ยามซื่อ(09.00-10.59น.) ตรงตามเวลานัดหมาย บ่าวทั้งสาม ลุงอวี้ ป้าหม่าและเอ้อซาน มารวมตัวกันอยู่เรือนเพาะชำ เค่อต่อมาเว่ยซือหงก็เดินนำบ่าวชายเข้ามา
“นี่อันใดหรือขอรับคุณหนู”ลุงอวี้บ่าวชายวัยกลางคนถามเมื่อเห็นกระบะไม้สี่เหลี่ยม
“กระบะไม้เพาะเมล็ดเ้าค่ะ”
เบื้องหน้าเว่ยซือหงคือกระบะไม้ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในมีไม้ขั้นเป็ช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อีกราว 200 ช่อง กระบะไม้มีขนาดความกว้าง1 ฉื่อ(30ซม.) ยาว 2 ฉื่อ(60ซม.) ภายในก้นลึก 2 ชุ่น(2นิ้ว)รวมถึงฐานสำหรับวางกระบะไม้ที่ความสูง 1 ฉื่อ(30ซม.)
นี่คือกระบะไม้สำหรับเพาะเมล็ดที่เว่ยซือหงขอให้ช่างไม้ฝีมือดีประจำจวนทำขึ้นมาจากเมื่อวานที่ไปสอบถามท่านปู่ท่านย่าเื่ถาดเพาะเมล็ดแล้วปรากฏว่าไม่มีในตอนแรกนางคิดจะปั้นดินเป็ก้อนกลมเล็ก ๆ เยอะ ๆ ใช้สำหรับเพาะเมล็ดเป็การแก้ขัดทว่าหลังจากตรองดูอีกครั้ง นางรู้สึกว่าอัตราการงอกน่าจะน้อย
เนื่องจากนางไม่มีขุยมะพร้าวการปั้นดินเป็ก้อนจะทำให้ดินแข็งและแน่น สุดท้ายก่อนเวลาอาหารเย็นนางจึงไปสั่งการช่างไม้ทำกระบะเพาะเมล็ดขึ้นมา อธิบายอยู่นานกว่าจะเข้าใจแต่ผลที่ได้นับว่าเป็ที่น่าพอใจทีเดียว
กระบะไม้เพาะเมล็ดมีต้นแบบมาจากถาดเพาะเมล็ดในความทรงจำเพราะเล็งเห็นความสะดวกสบายของการย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูกเช้านี้นางจึงขอให้ท่านย่าหลินซือเหยาลงอักขระระดับต่ำ อย่างอักขระไร้น้ำหนักและอักขระความยืดหยุ่นลงกระบะเพาะเมล็ดของนางด้วย
จากการทดลองพบว่านางสามารถย้ายกล้าพร้อมดินจากกระบะเพาะเมล็ดตามขนาดหลุมลงแปลงปลูกได้เลยไม่ต้องห่วงเื่การเอาต้นกล้าออกจากกระบะไม่ได้ หมดกังวลเื่การทำร้ายต้นกล้าระหว่างดึงออกจากดินแล้ว!
