ผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด

    ตอนที่ 75 รับน้องใหม่

    ตอนที่75 รับน้องใหม่


    เสิ่นอี้รีบกลับไปหาเจคอบก่อนด้วยความห่วงใยเนื่องจากเขากังวลว่าเพื่อนร่วมห้องอาจถูกโอลิเวอร์ทำร้ายอยู่ โดยละเรื่องการสมัครเข้าร่วมชมรมไปก่อน


    อย่างไรก็ตามเขากลับมาทันให้ความช่วยเหลือเจคอบพอดีโดยชายหนุ่มผิวดำกำลังถูกกลุ่มลูกน้องของโอลิเวอร์ล้อมหน้า

    ล้อมหลังเพื่อบังคับให้เดินไปยังทิศทางลับตาคนด้วยท่าทางมีเลศนัย


    เสิ่นอี้วิ่งไปสอบถามเพื่อนร่วมห้องเรียนแต่ละคนอย่างร้อนใจกระทั่งรู้ว่าเจคอบถูกพาตัวไปยังมุมตึกก่อสร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ชั่วคราว


    เขาวิ่งตามมาทันเห็นเจคอบกำลังจะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ผลักให้ล้มลงพอดีเขาปราดเข้าไปกระโดดเตะจากระยะไกลทันใด


    ปัง ! พัวะ ! พัวะ! พัวะ !


    เสิ่นอี้กระโดดเตะชายคนแรกแล้วเอี้ยวตัวหลบชายอีกคน ก่อนส่งกำปั้นเข้ากระแทกปลายคางของคนที่อยู่ด้านข้างทั้งซ้ายและขวาอย่างรวดเร็ว


    ส่วนชายคนสุดท้ายเสิ่นอี้ตวัดเท้ากลับหลังหันเตะเข้าปลายคางเช่นกันด้วยความแม่นยำ จากนั้นยืนจังก้าเตรียมพร้อมปะทะอีกรอบ


    ทว่าชายทั้งสามคนเป็นลมหมดสติไปแล้วตั้งแต่ถูกหมัดและฝ่าเท้าของเสิ่นอี้มีเพียงชายคนแรกที่ถูกกระโดดเตะแล้วลุกขึ้นยืนได้ ก่อนโผนตัวเข้าต่อสู้กับเสิ่นอี้อีกครั้ง


    พัวะ ! พัวะ !


    เสิ่นอี้ย่อตัวลงชกช่องท้องพร้อมปล่อยอีกหมัดชกเข้าปลายคางจนชายคนแรกกลายเป็นคนสุดท้ายหมดสติกลางอากาศ แล้วล้มคว่ำกับพื้นทันใด


    “อย่า! อย่าทำผม!.....”เจคอบนั่งยองกับพื้นอยู่ โดยยังก้มหน้าและยกมือขึ้นห้าม


    เขายังไม่ได้รับรู้ว่ามีเพื่อนมาช่วยเหลือตนเองแล้วแต่เขานึกว่ากลุ่มชายฉกรรจ์กำลังจะทำร้ายตนอีก จึงรีบร้องห้ามด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว


    “พวกมันหมดสติไปแล้ว”เสิ่นอี้เอ่ยขึ้นมาอย่างรู้สึกเห็นใจเพื่อนผิวดำ


    เขาไม่คาดคิดว่าเพื่อนจะไปสร้างความโกรธแค้นให้กับโอลิเวอร์เข้าให้หรือต้นเหตุจะเกิดจากเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ เขาช่วยประคองเพื่อนลุกขึ้นยืนด้วยความใส่ใจ


    เจคอบเห็นว่าเป็นเสิ่นอี้กลับมาช่วยเหลือตนเองได้ทันเวลาถึงโผเข้ากอดเพื่อนด้วยความยินดี พลางละล่ำละลักบอกเพื่อนด้วยความตื่นตกใจอยู่ว่า


    “สะ.....เสิ่นอี้.....นายมาก็ดีแล้วพวกเรารีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะ กลับห้องก่อนแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง”


    เจคอบไม่กล้าอยู่ในที่เปลี่ยวนานเกินไปเนื่องจากยังเกรงกลัวว่าโอลิเวอร์จะส่งคนมาทำร้ายตนกับเพื่อนอีก จึงต้องการ

    กลับไปคุยยังห้องพักซึ่งน่าจะปลอดภัยที่สุดแทน


    “โอเค.....ไปกันเถอะ”เสิ่นอี้พยักหน้าเข้าใจ


    เขารู้ดีว่าไม่ควรคาดคั้นเอาคำตอบจากเพื่อนในตอนนี้แต่ควรพาเพื่อนกลับไปยังสถานที่ปลอดภัยให้หายตื่นกลัวเสียก่อน


    หลังจากทั้งสองคนหายตัวไปจากที่เกิดเหตุไม่นานนักโอลิเวอร์ออกมาจากสถานที่นัดหมายกับกลุ่มเพื่อนเพราะไม่เห็นเพื่อนกลับไปหาพร้อมชายเป้าหมาย


    เขาเหลือบมองเห็นร่างเพื่อนนอนหมดสติกันทั้งหมดสี่คนจึงทำหน้าเหยเกอย่างไม่พอใจ แล้วตวาดเสียงเข้มสั่งการเพื่อนที่เหลืออีกสามคนทันทีว่า


    “บัดซบ! ใครกล้ามาช่วยไอ้ผิวดำกัน? ตามไปดูสิ...ว่ามันหนีไปไหนแล้ว ลากตัวมันมาให้ฉัน.....เดี๋ยวนี้!”


