ครึ่งชั่วโมงต่อมาลู่เซิ่งก็กลับมาถึงลานรวมพลผู้เข้าแข่งขันแห่งเดิมก่อนหน้านี้
“ลู่เซิ่ง ฉันอยู่นี่”
สวี่ว่านเฉิงผู้อำนวยการมัธยมตงหลินที่สาม ท่าทางเหมือนจะมารออยู่นานแล้ว เมื่อเห็นลู่เซิ่งเขาก็รีบโบกมือเรียกทันที
“เหล่าสวี่?”
เมื่อเห็นสวี่ว่านเฉิงลู่เซิ่งก็ตาเป็นประกาย รีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาแล้วเอ่ยถาม“ก่อนหน้านี้คุณไปไหนมา? ทำไมผมไม่เห็นคุณเลย?”
“เฮ้อ อย่าให้พูดเลย ไม่รู้ว่าสถาบันจิงหลงนึกครึ้มอะไรขึ้นมาตอนแรกบอกดิบดีว่าการสอบระดับชาติของรุ่นนี้จะมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศแถมยังอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมการประลองได้ด้วย”
สวี่ว่านเฉิงส่ายหัวพลางยิ้มขื่น“แต่พอฉันจะไปลงทะเบียนให้พวกแก พวกเขาก็ดันเปลี่ยนใจกะทันหันนอกจากจะไม่ให้สถานีโทรทัศน์ถ่ายทอดสด ยังไม่ยอมให้พวกเราเข้าชมอีกบอกว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์พิเศษ การสอบครั้งนี้จึงต้องดำเนินไปเป็นความลับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็เล่าความยุ่งยากทั้งหมดที่เกิดขึ้น
“เพราะงั้นฉันเลยถูกกันไว้ข้างนอกแล้วก็เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนการสอบของพวกแก เลยไม่กล้าแม้แต่จะส่งแชตส่วนตัวไปหา”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็ถึงบางอ้อและเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุผลที่สถาบันจิงหลงทำเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะกังวลว่าข้อมูลของสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจะถูกคนจากสถาบันฝึกตนสเตมอร์ล่วงรู้ก่อนเวลาอันควรซึ่งก็นับว่ามีเหตุผลทีเดียว
เขาไม่ได้จมปลักอยู่กับเรื่องนี้นานนัก
ในตอนนั้นเองลู่เซิ่งก็มองไปยังสวี่ว่านเฉิงที่ดูราวกับเป็นผู้บัญชาการไร้ทัพแล้วถามออกไปตามความรู้สึก “ทำไมที่นี่ถึงมีแค่คุณคนเดียวล่ะครับเพื่อนคนอื่นๆ ไปไหนกันหมด?”
“พวกเขาเหรอ...”
สวี่ว่านเฉิงได้ยินคำถามนั้นเขาก็คอตกราวกับไก่ชนที่พ่ายแพ้ จากนั้นถอนหายใจอย่างหดหู่“ถูกคัดออกหมดแล้ว...”
“อะไรนะ? ถูกคัดออกหมดเลยเหรอ?”
ลู่เซิ่งตกใจมากเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าตอนมามีกันตั้งสิบสามคน แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเขาแค่คนเดียว
“ก็ใช่น่ะสิ”
สวี่ว่านเฉิงถอนหายใจพลางเอ่ยด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ“แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ดีที่สุดอย่าง ‘อาชีพลับ’หลี่เทียนหัว เมื่อกี้ยังส่งแชตส่วนตัวมาบอกฉันว่าที่บ้านมีธุระด่วนไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันพรุ่งนี้ได้ ขอถอนตัวก่อนกำหนดไม่รู้ว่ามันนึกบ้าอะไรขึ้นมา”
“หึๆ สงสัยแม่มันตายมั้งครับ ไม่ก็พ่อมันคงรถคว่ำ”
ลู่เซิ่งหัวเราะเยาะอย่างมีเลศนัยมีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าหลี่เทียนหัวถอนตัวเพราะกลัวว่าเขาจะไปเช็กบิล?