“คุณหนูแล้วรูเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางใต้ช่องไว้ใส่ดินคืออะไรหรือเ้าคะ” ป้าหม่าถาม
“รูระบายน้ำเวลาเรารดน้ำ น้ำจะได้ไม่ขังท่วมเมล็ดอย่างไรเล่า”
“แล้วทำไมเราต้องเพาะเมล็ดใส่กระบะเพาะเมล็ดด้วยเล่าขอรับคุณหนูเหตุใดไม่หว่านเมล็ดลงแปลงที่เราทำไว้เลย”
“เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะงอกหรือไม่การที่เราเพาะเมล็ดในกระบะจะทำให้เราเห็นอัตราการเกิดและการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ได้ง่ายทำงานหลายขั้นตอนหน่อยแต่รับรองว่าคุ้ม เอาไว้ถ้าเมล็ดพันธุ์ที่เราเพาะในกระบะเกิดภายหลังเราจะหว่านเมล็ดลงแปลงก็ไม่ใช่เื่ยากแล้ว”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
แปะแปะ
เด็กน้อยปรบมือก่อนพูดว่า“เอาดินที่เราคลุกเคล้าผสมกันเมื่อวานใส่ลงในกระบะเพาะเมล็ดเลยเ้าค่ะ จากนั้นเราจะหยอดเมล็ดกันช่องละเมล็ดนะเ้าคะ แยกเป็ประเภทไว้ด้วยจะได้ไม่สับสน”
บ่าวรับใช้รับคำและแยกกันทำงานทันทีโดยรับผิดชอบการลงเมล็ดคนละชนิด ระหว่างนี้กระบะไม้ที่เว่ยซือหงสั่งทำเพิ่มและผ่านการลงอักขระระดับต่ำโดยหลินซือเหยาแล้วเริ่มทยอยนำมาส่ง
เมื่อมีกระบะเพาะเมล็ดมากขึ้นเว่ยซือหงจึงเรียกบ่าวมาช่วยงานเพิ่มอีก หลิงอิงหลิงจูก็ช่วยเพาะเมล็ดเช่นกัน สรุปการเพาะเมล็ดวันนี้มีทั้งสิ้น10 กระบะ ประกอบไปด้วย ผักกาดขาว 3 กระบะ มะเขือเทศ 2 กระบะ แตงกวา 2 กระบะ และพริก 3 กระบะ
“เ้าฝักบัวรดน้ำที่คุณหนูคิดขึ้นมาใช้งานง่ายและสะดวกมากเลยขอรับเวลารดน้ำ น้ำไม่กระเเทกหน้าดินจนเกินไป ดียิ่งนักขอรับ” ลุงอวี้เอ่ยชื่นชมคุณหนูน้อยประจำจวนเขารู้สึกชื่นชอบเ้าฝักบัวรดน้ำนี่จริง ๆ ไม่รู้หัวน้อย ๆ นั่นคิดออกมาได้อย่างไร
ไม่เพียงลุงอวี้เท่านั้นที่รู้สึกชื่นชมเว่ยซือหงแต่เป็บ่าวทั้งหมดที่ถูกเ้าตัวน้อยเรียกใช้งานยังอดทึ่งไม่ได้ นางมีอายุเพียง 7ขวบปี แต่กลับคิดประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ไหนจะความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกที่นางสอนพวกเขาอีกคุณหนูตัวน้อยทั้งฉลาดมากความสามารถ สมแล้วที่เป็เ้านายของพวกเขา อัจฉริยะ ๆ
เว่ยซือหงยิ้มกว้างที่มีคนเห็นค่าฝักบัวของนางนางอุตส่าห์วาดตามแบบที่เห็นในความทรงจำเลยนะ หากใช้ไม่ดีนับว่าขายหน้าแล้ว
“คุณหนูเ้าคะแล้วผักอย่างอื่นเราไม่นำเมล็ดมาเพาะหรือเ้าคะ” ป้าหม่าเอ่ยถามการเพาะเมล็ดถือเป็วิธีการแบบใหม่ พวกนางได้มีโอกาสทดลองลงมือทำคนแรกจึงอดที่จะติดใจไม่ได้
“ยังเ้าค่ะผักบุ้งโตเร็ว เราจะปลูกพวกมันหลังขึ้นแปลงผักเรียบร้อยแล้ว หัวไชเท้าและแครอทก็เช่นเดียวกันส่วนข้าวโพดมีเมล็ดพันธุ์ที่ใหญ่ เราจะปลูกพวกมันโดยการขุดหลุมบริเวณใกล้ ๆกำแพงด้านหลังตรงนั้น” เ้าตัวน้อยชี้มือไปยังกำแพงจวนด้านหลังเรือนของนาง
เว่ยซือหงวางแผนไว้ว่าพืชอายุสั้นนางจะปลูกติดหลังเรือนส่วนพืชอายุยาวจะปลูกบริเวณใกล้กำแพงจวนเสียหน่อยไม่เช่นนั้นพื้นที่ในการเพาะปลูกจะแออัดเกินไป ดีที่บริเวณหลังเรือนมีพื้นที่ว่างหลายหมู่หลังแบ่งพื้นที่ปลูกผักต่าง ๆ แล้ว นางยังมีพื้นที่เหลือพอจะปลูกพืชผักชนิดอื่น ๆที่พบเจอหลังจากนี้ได้อีกด้วย
คิดแล้วก็สลดใจทั้งที่โลกลมปราณมีคนแข็งแกร่ง ความสามารถมากมาย แต่ความหลากหลายทางด้านอาหารและพืชพรรณกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเทียบกับภาพความทรงจำแปลก ๆ ที่สอดแทรกเข้ามาในห้วงจิตหรือความฝันช่างต่างกันลิบลับ พืชพรรณมากมาย อาหารหลากสีสันละลานตาชวนลิ้มลอง รสชาติที่คาดว่าอร่อยเทียบกันไม่ติดจริง ๆ...
