กนกพรมองไตรภพด้วยแววตาคาดหวังเนื้อหาของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความสลับซับซ้อนและความยืดยาว ชายหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถทำความเข้าใจได้ในระยะเวลาสั้นๆ
“เย็นนี้นายว่างไหมฉันอยากไปซื้อของที่ห้าง”
“ก็พอว่างอยู่ครับ”
ไตรภพมองกนกพรอย่างแปลกใจอยู่ดี ๆ อาจารย์สาวกลับชวนเขาไปห้าง แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรเธอมากนักเดินตามเธอไปจนถึงลานจอดรถ
“ขึ้นมาสิ”
ไตรภพเปิดประตูรถมินิคูเปอร์คันสีขาวของกนกพรนั่งลงบนเบะข้าง ๆ รถคันนี้ราคาไม่น่าจะต่ำกว่าสองล้านบาท อาจารย์ของเขาเพิ่งบรรจุใหม่ไม่นานเงินเดือนคงสองหมื่นกลาง ๆ ไม่น่าจะสามารถออกรถนี้ได้ หากฐานะที่บ้านไม่ได้ร่ำรวย
“มองอะไรยะ”
กนกพรขับรถเหลือบตามองลูกศิษย์ข้าง ๆ สายตาของชายหนุ่มมองเธอสลับกับรถเป็นระยะไตรภพยิ้มมุมปาก มองไปที่ใบหน้าอาจารย์สาว
“เปล่าครับแค่คิดว่าใบหน้าอาจารย์น่ารักดี”
“เด็กบ้า”
กนกพรหันมาว่าไตรภพก่อนที่จะขับรถไปไม่สนใจชายหนุ่มอีก ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้ากนกพรพาไตรภพเข้าไปใน I Studio
“อาจารย์จะซื้อโทรศัพท์ใหม่หรอครับ?”
“เปล่าคอมฉันเสียหนะสิ เลยจะมาดูคอมใหม่”
กนกพรเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าIMac หน้าจอ 27 นิ้ว มีป้ายราคาติดอยู่ที่ 85,990 บาท ไตรภพจึงเดินตามอาจารย์สาวไป
“โหแพงมากเลยนะครับ เกือบแสนหนะ”
“ก็จอมัน 5K แถมเป็น Retina อีกก็ต้องแพงเป็นธรรมดา พนักงานคะ”
กนกพรชูมือเรียกพนักงานขายทันใดนั้นเอง พนักงานสาวคนหนึ่งใส่เสื้อสีดำของ IStudio ได้เดินเข้ามาที่กนกพร
“อ่าวคุณนั่นเอง”
พนักงานสาวทักทายไตรภพเธอจำได้ดีว่าครั้งก่อน ไตรภพและกานติมาเหมา IPad ไปสิบกว่าเครื่องทำให้เดือนนั้นยอดขายของเธอทะลุเป้า
“รู้จักกันด้วยหรอ?”
“ใช่ค่ะครั้งที่แล้วคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงมาเหมา IPad ไป 11 เครื่อง”
“11 เครื่อง นายซื้อไปทำอะไรมากมาย”
กนกพรหันขวับมาทางไตรภพชายหนุ่มทำหน้าตาเหลอหลา เกาหัวแกรก ๆ ไปมา หันไปมองพนักงานอย่างจนปัญญา
“พอดีบ้านผมทำร้านอาหารเลยซื้อไว้ให้ลูกค้าสั่งอาหารที่โต๊ะครับ”
“ร้านอาหาร ?ไม่ใช่ว่าบ้านเธอเปิดขายสมุนไพรพื้นบ้านหรอกหรอ”
กนกพรงุนงงเธอเช็คประวัติของไตรภพมาบ้างแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ล้วนบ่งบอกถึงประวัติการศึกษาเกรดเฉลี่ย รวมถึงอาชีพของครอบครัว
“ตอนนี้มาเปิดร้านอาหารแล้วครับ”
“ไม่เห็นบอกฉันเลย”
ไตรภพเกาหัวซ้ำสองคิดสงสัยว่าทำไมต้องบอกด้วย กนกพรดูเหมือนจะไม่พอใจชายหนุ่ม เลือกซื้อ IMac จ่ายเงินตรงเคาน์เตอร์ หันหน้ามาหาไตรภพ
“นายเข็นเลยยกขึ้นรถฉันด้วย”
“เอ่อ”
“ไม่ต้องพูดมาก! หึ”
ไตรภพเข็นรถเข็นเดินตามอาจารย์สาวลอบถอนหายใจ อาจารย์เป็นอะไรของหล่อนกัน อยู่ ๆดีก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเข็นมาจนถึงรถของกนกพร ก่อนที่จะยก IMac ไว้ที่เบาะหน้าหลัง
“ไตรภพ”
ไตรภพและกนกพรหันไปมองตามเสียงหวานใส ปรากฏหญิงสาวผมยาว ใส่แว่นตาสีดำ สวมใส่ชุดสีขาวลายลูกไม้กำลังลงจากรถ BMW Z4 สีดำที่แท้เธอคือเขมิกานั่นเอง