แน่นอนว่าเรื่องนี้เขาไม่มีทางบอกสวี่ว่านเฉิงเด็ดขาด
“ไอ้เด็กแสบ แกนี่มันสันดานเสียพูดดีไม่เป็นจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดไม่น่าฟังของลู่เซิ่งสวี่ว่านเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะมองบนทีหนึ่ง แล้วมองลู่เซิ่งด้วยสายตาคาดหวัง“จริงด้วย แกเพิ่งลงมาป่านนี้งั้นก็น่าจะผ่านการสอบสองรอบแรกมาได้แล้วใช่ไหม?”
“ฟลุกผ่านน่ะครับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าตอบแบบไม่ได้ปิดบัง
“ว่าไงนะ? ผ่านจริงๆ เหรอ?”
สวี่ว่านเฉิงตาเป็นประกายทันทีเขาฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่า “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ดีมาก ดีมากในที่สุดปีนี้มัธยมตงหลินที่สามของพวกเราไม่ได้ถูกกวาดล้างจนเหี้ยนยังเหลือแกอยู่หนึ่งหน่อ”
พูดจบเขาก็ตบไหล่ลู่เซิ่งพลางเอ่ยชมอย่างไม่เสียดายคำพูด “ลู่เซิ่งครั้งนี้แกทำได้ดีมาก พรุ่งนี้ประลองรอบชิงชนะเลิศก็พยายามเข้าล่ะ ฉันไม่ขออะไรมากขอแค่แกสอบได้ติดอันดับ 5,000 คนแรกก็พอ”
พูดจบสวี่ว่านเฉิงก็เสริมด้วยความคาดหวังว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นแกก็จะมีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันฝึกตนพวกนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์เลย”
คำพูดนี้เพิ่งจบลงลู่เซิ่งยังไม่ทันได้ตอบอะไร ลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ข้างๆ ก็เบะปากทันที
“5,000อันดับแรกเหรอคะ? คุณดูถูกลู่เซิ่งเกินไปแล้วการสอบสองรอบแรกเขาน่ะได้ที่หนึ่งทั้งสองรอบเลยนะ”
ลั่วเซวียนเซวียนพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจราวกับว่าเธอไม่ชอบใจนักที่สวี่ว่านเฉิงทำเหมือนมองข้ามความสามารถของลู่เซิ่งแบบนี้
“เอ๊ะ? หนูคือ... ‘พรานแห่งแสง’ลั่วเซวียนเซวียน จากมัธยมตงหลินที่หนึ่งใช่ไหม?”
สวี่ว่านเฉิงได้ยินดังนั้นถึงเพิ่งสังเกตเห็นลั่วเซวียนเซวียนที่ยืนอยู่ข้างหลังลู่เซิ่ง
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
“เดี๋ยวๆ เมื่อกี้... หนูว่ายังไงนะ?”
สวี่ว่านเฉิงเบิกตากว้างในที่สุดเขาก็ตั้งสติได้ แล้วหันไปถามลั่วเซวียนเซวียนด้วยเสียงสั่นเครือ“ลู่เซิ่งเขา... ได้ที่... ที่หนึ่ง ทั้งสองรอบเลยเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
ลั่วเซวียนเซวียนพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจราวกับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของเธอเอง
พรืด!
วินาทีต่อมาลู่เซิ่งและลั่วเซวียนเซวียนต่างก็มองไปข้างหน้าด้วยสายตาตกตะลึงสุดขีดเพราะพวกเขาเห็นสวี่ว่านเฉิงผู้อำนวยการมัธยมตงหลินที่สามผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับตาเหลือกแล้วเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตา
“เฮ้ย เหล่าสวี่ คุณจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย?”