คงเป็เพราะคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะลิ้มลองของที่ไม่รู้จักอันเป็ความเชื่อที่หยั่งรากลึกมาจากในอดีตมีคนผู้หนึ่งเสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษที่มีสีเข้มสด ั้แ่นั้นมาผู้คนจึงเหมารวมว่าพืชผักผลไม้ทุกชนิดที่มีสีเข้มสดเป็พิษ
เฮ้อ! ช่วยไม่ได้ละนะ คนเราย่อมหวาดกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักอยู่แล้ว
มีแต่ต้องไปสำรวจดูด้วยตนเอง...
ใช่แล้ว! เว่ยซือหง้าไปสำรวจป่าเพื่อดูว่ามีพืชผักที่กินได้หรือไม่ แต่นางเชื่อว่าต้องมีแน่ด้วยความทรงจำที่ชอบสอดแทรกเข้ามาในห้วงจิต และความสามารถของดวงเนตร์นางไม่เชื่อว่าจะหาไม่เจอ แต่ก่อนอื่นต้องขออนุญาตครอบครัวเสียก่อนไม่เช่นนั้นก็อย่าฝันว่าจะได้ไปสำรวจป่าเลย
“เอาละๆ วันนี้พอแค่นี้ จากนี้ไปก็ให้มารดน้ำทุกวันเช้าเย็นนะเ้าคะและอย่าลืมไปปรับพื้นที่ที่อาหงบอกด้วยเล่าต้องไม่ลืมเอามูลวัวที่แห้งแล้วไปโรยเด็ดขาดนะเ้าคะ”
“ทราบแล้วขอรับ/เ้าค่ะคุณหนู”
เว่ยซือหงจากมาหลังย้ำและกำชับบ่าวรับใช้จนพอใจแล้วเ้าตัวน้อยกำลังคิดว่าจะใช้วิธีใดท่านพ่อท่านแม่ และท่านปู่ท่านย่าจึงจะอนุญาตให้นางไปสำรวจป่า
เฮ้อ! ความหวังของนางดูริบหรี่ชอบกล?
เอาเถอะชีวิตต้องสู้ เช่นไรนางก็ต้องไปสำรวจป่าให้ได้!
ความมั่นใจและความปรารถนาอันแรงกล้าในการสำรวจป่าตกเย็นหลังมื้ออาหาร นางก็แจ้งจุดประสงค์กับความครัวทันที
“ว่าอย่างไรนะ! เ้าจะไปสำรวจป่า?” หกเสียงต่างวัยพูดขึ้นพร้อมกันก่อนบิดาจะพูดเป็คนแรก
“หงเอ๋อร์พ่อว่าความคิดนี้ของลูกไม่ดีกระมัง”
“ดีเ้าค่ะท่านพ่ออาหง้าไปสำรวจป่า อาหงคิดว่าต้องหาของกินได้แน่!”เ้าตัวพูดเสียงดังฟังชัดแววตามั่นคงเจือความดื้อรั้นจนเว่ยซือซานอดถอนหายใจไม่ได้
“หงเอ๋อร์ในป่ามันอันตรายนะลูก ย่าว่าทำอย่างอื่นดีหรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะท่านย่าอาหง้าสำรวจป่า”
“หงเอ๋อร์ชาวบ้านขึ้นเขาหาของป่ากันเป็ประจำยังหาของกินไม่ได้เลยแล้วหลานที่ไม่เคยเข้าป่าจะหาของกินได้อย่างไร” เว่ยซือหลิวพูดขึ้นบ้าง ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่ปล่อยหลานตัวน้อยเข้าป่าขึ้นเขาแน่
“ท่านปู่ใช่ว่าชาวบ้านหาไม่เจอแล้วอาหงจะหาไม่เจอด้วยเสียหน่อยเ้าค่ะ”
“ไม่ได้! แม่ไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด ลูกเพิ่งอายุเจ็ดขวบจะเข้าป่าได้อย่างไร”
“ทำไมจะไม่ได้เ้าคะท่านแม่ทีลูกชาวบ้านธรรมดายังขึ้นเขาหาของป่ากันั้แ่หกขวบเลย น้อยกว่าอาหงตั้งหนึ่งปีนี่ยังไม่นับคนจนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอีกนะเ้าคะ”
หลิวลี่หงหลินซือเหยา เว่ยซือซานและเว่ยซือหลิวจนด้วยคำตอบ ไม่รู้จะหาเหตุผลใดไปแย้งในเมื่อบุตรสาว/หลานสาวพูดถูกทุกอย่าง!
