….แหม…ตาแก่นี่จะมาเก็บน้องสาวของเขาไว้คนเดียวได้ยังไง อีกอย่างน้องสาวเขาก็ไม่ได้ชวนป๊าคนเดียวแต่ชวนเขาด้วย เขาก็อยากจะมีเวลาอยู่กับน้องน้อยของเขาด้วยเหมือนกัน 


    ประกายไฟที่มองไม่เห็นแล่นเปี๊ยะปร๊ะอยู่กลางอากาศ จากสายตาของทั้งป๊าและพี่ชาย อ้ายฉิงมองทางซ้ายทีทางขวาทีอย่างอ่อนใจ


    “ป๊าว่าแกไม่ว่างนะ”


    “ป๊าจะรู้ได้ไงว่าผมไม่ว่าง”


    “ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่าแกไม่ว่าง”


    “ป๊าไม่ต้องมาเตรียมจะยัดเยียดงานอะไรให้ผมเลย”


    “ป๊าป๊าววว”


    เธอฟังไปฟังมาก็เริ่มจะเวียนหัว จึงอดที่จะพูดขัดทัพทั้งสองขึ้นมาไม่ได้ว่า “อ้ายฉิงอยากจะไปกับทั้งป๊าและก็พี่หนิงเฉิงเลยค่ะ …ไม่รู้ว่าจะ... ได้ไหมคะ”


    ดวงตากลมโตหวานซึ้งมองสบกับทั้งสองคนด้วยความออดอ้อน หนิงเทียนและหนิงเฉิงชะงักไปหนึ่งจังหวะ แล้วตอบแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า


    “ได้ซิเจ้าตัวแสบ/ได้ซิเจ้าตัวเล็ก”


    ก่อนจะชะงักไปแล้วมองหน้ากันอีกครั้ง 


    ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ตัวเหม็น นี่เป็นเพราะลูกสาวต้องการให้แกไปด้วยหรอกนะ ชั้นถึงยอม


    ….. 


    “ดีเลยค่ะ รักทั้งสองที่สุดในโลกเลย”


    “งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วเราออกไปพร้อมกันเลยนะคะ”


    “ได้ๆ น้องไม่ต้องรีบกินขนาดนั้นหรอก ค่อยๆ กินเดี๋ยวจะสำลัก วันนี้อย่างไรเราก็ว่าง ไปข้างนอกกับน้องได้ตลอดทั้งวันอยู่แล้ว”


    ครึ่งชั่วโมงกว่ามา 3 คนพ่อลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย นั่งอยู่ในรถคันหรูที่กำลังมุ่งหน้าไปที่เมืองเหอผิง


    “ไหนเจ้าตัวแสบ บอกป๊าได้หรือยังว่าวันนี้เราจะไปที่ไหนกัน ทำเป็นมีลับลมคมใน”


    หนิงเทียนอดที่จะเอ่ยปากถามลูกสาวของเขาออกมาไม่ได้ ส่วนหนิงเฉิงไม่ได้ถามคำถามก็จริง แต่สายตาที่กำลังมองวิวทิวทัศน์สองข้างทางก็หันกลับมาจดจ่อที่ใบหน้าของอ้ายฉิง


    “วันนี้ อ้ายฉิงจะพาป๊าและพี่หนิงเฉิง ไปดูบ้านหลังใหม่ของอ้ายฉิงเองค่ะ เป็นบ้านหลังน้อยๆ อยู่ติดหุบเขาและทะเลสาบ”


    เลขาอู๋ที่กำลังนั่งอยู่ข้างคนขับรถฟังคุณหนูอ้ายฉิงพูดแล้วก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ 


    (เลขาอู๋ : บ้านหลังน้อยอะไรของคุณหนูครับ ถ้าอย่างนั้นเรียกว่าหลังน้อย บ้านผมทุกวันนี้คงเรียกว่ารูหนูไปเลย)


    “ไอ้ที่พี่เห็นน้องยุ่งๆ ในช่วงหลายเดือนนี้นะหรอ”


    “ใช่ค่ะ อ้ายฉิงสร้างบ้านหลังน้อยขึ้นมาเอง”


