ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 80 พี่เขย

    ตอนที่80 พี่เขย

     

    เจิ้งหมิงไม่ใช่คนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เพราะน้องรองของเขาซึ่งอยู่ในคณะปฏิวัตินั้นมักจะพูดถึงเรื่องแบบนี้อยู่เสมอเมื่อเขากลับมาที่บ้านดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง ๆ

     

    “น้องชายช่วยบอกฉันหน่อยได้หรือเปล่าว่านายไปได้ยันต์แคล้วคลาดนั่นมาจากไหนฉันจะได้ไปหามันมาติดตัวเอาไว้บ้าง เพราะคืนวันพรุ่งนี้ฉันจะต้องขับรถคันนั้นทั้งยังเป็นเส้นทางเดียวกับที่นายเพิ่งประสบอุบัติเหตุอีกด้วย บอกตามตรง ฉันเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน! ”

     

    “เอาล่ะเอาไว้ฉันจะลองไปถามป้าของฉันให้ก็แล้วกันนะ เย็นนี้มาที่บ้านของฉันสิแล้วฉันจะพาไปถามป้าของฉันดู” หนี่คุนเป็นที่คนซื่อสัตย์อยู่แล้วดังนั้นเขาจึงตอบตกลงอย่างตรงไปตรงมา

     

    “ได้เลยครั้งก่อนฉันได้เข้าไปในเมือง และได้ประตูหน้าบานใหญ่มาเอาไว้ฉันจะเอามันไปให้นายด้วย” ซึ่งเจิ้งหมิงนั้นไม่ใช่คนตระหนี่อะไรอยู่แล้ว

     

    หลังเลิกงานเจิ้งหมิงก็ได้ตามหนี่คุนไปที่บ้านของเขา หนี่คุนยังไม่ได้แต่งงานดังนั้นจึงมีเพียงพ่อและแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่ที่นี่เมื่อได้ยินว่าเขามาที่นี่เพื่อขอยันต์แคล้วคลาดพ่อของหนี่คุนก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย

     

    “คนที่นำมันมาขายคือลูกชายของนายกเทศมนตรีจางไม่ว่าเขาจะขายดีแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ยังคงปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดและจะไม่มีการแซงคิวใด ๆ ทั้งนั้นฉันเองก็จองคิวเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้วเช่นกันซึ่งตอนนี้คิวได้ยาวไปจนถึงสิ้นปีแล้ว ! ”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจิ้งหมิงก็รู้สึกท้อแท้ลงไปเล็กน้อย แต่ทว่าหนี่คุนกลับรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากเขาตบไปที่หน้าอกของตัวเอง ก่อนจะบอกว่าเขาจะไปคุยเรื่องนี้กับจางเหว่ยเองซึ่งเจิ้งหมิงเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามที่เขาบอกเท่านั้นเพราะเขาไม่อาจทำลายความตั้งใจที่คนอื่นมีให้

     

    จากนั้นทั้งสองคนจึงได้ไปพบจางเหว่ยทันทีแต่ทว่าจางเหว่ยเองก็ไม่มียันต์แคล้วคลาดเหลืออยู่เลยเช่นกันแต่ด้วยความที่จางเหว่ยเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้วมิเช่นนั้นเขาคงจะไม่มีเพื่อนอยู่ทุกที่แบบนี้และทันทีที่เขาได้ยินว่าจำเป็นต้องช่วยชีวิตคนอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงที่จะพาเจิ้งหมิงไปพบกับอาจารย์

     

    เมื่อได้ยินว่าเจิ้งหมิงและฟู่เยี่ยนมาจากชุมชนเดียวกันจางเหว่ยจึงได้นัดกับเจิ้งหมิงโดยบอกให้เจิ้งหมิงนำรถของเขาไปที่หมู่บ้านอันผิงในวันรุ่งขึ้นซึ่งหลังจากไปที่มาถึงหมู่บ้านอันผิงแล้วจางเหว่ยจึงได้บอกให้เจิ้งหมิงรออยู่ในรถที่ตอนนี้จอดอยู่ทางเข้าหมู่บ้านและเขาจะเดินเข้าไปเอง

     

    แต่ทว่าจางเหว่ยลืมคิดไปว่าตอนนี้ฟู่เยี่ยนเปิดเทอมแล้วดังนั้นเขาจึงได้พาเจิ้งหมิงไปที่หน้าประตูโรงเรียนเพื่อรอฟู่เยี่ยนเลิกเรียนแทน