“เธอมาทำอะไรที่นี่”
“นายมาได้คนเดียวหรอ? แล้วนี่ใครเนี่ย”
เขมิกาเดินมาหาไตรภพสายตาเหลือบมองกนกพร น้ำเสียงของเธอเอ่ยถามชายหนุ่มเหมือนจะไม่พอใจเล็กน้อย
“นี่อาจารย์กนกพรอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเอง ส่วนเธอ ชื่อ เขมิกาครับ เป็น”
“เป็นว่าที่ภรรยาไตรภพค่ะ”
เขมิกาเอ่ยตอบเสร็จสรรพถือวิสาสะเข้ามาคล้องแขนไตรภพ กนกพรหน้าเริ่มขึ้นสีแดง ไตรภพรีบสะบัดมือเธอออก
“เล่นอะไรของเธอ”
“ฮ่า ๆไม่แกล้งก็ได้ ไว้เจอกันวันอาทิตย์นะคะ”
เขมิกาเมื่อเห็นสีหน้าป่วยการของชายหนุ่มจึงขำคิก ๆ ก่อนที่ไปที่รถ BMW Z4ของเธอ ขับออกไปจากลานจอดรถทันที
“เธอเป็นใครกัน”
ขณะที่ขับรถกลับมาที่มหาวิทยาลัยบรรยากาศในรถเป็นไปด้วยความอึมครึม ไตรภพก็ไม่เข้าใจว่ากนกพรเป็นอะไรกัน
“ลงไปได้แล้วงดการเรียนพิเศษช่วงเย็นไปก่อน ฉันไม่มีอารมณ์สอน”
กนกพรไล่ไตรภพลงจากรถชายหนุ่มลงจากรถงง ๆ รถมินิคูปเปอร์แล่นออกไปด้วยความรวดเร็วไม่มีคำร่ำลาอะไรสักคำ
“อะไรของเขา”
ไตรภพกลับหอพักซึ่งวัศพลและทัดดนัยต่างซักถามเหตุการณ์ด้วยความเป็นห่วง ไตรภพจึงบอกปัดไปไม่อยากจะให้ทั้งสองคนคิดมาก การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความเรียบง่ายในตอนเย็นไตรภพเชื่อฟังคำพูดของกนกพร จึงไม่ได้ไปเรียนหลังเลิกเรียนเช่นเคย
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงวันศุกร์ไตรภพเก็บของกลับบ้าน เขารู้สึกเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตที่มหาวิทยาลัยบ้างแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านบรรยากาศที่ร้านยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม แต่ไม่มีลูกค้ามาเข้าคิวรอแล้วผู้คนรับประทานอาหารอย่างมีความสุข พนักงานในร้านต่างบริการด้วยความแข็งขันเมื่อเห็นไตรภพ พวกเขาก็โค้งคำนับให้กับชายหนุ่ม
“บอสครับ”
“อืม ไม่เลว”
พนักงานที่โค้งคำนับให้กับไตรภพรู้ดีว่าบอสของตนหมายความว่าอย่างไรตอนนี้เขาสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกายระดับที่สองได้แล้ว จากการกินยาที่ไตรภพให้
“แม่ฉันหละ”
“คุณนายอยู่ในครัวครับ”
ไตรภพเดินเข้าไปในร้านเห็นกานติมากำลังยุ่งกับการเก็บเงินลูกค้าอยู่ จึงส่งสายตาทักทาย ไม่อยากกวนเธอเปิดประตูเข้าไปในครัว
“แม่ครับผมกลับมาแล้ว”
“พี่ชายยยยย”
มะลิวางตะหลิวลงวิ่งมากอดไตรภพทั้งที่ใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ ชายหนุ่มอุ้มมะลิขึ้นหอมแก้มซ้ายขวาด้วยความคิดถึง
“กินอะไรมารึยังลูก”
“ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ครับแม่”
“ลูกไปช่วยหนูกานหน่อยนะทำงานตั้งแต่ร้านเปิดจนตอนนี้ข้าวปลายังไม่ได้กินเลย”
ช่อผกาพูดด้วยความเป็นห่วงเมื่อนึกถึงความขยันขันแข็งของกานติมา ธุรกิจร้านอาหารของเธอเป็นไปด้วยดีมาก ๆลูกค้าเริ่มจะติดใจจนกลายเป็นลูกค้าประจำรายได้ในวันเสาร์อาทิตย์เฉลี่ยแล้วแตะถึงวันละห้าหมื่นบาทเลยทีเดียวเพราะลูกค้ามักจะมารับประทานกันเป็นครอบครัว
“เป็นยังไงบ้างเหนื่อยไหม”
ไตรภพเอ่ยถามกานติมาที่กำลังกินน้ำอยู่หลังเคาน์เตอร์ กานติมาหันมามองชายหนุ่ม ถอนหายใจด้วยความหนักใจ