    “แถมอ้ายฉิงยังออกแบบและตกแต่งด้วยตัวเองทุกขั้นตอนเลยด้วยนะคะ…. อ้ายฉิงอยากให้ทั้งป๊าและพี่หนิงเฉิงชอบและรักบ้านหลังน้อยที่อ้ายฉิงตั้งใจสร้าง ได้ไหมคะ"


    ดวงตาโคตรสวยมองทั้งสองด้วยความเว้าวอน ทำให้ทั้งหนิงเทียนและหนิงเฉิงอดที่จิตใจอ่อนไม่ได้


    “ได้ซิ/ได้ๆ”


    “ดีเลยค่ะ อ้ายฉิงตั้งใจที่จะสร้างบ้านหลังนี้ให้เป็นบ้านของครอบครัวเรา หวังว่าป๊ากับพี่หนิงเฉิงจะไม่ปฏิเสธความตั้งใจและมาอยู่กับอ้ายฉิงนะคะ” เธอพูดไปด้วยรอยยิ้มเศร้าเขาน้ำตา พานให้คนฟังรู้สึกสงสารและกดที่จะเห็นด้วยกับเธอไม่ได้


    “ใครจะไปปฏิเสธเจ้าตัวแสบของป๊าได้ ป๊าต้องมาอยู่กับลูกสาวของป๊าอยู่แล้ว”


    ….ลูกสาวป๊าอยากให้มาอยู่ด้วยทั้งที นานๆ ที ได้มาอยู่บ้านพักตากอากาศสักหนสองหนก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดีนะ


    “ใช่….ในเมื่อน้องอุตส่าห์ตั้งใจที่จะสร้างบ้านเพื่อพวกเรา พี่ก็ต้องดีใจสิ พี่ก็จะมาอยู่ด้วยนะ”


    …..ในเมื่อน้องสาวของเขาอยากให้เขามาอยู่ด้วย…แค่บ้านพักตากอากาศหลังน้อยไม่ได้ไกลอะไร เขาจะมาอยู่ตอนไหนก็ได้ ก็แค่ขับรถเกือบข้ามภูมิภาค


    “ดีจริงๆ อ้ายฉิงดีใจมากเลยคะ”


    ในเมื่ออ้ายฉิงคิดแผนการอะไรไม่ออก งั้นก็หลอก….เอ้ยยย บอก..ไปตรงๆ เลยละกันว่าอยากให้ทั้งสองคนมาอยู่ด้วย ในเมื่อทั้งสองรับปากแล้วว่าจะมาอยู่ด้วย อ้ายฉิงก็ไม่ให้โอกาสในการปฏิเสธตอนหลังหรอกนะ แต่มาอยู่นานเท่าไหร่ค่อยบอกทีหลังละกัน….ว่าตลอดไป


    บทสนทนาทั้งหมดในรถคันหรูหยุดลงเมื่อมาถึงบริเวณทางเลี้ยวแยกเข้าจากถนนเส้นทางหลัก….


    “ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังน้อยของพวกเรานะคะ” 


    เมื่อได้ยินอ้ายหนิงพูดออกมา ทั้งหนิงเทียนและหนิงเฉิงอดที่จะมองทั้งสองข้างทางอย่างแปลกใจไม่ได้ เนื่องจากเขาทั้งสองไม่เห็นบ้านพักในบริเวณนี้เลย


    “พี่ยังไม่เห็นบ้านพักเลย ทำไมน้องถึงพูดว่ายินดีต้อนรับแล้วล่ะ”


    “พูดตรงนี้ก็ถูกแล้วนี่คะพี่หนิงเฉิง เพราะตั้งแต่ติดกับถนนใหญ่เส้นหลักนี้เป็นต้นไปก็ถือว่าเป็นอาณาเขตของบ้านเราแล้วแหละค่ะ”


    (เลขาอู๋ผู้รู้ความจริงทุกอย่าง : ผมขอไว้อาลัยให้กับนายท่านและคุณชายด้วยนะครับ .. ที่โดนคุณหนูน้อยหลอกอีกแล้ว)

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานาง ที่คุณอ่าน