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบเข้าไปประคองสวี่ว่านเฉิงขึ้นมา พลางกดจุดร่องริมฝีปากและหันไปตำหนิลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ข้างๆ “เซวียนเซวียนใครสั่งให้เธอพูดมาก”
“เอ่อ...ใครจะไปรู้ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนพวกนายจะจิตใจอ่อนแอขนาดนี้ล่ะ...” สาวน้อยทำหน้าซื่อตาใสเพราะเธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าสวี่ว่านเฉิงบทจะล้มก็ล้มลงไปดื้อๆจิตใจช่างเปราะบางยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
ยังดีที่สวี่ว่านเฉิงเป็นผู้เปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่พละกำลังก็นับว่าไม่เลว จึงฟื้นคืนสติขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
“ลู่เซิ่ง แก... แกทำได้ยังไงกันแน่?”
สวี่ว่านเฉิงจ้องมองลู่เซิ่งพร้อมกับคว้าไหล่เขาไว้แน่นถามซ้ำๆ ว่า “การสอบระดับชาติรุ่นนี้มีผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดสี่คนอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ?แกชิงที่หนึ่งมาได้สองรอบติดแบบนี้ก็แสดงว่าแม้แต่สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดก็ยัง...”
“เอาละครับ อะไรที่ไม่ควรสงสัยคุณก็อย่าถามเลย ถึงเวลาที่ควรพูดผมจะบอกเอง”
ลู่เซิ่งโบกมือตัดบทพลางเอ่ยตอบอย่างหนักแน่น
“นี่... ก็ได้”
เมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งไม่อยากพูดสวี่ว่านเฉิงผู้เจนโลกย่อมไม่เซ้าซี้เอาความเขาเงยหน้ามองฟ้าพลางรำพึงออกมาอย่างซาบซึ้ง “นึกไม่ถึงเลยว่าโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามเล็กๆของเรา จะสามารถบ่มเพาะอัจฉริยะที่กดข่มแม้กระทั่งสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดลงได้สวรรค์ช่างเมตตาฉันจริงๆ”
พูดถึงตรงนี้เขาเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงก้มหน้าลงถามลู่เซิ่งว่า“จริงด้วย สอบมาทั้งวัน แกคงเหนื่อยแล้วใช่ไหม”
พูดจบสวี่ว่านเฉิงก็ไม่สนว่าลู่เซิ่งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาโบกมือใหญ่ๆอย่างใจป้ำพลางเสริมว่า “เพื่อเป็นรางวัลที่แกทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้คืนนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันเหมาจ่ายเอง ไปวันนี้ฉันจะพาแกไปร้านอาหารที่ดีที่สุดในนครจิงตู เลี้ยงให้อิ่มพุงกางสักมื้อจากนั้นค่อยหาศูนย์อาบน้ำพักผ่อนหรูๆจ้างหมอนวดมาช่วยนวดคลายกล้ามเนื้อให้แกสักหน่อย”
“เอ่อ... จะลำบากไปทำไมครับ คุณหาเด็กสาวๆ มาให้ผมสักคนไม่ดีกว่าเหรอ?ฮี่ๆๆๆ” ลู่เซิ่งหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
พรืด
เขาพูดเช่นนี้ออกมาลั่วเซวียนเซวียนถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง แทบจะสำลักตายตรงนั้น
“เจ้าเด็กบ้า ดูซิ แกพูดภาษาคนอยู่หรือเปล่า”
สวี่ว่านเฉิงเองก็โกรธจัดพ่นคำด่าออกมาทันที
ในขณะที่ลั่วเซวียนเซวียนนึกว่าสวี่ว่านเฉิงที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจะตำหนิพฤติกรรมไร้ยางอายของลู่เซิ่งอย่างรุนแรง
ทว่าการกระทำต่อมาของสวี่ว่านเฉิงกลับทำให้ภาพจำคำว่า ‘ไร้ยางอาย’ ในหัวของลั่วเซวียนเซวียนถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
“หามาคนเดียวมันจะไปพออะไร จะหาทั้งทีก็ต้องจัดเต็มสิพวกเราจัดไปแบบสามต่อหนึ่งเลย” สวี่ว่านเฉิงตะโกนก้องตาม‘ความสัตย์จริง’
พรืด!
ถึงจุดนี้ลั่วเซวียนเซวียนก็ไม่สามารถข่มความเดือดดาลในใจได้อีกต่อไปเธอตาเหลือกแล้วเป็นลมสลบเหมือดไป...