“เฮ้อนายเป็นเจ้าของร้านประสาอะไร ไม่เคยมาช่วยเลย ฉันเนี่ยทำงานงก ๆ ทุกวัน”
“เดี๋ยวก่อนร้านของแม่ฉัน ไม่ใช่ร้านฉัน”
“เหมือนกันนั่นแหละ”
กานติมาบ่นอุบอิบไตรภพหัวเราะอย่างชอบใจ พวกเขาช่วยกันรับลูกค้า รวมถึงคิดเงิน จนกระทั่งปิดร้านลง ทั้งหมดจึงขึ้นไปพักผ่อนบริเวณชั้นสอง
“ผมว่าแม่ต้องหยุดเพิ่มบ้างนะครับหยุดแค่วันจันทร์อย่างเดียวมันน้อยเกินไป”
ไตรภพเสนอแนวความคิดนี้ขึ้นมาแค่เขาช่วยกานติมาทำร้านอาหารไม่กี่ชั่วโมง ยังเหนื่อยขนาดนี้แล้วพวกเขาที่ทำหกวันต่อสัปดาห์หละจะขนาดไหน
“แม่ว่าก็ดีเหมือนกันนะหนูกานว่ายังไงลูก”
“แล้วแต่คุณป้าเลยค่ะ”
กานติมาไม่อยากจะเสนอความคิดอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ชีวิตของเธอค่อนข้างที่จะลงตัวแล้ว เงินเดือนก็เก็บเต็ม ๆทั้งยังมีโอกาสได้ดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวด้วยคุณภาพชีวิตที่เรียกได้ว่าดีมาก ๆอีกต่างหาก
สุดท้ายแล้วก็ได้มติเอกฉันท์หยุดร้านในวันจันทร์อังคารโดยเปิดร้านเพียงแค่วันพุธถึงวันอาทิตย์เท่านั้น กานติมาได้แจ้งลูกค้าในเพจ facebook รวมถึง Line @ ถึงการเปลี่ยนแปลงเวลาเปิดปิดร้านใหม่
“แม่ครับเสาร์อาทิตย์นี้ผมว่าจะไม่อยู่นะครับ”
“ไปไหนอีกแล้วลูกนี่ไม่กลับบ้านมาห้าวัน มานอนคืนเดียว ยังจะไปไหนอีก”
ช่อผกาถอนหายใจบ่นลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนลูกชายของเธอจะอยู่ติดบ้านมากตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ก็หาเรื่องออกจากบ้านได้ทุกวี่วัน
“พอดีต้องไปทำรายงานที่จังหวัดเชียงใหม่หนะครับเพื่อน ๆ นัดกันไป เลยต้องไปนอนค้าง”
“งั้นก็ระวังตัวด้วยนะลูกเงินพอใช้ไหม เดี๋ยวแม่โอนให้สองหมื่นนะ”
ช่อผกาโอนเงินให้กับไตรภพชายหนุ่มยิ้มอย่างโอนโยน แต่ไหนแต่ไรแม่ของเขามักจะเป็นห่วงเป็นใยเขาเสมอไม่เคยปล่อยให้เขาต้องลำบากแม้สักครั้ง
บรรยากาศในบ้านเป็นไปด้วยความผ่อนคลายไตรภพช่วยกานติมาสอนหนังสือมะลิ ดูเหมือนหัวของมะลิจะดีมากตอนนี้เธอสามารถอ่านออกเขียนได้ ทั้งยังบวกลบคูณหารได้อย่างคล่องแคล่วสร้างความปลื้มใจให้กับทุกคนในบ้านมาก
ในช่วงดึกไตรภพได้โทรหาจักรภพเพื่อสั่งการเกี่ยวกับพวกของเพชรคีรี ให้เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกคนในภัตตาคารจักรพรรดิโดยมอบหมายให้ทั้งสี่คนเป็นผู้ฝึกเบื้องต้นก่อน
ในวันรุ่งขึ้นไตรภพไปกว้านซื้อสมุนไพรมาเพื่อทำยาทลายชีพจรเพราะยาที่มีเริ่มจะร่อยหลอลงมากแล้ว สมาชิกของแก๊งเชิ้ตดำ(เดิม)มีมากกว่าห้าร้อยคน ยาที่มีอยู่จึงไม่เพียงพอ
“หลังจากเราบ่มเพาะแล้วความบริสุทธิ์ของตัวยาก็มากขึ้นตา อย่างว่า ยาทลายชีพจรเป็นเพียงยาระดับต่ำเท่านั้นไม่อาจจะนับเป็นอะไรได้”
ไตรภพมองเม็ดยาในโถสองโถที่ปรุงขึ้นมาใหม่จำนวนห้าร้อยเม็ด ในโลกแห่งการบ่มเพาะนั้นจะแบ่งเม็ดยาออกเป็นสามระดับดังต่อไปนี้
ระดับต่ำ
ระดับกลาง
ระดับสูง
ระดับจักรพรรดิ
ระดับเทพ
ซึ่งในโลกมนุษย์นี้สามารถปรุงยาได้สูงที่สุดคือในระดับสูงเท่านั้นเนื่องจากต้องอาศัยพลังลมปราณในการปรุงโอสถ จึงเป็นข้อจำกัดที่ไม่อาจจะก้าวข้ามได้