     

    หลังจากที่รออยู่นานฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกไปมาพร้อมกับโจวชิวลู่ และทันใดนั้นเองโจวชิวลู่ก็พูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า

     

    “เอ๊ะนั่นพี่เขยของฉันนี่นา ? วันนี้เขาต้องไปขับรถไม่ใช่เหรอ ? ” โจวชิวลู่รู้สึกกังวลเป็นอย่างมากเพราะพี่เขยของเธอจะต้องกลับมาหารือเกี่ยวกับการแยกครอบครัวหลังจากที่เสร็จงานครั้งนี้นั่นเอง

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้มองไปที่ประตูของโรงเรียน ก่อนจะเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงคนหนึ่งเข้าทำไมชายคนนั้นถึงได้ดูคุ้น ๆ กันล่ะ ? นั่นมันจางเหว่ยไม่ใช่หรือ ?

     

    ส่วนจางเหว่ยที่รออยู่หน้าประตูก็เห็นฟู่เยี่ยนแล้วเช่นกันก่อนที่เขาจะรีบโบกมือทักทายเธอทันที

     

    “คนที่มากับพี่เขยของฉันคือใครทำไมเขาถึงได้ดูซื่อบื้อแบบนั้นกันล่ะ ! ” โจวชิวลู่วิจารณ์ท่าทางที่ดูกระตือรือร้นของจางเหว่ยขณะที่เห็นเพื่อนสนิทของเธอกำลังเดินไปหาชายคนนั้น

     

    “จางเหว่ยพี่มาทำไมอะไรที่นี่ ? ” ฟู่เยี่ยนมองไปที่จางเหว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าซึ่งก็ไม่พบอะไรผิดปกติเลย

     

    “น้องฟู่เยี่ยนพอดีฉันมีเรื่องจะถามเธอหน่อยน่ะ ! เราไปคุยกันทางนู้นจะดีกว่า”จางเหว่ยพูดพร้อมกับดึงฟู่เยี่ยนไปยังตรอกข้าง ๆ ด้วยท่าทางที่ดูลึกลับส่วนเจิ้งหมิงนั้นไม่ได้ตามเขาเข้าไปแต่อย่างใดเขาเพียงแค่รออยู่ที่ทางเข้าตรอกเท่านั้น

     

    “พี่เขยพี่มาทำอะไรที่นี่คะ ? พี่มารอรับเจิ้งฮุ่ยหลังเลิกเรียนหรือเปล่า ? ” เมื่อเห็นพี่เขยของเธอ โจวชิวลู่จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

     

    ทันใดนั้นเองเจิ้งหมิงก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าอาจารย์ที่วาดยันต์แคล้วคลาดนั้นแท้จริงแล้วจะเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นซึ่งเขาเองก็เริ่มจะไม่มั่นใจแล้วว่ามันช่วยเขาจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้จริงหรือเปล่า

     

    “ชิวลู่ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ ? ”

     

    “พี่เขยฉันเพิ่งเลิกเรียน ว่าแต่พี่เถอะ พี่มาที่นี่เพื่อมาพบฟู่เยี่ยนอย่างนั้นเหรอ ? ” เมื่อครู่นี้โจวชิวลู่เห็นชายหนุ่มที่มากับพี่เขยของเธอเข้าไปคุยกับฟู่เยี่ยน

     

    “ฟู่เยี่ยน? เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นของอาจารย์ฟู่อย่างนั้นเหรอ ? ” ในตอนนี้เจิ้งหมิงไม่ได้สนใจเรื่องอายุของฟู่เยี่ยนเลยตราบใดที่ยันต์ของเธอช่วยชีวิตของเขาได้

     

    “เธอเป็นเพื่อนสนิทของฉันเองและเราสองคนก็สนิทกันมากอีกด้วย ! ” โจวชิวลู่พูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับฟู่เยี่ยน

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้เดินออกมาจากตรอกนั้นพร้อมกับจางเหว่ยก่อนที่เธอจะได้ยินในสิ่งที่โจวชิวลู่พูดกับชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธออย่างสนิทสนมเป็นไปได้ไหมว่าคน ๆ นี้จะเป็นพี่เขยของโจวชิวลู่ ?