“น้องเล็กเหตุใดจู่ๆ ถึงอยากเข้าป่าเล่า” เว่ยซือหลางที่นิ่งฟังอยู่นานถามบ้าง ในขณะที่เว่ยซือเหลียงถอนหายใจหนักๆ
“เพราะอาหงอยากกินผักอาหงอยากไปดูว่าในป่าหรือูเามันมีของกินไม่ได้จริงหรือไม่ความจริงอาหงอยากไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะรู้ว่าทุกคนเป็ห่วงอาหงจึงคิดว่าไว้รอพลังปราณของอาหงตื่นขึ้นมาก่อนค่อยไปก็ยังไม่สายเดิมทีคิดว่าต้องรอนานกว่านี้ แต่์คงเห็นใจ อาหงจึงไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เพราะตอนนี้พลังปราณของอาหงตื่นขึ้นแล้ว”
“จะไปให้ได้ใช่หรือไม่”เว่ยซือเหลียงถามบ้าง
“เ้าค่ะ”เ้าเด็กน้อยขาวอวบรับคำเสียงหนัก สายตาที่กวาดมองสมาชิกในครอบครัวซื่อตรงชัดเจนยิ่งนักว่าอย่างไรนางก็จะไปให้ได้
เว่ยซือซานได้รับสายตาจากทุกคนให้เป็ตัวแทนพูดรู้สึกจนใจอยู่บ้างแต่สุดท้ายก็กล่าวออกไป“หากอาหงอยากกินผัก พ่อขึ้นเขาเข้าป่าไปหามาให้ลูกดีหรือไม่”
เว่ยซือหงส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ “ไม่เ้าค่ะ บอกตามตรงในความคิดของลูก ต่อให้ท่านพ่อพาคนเข้าป่าหาพืชผักทุกวันอาหงก็คงไม่ได้ของกินนอกจากเนื้อสัตว์หรอกเ้าค่ะ”
เว่ยซือซานเจ็บแปลบจากคำพูดบุตรสาวแต่ปฏิเสธไม่ได้เพราะความจริงเป็เช่นนั้น เว่ยซือหงไม่อยากให้ทุกคนห้ามนางเด็กน้อยจึงตัดสินใจเปิดเผยความลับบางอย่าง
“ทุกคนเ้าคะที่อาหงอยากไปด้วยตนเองเพราะอาหงมีความลับบางอย่าง”
“ความลับอะไร?”ทั้งหกถามขึ้นพร้อมกันสายตาจับจ้องร่างเล็กไม่กะพริบ
“ความจริงอาหงมีความสามารถพิเศษบางอย่างเกี่ยวกับดวงตาั้แ่เกิดอาหงก็มีความสามารถนี้อยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวทุกคนจะมองอาหงด้วยสายตาแปลกๆ”
สมาชิกในครอบครัวรับฟังเ้าตัวน้อยด้วยความตั้งใจพ่อบ้านอวิ๋นที่ยืนอยู่หน้าประตูรีบเตรียมยาหอมมาถือไว้ในมือเขารับรู้ความน่าตื่นตะลึงของคุณหนูน้อยได้ลาง ๆ และคิดว่าต้องมีใครสักคนในบรรดาเ้านายเป็ลมแน่ดังนั้นจึงเตรียมไว้ก่อน
“อาหงมีดวงตาพิเศษเรียกว่าดวงเนตร์เ้าค่ะ”
“เนตร์!!!” หกคนประสานเสียงออกมาพร้อมกัน เ้ามองข้า ข้ามองเ้า ก็ไม่เข้าใจว่าดวงเนตร์คือสิ่งใดเพราะเป็ชื่อที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เ้าค่ะดวงเนตร์มีความสามารถในการมองเห็นเหนือล้ำ ไม่ว่าจะเป็พืชผักหรือสิ่งของ ต่อให้ไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นเเค่อาหง้ารู้ อาหงจะเห็นข้อมูลทุกอย่างทันที นี่คือเหตุผลที่อาหง้าไปสำรวจด้วยตัวเองเ้าค่ะ”
!!!
สมาชิกตระกูลเว่ยนิ่งค้างตื่นตะลึงไปแล้วตอนนี้พ่อบ้านอวิ๋นก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่เขามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เลยดึงสติของตัวเองกลับมาได้ไวยาหอมที่ถือไว้ถูกนำมาใช้งานอีกครั้ง
หลินซือเหยาและเว่ยซือหลิวดมยาหอมด้วยความหนักอึ้งในใจหลานสาวของพวกเขานางจะเป็ลูกรัก์เกินไปหรือไม่? แค่พลังตื่นก่อนกำหนดมีพลังธาตุถึงห้าธาตุก็มากพอแล้ว ยังให้หลานของนางมีดวงเนตร์ที่สามารถมองเห็นและรับรู้ได้ทุกอย่างอีกหรือ
“ท่านพี่”หลิวลี่หงเรียกสามีสายตาเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว ไม่ได้กลัวที่บุตรสาวของนางมีความสามารถแปลกๆ แต่หวาดกลัวผู้อื่นรู้ความพิเศษนี้เข้าแล้วจะทำร้ายนางต่างหาก
“ไม่เป็ไรฮูหยินเราแค่ต้องเพิ่มองครักษ์เงาและการป้องกันขึ้นอีกเท่าตัว” ปลอบภรรยาคู่ชีวิตด้วยสายตาเลื่อนลอย
“ท่านพ่อขอรับลูกคิดว่าเราควร...” อยากจะเอ่ยข้อเสนอแนะบางอย่างแต่สุดท้ายก็พูดสิ่งใดไม่ออกเว่ยซือเหลียงไม่เคยจนด้วยคำพูดขนาดนี้มาก่อน
“ให้น้องไปเถอะขอรับ”
“อาหลาง!”
“ข้ารู้ว่าทุกคนเป็ห่วงน้องเล็กข้าก็เป็ห่วงน้องเช่นกัน แต่เราไม่ได้ปล่อยน้องไปคนเดียวเสียหน่อยนี่ขอรับ ในเมื่อน้อง้าไปเราก็ควรไปด้วยพาคนของเราไปมากหน่อยก็ได้แล้วขอรับ... อีกอย่างการที่อาหงมีความสามารถพิเศษแบบนี้บางที์อาจ้าให้อาหงช่วยเหลือผู้คนก็ได้นะขอรับ” เว่ยซือหลางเป็คนมองอะไรลึกซึ้งเขารู้สึกว่าที่น้องสาวมีความสามารถเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะการเป็ลูกรัก์ธรรมดาแน่
“เฮ้อเอาเถอะ ที่อาหลางพูดมาก็ถูก เช่นนั้นอาหงต้องรับปากปู่และทุกคนก่อนว่า จะไม่บอกใครเื่ที่มีดวงตาพิเศษ”
“เ้าค่ะอาหงสัญญา เช่นนั้น... ทุกคนให้อาหงไปสำรวจป่าแล้วใช่ไหมเ้าคะ” เว่ยซือหงกลั้นใจถามปากเม้มแน่นสายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างยิ่งยวด
“ใช่”
“เย้...อาหงรักทุกคนที่สุดเ้าค่ะ”