    โอลิเวอร์กำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจเขาจ้องมองเพื่อนอีกสามคนวิ่งแยกย้ายกันไปตามหาเจคอบเพื่อนำตัวกลับมาสั่งสอนเป็นการลงโทษก่อนถึงเวลารับน้อง ซึ่งเขาได้กำชับกับรุ่นพี่ในการรับน้องห้องสิบไว้เป็นการเฉพาะแล้ว


    เขาไม่พอใจในตัวชายหนุ่มต่างชาติที่มีใบหน้าหล่อเหลาและมีท่าทางแข็งแกร่งกำยำ จนทำให้แฟนสาวเอ่ยถึงชายหนุ่มชาวจีนบ่อยครั้ง


    ทว่าเขาไม่สบโอกาสในการนำตัวเสิ่นอี้มาแก้แค้นโดยตรงจึงถือโอกาสนำตัวเพื่อนที่พบเห็นเดินอยู่คนเดียวพอดี โดยหวังที่จะทำร้ายเล็กน้อยเป็นการเตือนชายหนุ่มชาวจีนทางอ้อม


    ..........


    เสิ่นอี้และเจคอบกลับมาถึงห้องพักในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากเจคอบวิ่งกลับห้องอย่างไม่คิดชีวิตเพราะยังรู้สึกขวัญผวา

    อยู่


    กระทั่งทั้งสองคนเข้ามาอยู่ในห้องแล้วเสิ่นอี้จึงได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมีเพื่อนคนอื่นในห้อง ต่างแสดงความรู้สึก

    โกรธแค้นในตัวโอลิเวอร์กันทั้งหมดว่า


    “บัดซบ! มันกล้าทำร้ายนักศึกษาได้ยังไง?” เจมส์เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจเขาขยับแว่นด้วยความโมโห


    “ก็มันเป็นลูกคนใหญ่คนโตนี่นา”ฟิลิปเอ่ยขึ้นมาอย่างเข้าใจสถานการณ์ เขาไม่กล้าเอ่ยหยอกล้อเพื่อนในเวลาหดหู่ใจเช่น

    นี้ได้


    “แล้วพวกเขาจะตามมารังควานอีกไหม?” หย่านอ่องเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ


    “นั่นสิ! พวกเราจะพลอยถูกหางเลขด้วยไหมเนี่ย?” สุวรรณเอ่ยขึ้นมาอย่างนึกหวาดกลัว


    “เฮ้อ! คงไม่เหลือละมั้ง”แจ็คเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจสถานการณ์


    เขาคาดเดาไว้ว่าการรับน้องในช่วงเย็นนี้สมาชิกห้องสิบคงได้รับศึกหนักกันทุกคนแน่นอน พลางคิดว่าคงไม่มีอาจารย์คนไหนมาช่วยพวกตนได้แน่


    “แล้วพวกเราควรทำยังไง?” อารันเอ่ยขึ้นมาอย่างมีความหวัง


    “อย่าเพิ่งกังวลไปเลยน่ามันจะต้องมีทางออกสิ” เสิ่นอี้กล่าวปลอบใจทุกคนตามจริง


    พอทุกคนต่างพากันก้มหน้าด้วยความเศร้าใจเขาถือโอกาสหยิบกระเป๋าเป้เดินออกไปทางด้านหลังห้อง แล้วปล่อยตัวเหมียวน้อยออกมาพลางสั่งการมันจากความคิดโดยตรงว่า


    ‘เหมียวน้อยถึงเวลาแกแสดงฝีมือบ้างแล้ว หากใครคิดจะทำร้ายเพื่อนของฉัน จัดการพวกมันทันทีเอาตามที่ใจแกชอบได้เลย แต่ไม่ต้องให้ถึงตายหรอกนะ เอาแค่ให้พวกมันอยู่ห่าง ๆ จากพวกฉันสักเดือนหรือสองเดือนก็พอ’


    ‘โอเคเจ้านาย.....แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย’เหมียวน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้นยินดี


    จากนั้นมันกระโดดหายลับไปจากระเบียงหลังห้องชั้นห้าในทันทีเสิ่นอี้มองเห็นแค่เงาของมันโฉบไปมาตามอาคารแต่ละหลังแต่ละชั้นเหมือนกับมันดีใจที่ได้ออกมาสำรวจโลกภายนอกอันไม่คุ้นเคย


    เขาปล่อยให้มันสำรวจไปอย่างผ่อนคลายเพราะรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลาสำคัญมันจะกลับมาทำหน้าที่เองโดยผ่านการสื่อสารตำแหน่งที่อยู่ของเขาจากสัญญาณดาวเทียม


    ..........


    สักพักหนึ่งมีเสียงประกาศแจ้งให้น้องใหม่ทุกคนลงไปรวมตัวกันอยู่ด้านล่างหอพักในทันที


    เสิ่นอี้และเพื่อนเดินรวมกลุ่มไปด้วยกันโดยทุกคนสมัครใจเดินลงบันไดหนีไฟแทนการลงลิฟต์ เนื่องจากมีคนรอใช้ลิฟต์อย่างคับคั่งในแต่ละชั้น


    กลุ่มของเสิ่นอี้ลงมาถึงชั้นล่างไล่เลี่ยกับกลุ่มอื่นเขาสังเกตได้ว่ามีรุ่นพี่ยืนกำกับแถวอยู่สิบคนโดยแต่ละคนต่างยืนกำกับหมายเลขห้องของแต่ละชั้นอย่างขึงขัง


    “ดูนั่นสิ! ห้องหนึ่งจนถึงห้องสามได้รุ่นพี่ดูแลเป็นสาวสวยเสียด้วย” แจ็คเอ่ยขึ้นมาด้วยความอิจฉา


    เขาเหลือบมองเห็นกลุ่มนักศึกษาจากห้องหนึ่งจนถึงห้องสามในแต่ละชั้นมีรุ่นพี่สาวสวยเป็นคนดูแลและกำกับการจัดแถว

    ในขณะที่ห้องสี่จนถึงห้องสิบมีแต่รุ่นพี่ผู้ชายและมีหน้าตาถมึงทึงคอยกำกับแถวอยู่อีกทั้งรุ่นพี่กำกับในแถวสุดท้ายซึ่งดูแลห้องสิบ เป็นรุ่นพี่ร่างใหญ่และมีหน้าตาบูดบึ้งที่สุด


    เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นรุ่นพี่กำกับแต่ละแถวรุ่นน้องพาเดินนำไปคนละทิศทางที่แตกต่างกัน คงเหลือเพียงแถวสุดท้ายคือแถวที่สิบซึ่งยังคงอยู่ด้านล่างหอพักเหมือนเดิม


    ทั้งนี้อาคารหอพักเป็นอาคารทึบทั้งสิบชั้นทว่ามีพื้นที่ว่างด้านหน้าและด้านหลังอาคารเล็กน้อย ไว้ให้นักศึกษาจอดรถจักรยาน รถจักรยานยนต์และรถยนต์บางส่วน


    โดยพื้นที่สำหรับรับน้องของห้องสิบจากทุกชั้นจะใช้พื้นที่ว่างระหว่างอาคารหอพักในการจัดกิจกรรม


    เริ่มแรกเป็นการสั่งให้รุ่นน้องทุกคนวิดพื้นคนละห้าสิบครั้งซึ่งถือว่าไม่หนักหนาเกินไป


    จากนั้นมีรุ่นพี่มาสมทบอีกจำนวนหนึ่งโดยนำรุ่นน้องห้องสิบจากชั้นอื่นแยกย้ายไปทำกิจกรรมต่างสถานที่กันคงเหลือไว้

    เพียงห้องสิบจากชั้นห้า ซึ่งเป็นห้องของกลุ่มเสิ่นอี้เหลือเพียงห้องเดียว


    เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นโอลิเวอร์เดินมาพร้อมกับรุ่นพี่สองคนแต่ละคนร่างใหญ่กำยำไม่แพ้กัน จนทำให้เพื่อนร่วมห้องของเสิ่นอี้ต่างพากันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเนื่องจากไม่รู้ว่าจะต้องถูกรับน้องด้วยกิจกรรมใด


    เสิ่นอี้ยังคงสังเกตการณ์ต่อไปโดยไม่ได้สั่งการเหมียวน้อยเป็นพิเศษ เขายืนด้วยท่าทางผ่อนคลายเพราะเหลือบมองเห็นเหมียวน้อยนั่งรอคอยคำสั่งอย่างใจเย็นบนโคมไฟเหนือพื้นที่ซึ่งพวกตนยื่นอยู่กับเพื่อน


    “ดูท่าทางนายไม่กลัวฉันกับรุ่นพี่เลยนะ”โอลิเวอร์จงใจเดินเข้ามาใกล้เสิ่นอี้ด้วยความสนใจ


    เขารู้สึกแปลกใจที่พบว่าเพื่อนต่างชาติไม่มีท่าทางหวาดกลัวตนเองเหมือนกับเพื่อนคนอื่นแม้แต่น้อย


    “ก็พวกนายไม่เหมือนสัตว์ประหลาดนี่นาแล้วฉันจะกลัวทำไม?”เสิ่นอี้ตอบกลับอย่างอารมณ์ดี


    เขากำลังรอดูว่าโอลิเวอร์คิดจะทำอะไรกับตัวเขาและเพื่อนร่วมห้องสิบซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน

    คล้ายกับเรื่องผมนี่แหละ มะนาวต่างนุด ที่คุณอ่าน