     

    ก่อนที่เจิ้งหมิงจะทันได้พูดอะไรออกมาเขาก็เห็นน้องสะใภ้กล่าวทักทายอาจารย์ฟู่เสียก่อน

     

    “ฟู่เยี่ยน! นี่คือพี่เขยของฉันเอง ! วันนี้ฉันคงต้องกลับบ้านก่อนแล้วล่ะ ! ” ในตอนนี้โจวชิวลู่กำลังเข้าใจว่าเจิ้งหมิงมาที่นี่เพื่อรับเธอกลับบ้าน

     

    ทันใดนั้นเองเมื่อฟู่เยี่ยนเห็นร่างของเจิ้งหมิงถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานสีดำเธอก็ได้เปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกะทันหันซึ่งเมื่อครู่นี้เธอได้บอกกับจางเหว่ยว่าเธอจะวาดแค่ยันต์แคล้วคลาดให้เขาเท่านั้นและเพื่อที่เธอจะไม่ต้องเปิดเผยตัวตนออกไป เธอจึงได้ขอให้จางเหว่ยมอบมันให้กับเขาหลังจากที่พวกเขากลับไปแล้ว

     

    ซึ่งเธอเองก็ไม่คิดเลยว่าบนร่างกายพี่เขยของโจวชิวลู่จะเต็มไปด้วยพลังงานสีดำทะมึนแบบนี้!

     

    “สวัสดีค่ะพี่เขยฉันคงต้องให้พี่กลับไปที่บ้านพร้อมกับฉันแล้วล่ะ เราคงต้องคุยกันสักหน่อยรีบไปกันเถอะค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเหว่ยก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยทำไมเธอถึงได้เปลี่ยนใจอย่างกะทันหันแบบนี้ล่ะ ?

     

    ทางด้านเจิ้งหมิงเองก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกันแต่ก็ยังคงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ส่วนโจวชิวลู่นั้นก็รู้สึกสับสนขึ้นมาไม่น้อยเลยแต่ทว่าเจิ้งหมิงรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้เธอรู้ดังนั้นเขาจึงได้บอกให้เธอกลับบ้านไปก่อนซึ่งโจวชิวลู่เองก็เชื่อฟังเขาเป็นอย่างดี และกลับบ้านไปในที่สุด

     

    ฟู่เยี่ยนยังคงรอฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนพร้อมกับอธิบายสถานการณ์เบื้องต้นให้กับเขาฟังไปด้วยจากนั้นทุกคนก็ได้ขึ้นไปบนรถบรรทุกของเจิ้งหมิง เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน

     

    ซึ่งคืนนี้เจิ้งหมิงจะต้องออกเดินทางประมาณ 23.30 น. ดังนั้นยังมีเวลา ทันทีที่กลับมาถึงบ้านฟู่เยี่ยนก็ให้จางเหว่ยออกไปรอที่ลานบ้านก่อนที่เธอจะพาเจิ้งหมิงไปยังห้องหนังสือที่ฟู่ต้าหย่งจัดไว้ให้เธอ

     

    “พี่เจิ้งเชิญนั่งก่อนค่ะ” ฟู่เยี่ยนวางกระเป๋านักเรียนลง จากนั้นเธอก็ล้างมือก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา

     

    “พี่ชื่อเจิ้งหมิงอายุ 23 ปี พี่มีพ่อและแม่อย่างละสองคน ทั้งพ่อแม่ที่ให้กำเนิดและพ่อแม่บุญธรรมพี่มีพี่น้องแท้ ๆ ทั้งหมด 7 และมีลูกพี่ลูกน้อง 3 คน ก่อนอายุ 4 ขวบพี่เป็นคนที่โชคดี ดวงชะตาส่งเสริมผู้อื่น แต่หลังจาก 4 ขวบมาความโชคดีของพี่เหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พี่ต้องประสบเคราะห์ตาย 3 ช่วงอายุคืออายุ 6 ขวบ อายุ 13 ปี และอายุ 23 ปีถ้าพี่สามารถผ่านพ้นเคราะห์ร้ายนี้ไปได้ครบทั้ง 3 ครั้ง พี่จะมีอายุยืนยาวถึง 89ปี พร้อมกับครอบครัวที่เต็มไปด้วยลูกหลาน”

     

    “ซึ่งตอนนี้หนูเห็นพลังงานสีดำทะมึนกำลังก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคิดว่าภัยพิบัติครั้งนี้ยากที่พี่จะผ่านมันไปได้แล้วล่ะคะ หากไม่รีบแก้ไขก่อน23.30 น. ของคืนนี้ พี่จะต้องตายอย่างแน่นอน ! ”

     

    ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าด้วยอายุของเธอนั้นยากที่จะทำให้ผู้คนเชื่อดังนั้นเธอจึงได้พูดถึงเรื่องที่เจิ้งหมิงเคยประสบพบเจอออกไปตามตรง

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหงื่อของเจิ้งหมิงก็ผุดขึ้นเต็มใบหน้าที่เธอรู้เรื่องราวมากมายของครอบครัวเขาก็อาจเป็นเพราะเธอคือเพื่อนสนิทของน้องสาวภรรยาเขาแต่เรื่องที่เขาเกือบตายเมื่อตอนอายุ 6 ขวบและตอนอายุ 13 ปีนั้นไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยสักคน

     

    “อาจารย์ได้โปรดช่วยฉันด้วยเถอะ ฉันยังมีภรรยาและลูกให้ต้องดูแลตอนนี้ลูกของฉันเพิ่งจะอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้นเอง ฉัน……” ก่อนที่เจิ้งหมิงจะพูดจบฟู่เยี่ยนก็ได้ขัดจังหวะเขาเสียก่อน

     

    “ตอนแรกหนูไม่ได้ตั้งใจจะออกหน้าเองแต่เพราะพี่เป็นพี่เขยของชิวลู่ และการที่พี่มาหาฉันในวันนี้ก็เพราะมีเหตุผลดังนั้นฉันจึงอยากช่วยพี่ให้พ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้”

     

    “ต้องขอบคุณอาจารย์มากขอบคุณมากจริง ๆ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจิ้งหมิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อย

     

    “แต่ฉันมีเงื่อนไขบางอย่างสำหรับเรื่องนี้ด้วย”ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังเจิ้งหมิง

     

    “อาจารย์อย่าได้กังวลไปเลย แม้ว่าจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปก็ตามฉันจะต้องตอบแทนความเมตตาของอาจารย์ครั้งนี้อย่างถึงที่สุดแน่นอนอาจารย์จะเรียกเงินเท่าไหร่ก็บอกมาเถอะ” ด้วยหน้าที่การงานของเจิ้งหมิงเขาจึงไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินมากนัก ทั้งเขายังรับส่งของเพิ่มอีกด้วยจึงทำให้เขาพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างดังนั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่ากังวลสำหรับเขา

     

    “พี่หมิงพี่เข้าใจผิดแล้ว จริงอยู่ที่ใครต่างก็อยากได้เงินกันทั้งนั้นแต่เงื่อนไขของฉันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย เงื่อนไขของฉันมีอยู่ว่าไม่ว่าใครจะถามเรื่องนี้กับพี่ก็ตาม แม้แต่คนที่สนิทที่สุดของพี่พี่ต้องห้ามเปิดเผยตัวตนของฉันอย่างเด็ดขาด หลังจากวันนี้เป็นต้นไปให้พี่แกล้งทำเป็นไม่เคยมาที่นี่ และไม่เคยคุยกับฉันมาก่อนก็พอ”

     

    ฟู่เยี่ยนยังคงกังวลว่าเธอจะตกเป็นเป้าของคนจากคณะปฏิวัติดังนั้นเธอจึงได้บอกเงื่อนไขนี้กับเขาไป

     

    “เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้วแต่วันนี้ตอนที่ฉันมาพบอาจารย์ น้องสาวภรรยาของฉันก็อยู่ที่นั่นด้วยไม่ใช่เหรอ…? ”

     

    “เรื่องชิวลู่พี่ไม่ต้องเป็นกังวลไป ฉันจะจัดการเองขอแค่พี่อย่าพูดเรื่องนี้ออกไปจากปากของพี่เองก็พอ”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจิ้งหมิงก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง หลังจากที่คุยกันอยู่ครู่หนึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้มีท่าทีที่สงบลงอีกครั้งและเธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทำนายดวงชะตาของเขาแล้วแต่เธอใช้เนตรสวรรค์มองดวงชะตาของเขาแทนซึ่งตอนนี้พลังแห่งความตายในร่างกายของเจิ้งหมิงนั้นแทบจะกลืนกินเขาไปหมดแล้ว

     

    ทันใดนั้นเองเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะที่กำลังมองไปยังร่างของเขาอยู่นั้นเธอก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ฟู่เยี่ยจึงได้หลับตาลงพร้อมกับใช้พลังจิตที่เธอฝึกฝนมาในก่อนหน้านี้มองมันอีกครั้ง

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน