ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 107 : เผชิญหน้าหงเสี้ยวเทียน

    ขณะที่คนอื่นๆยังคงสับสน จู่ๆ หนี่หลงถิงก็ก้าวเข้ามาถามจางหลินว่า “เจ้าหนู เจ้าเป็นผู้ฝึกฝนหลอมกายใช่หรือไม่?”


    “ผู้ฝึกฝนหลอมกาย?” เมื่อได้ยินคำถามของหนี่หลงถิง ดวงตาของใครหลายๆคนก็เป็นประกายขึ้นมา ราวกับว่าพวกเขาได้ไขความกระจ่างในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้


    การฝึกฝนหลอมกาย เป็นการฝึกฝนอีกหนึ่งแขนงที่แยกย่อยออกจากการฝึกฝนลมปราณ โดยปกติแล้วผู้ฝึกฝนหลอมกายจะได้รับลักษณะเฉพาะทางกายภาพที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นความคล่องแคล่ว ความยืดหยุ่น ความเร็วหรือแม้แต่พละกำลังอันดุร้ายที่เปรียบได้ดั่งสัตว์วิญญาณ


    หากสามารถทนทุกข์ทรมานจากกระบวนการหลอมกายได้ ผู้ที่ฝึกฝนจะได้รับความสามารถทางกายภาพที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกฝนปราณแม้จะไม่ได้ฝึกฝนปราณก็ตาม


    โดยปกติแล้วผู้ที่จะฝึกฝนหลอมกายล้วนแล้วแต่ต้องมีร่างกายที่กำยำและบึกบึน อย่างน้อยๆกระดูกและกล้ามเนื้อของเขาต้องใหญ่พอต่อการหล่อหลอมจากความทุกข์ทรมาน จึงจะเข้าสู่เส้นทางของการหลอมกายได้


    หากไม่ได้มีร่างกายที่เหมาะสม การฝึกฝนหลอมกายมีแต่จะทำให้เกิดบาดแผลภายในกับกระดูกและกล้ามเนื้อเท่านั้น ซึ่งอาการบาดเจ็บเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาได้ในระยะเวลาอันสั้น 


    ฉะนั้นจึงมีน้อยคนนักที่จะเลือกเส้นทางการฝึกฝนหลอมกายเพราะมีความเสี่ยงสูงว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ


    ปัญหาก็คือพวกเขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างผอมบางฝึกฝนการหลอมกายมาก่อน เพราะเชื่อว่าร่างกายที่บอบบางนี้จะไม่สามารถทนต่อความทุกข์ทรมานจากการหลอมกายได้


    แต่หยุนเฟยหยางเหมือนจะเป็นกรณีพิเศษ ที่สามารถฝึกฝนการหลอมกายได้โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อร่างกายของเขา


    จางหลินกระพริบตาปริบๆด้วยความสับสน


    [ข้าไปเป็นผู้ฝึกฝนหลอมกายตั้งแต่เมื่อใด?]


    [เมืองหยางโจวอันห่างไกลจะมีทักษะหลอมกายให้ฝึกฝนได้อย่างไร?]


    แท้จริงแล้วจางหลินไม่ใช่ผู้ฝึกฝนหลอมกายอย่างที่พวกเขาคิด แต่ความแข็งแกร่ง และคุณลักษณะทางกายภาพของเขาได้รับการพัฒนาหลังจากดูดซับอักขระโบราณเข้าไป


    นั่นเป็นที่มาของความแข็งแกร่งทางกายภาพที่เหนือกว่าหนี่เหอในทุกด้าน


    แต่จางหลินเลือกที่จะปกปิดข้อเท็จจริงนี้ และตอบกลับอย่างเรียบง่าย “ถูกต้อง ข้าเป็นผู้ฝึกฝนหลอมกาย”


    หนี่เหอที่ได้รับคำตอบนั้นก็พลันส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ดูเหมือนว่าการทดสอบในครั้งนี้จะมีไว้เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ”


    เขาไม่ได้ขุ่นเคืองที่พ่ายแพ้ เพราะหากให้ผู้ฝึกฝนหลอมกายต่อสู้กับผู้ฝึกฝนลมปราณในรูปแบบของการต่อสู้ระยะประชิด ไม่ว่าอย่างไรผู้ฝึกฝนลมปราณก็มิอาจจะเอาชนะผู้ฝึกฝนหลอมกายได้


    “ที่แท้มันก็เป็นผู้ฝึกฝนหลอมกาย…” หงเสี้ยวเทียนที่ได้ยินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


    การที่จางหลินสามารถเอาชนะหนี่เหอในด้านพละกำลังและความคล่องแคล่วได้ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว


    หนี่ซุนฉิงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะประกาศเสียงดัง “หยุนเฟยหยาง เข้าสู่รอบต่อไป”


    ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกระหึ่มด้วยความตื่นเต้น


    “เฟยหยาง!”


    “เฟยหยาง!”


    “เฟยหยาง!”


    “.....”


    ฝูงชนในตระกูลหนี่เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับจางหลินมากยิ่งขึ้นหลังจากที่เขาเอาชนะหนี่เหอลงได้ 


    หยุนเฟยหยางไม่ได้เย่อหยิ่งและยั่วยุหนี่เหอ แต่การต่อสู้ด้วยมือเปล่าเป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุดในฐานะผู้ฝึกฝนหลอมกาย


    หนี่หุนลั่วที่ยืนอยู่ริมระเบียงยิ้มเล็กยิ้มน้อย “ไม่เลว ดูเหมือนซวงซวงจะมีสายตาเฉียบแหลมไม่น้อย”


    จากนั้นหนี่ซุนฉิงก็ก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนจะประกาศว่า “กฎกติกาจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย… การทดสอบที่ข้าตั้งไว้ก่อนหน้านี้มีด้วยกันถึงสี่รอบ เพื่อว่าจะได้แข่งขันและคัดคนออกไปให้เหลือเพียงแค่สองคน แต่เนื่องจากผู้ที่ผ่านการทดสอบที่สองมีเพียงแค่สองคน ฉะนั้นข้าก็จะข้ามไปที่การทดสอบรอบที่สี่ซึ่งเป็นรอบตัดสินในทันที”


    “หงเสี้ยวเทียนและหยุนเฟยหยาง ก้าวออกมาข้างหน้า” หนี่ซุนฉิงประกาศเสียงดัง ทำให้หัวใจของฝูงชนที่มาชมการต่อสู้เต้นแรงด้วยความตั้งตารอ


    มุมปากของหงเสี้ยวเทียนโค้งขึ้น มันเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าสู่ลานประลองพร้อมกับมือขวาที่จับไปที่ด้ามกระบี่


    มันเหลือบตามองจางหลิน พลางกวักมือท้าท้ายและยั่วยุ ด้วยการแสดงออกที่เหยียดหยาม “ไอ้ขยะ! รีบขึ้นมา! ข้าจะให้เจ้าได้รับรู้ว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้เป็นผู้ติดตามของตระกูลหนี่!”


    คำพูดเหยียดหยามของหงเสี้ยวเทียนทำให้คิ้วของหนี่ซวงย่นลงอย่างไม่พอใจ


    จางหลินไม่ได้แสดงอาการอะไร ราวกับว่าเขาไม่ได้วางหงเสี้ยวเทียนไว้ในสายตาตั้งแต่แรก


    เขาก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่ลานประลองอย่างเรียบง่ายภายใต้สายตาที่ตั้งตารอของฝูงชน และมายืนประจันหน้ากับหงเสี้ยวเทียนอย่างสงบนิ่ง


    มุมปากของหงเสี้ยวเทียนโค้งขึ้นอย่างอำมหิต ดวงตาแฝงด้วยความเกลียดชัง 


    มันกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้วิธีการใดที่จะทำให้จางหลินได้รับความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุดที่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้!


    หนี่ซุนฉิงสังเกตเห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรของหงเสี้ยวเทียน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าและประกาศว่า “นี่คือรอบสุดท้าย! รอบการต่อสู้แบบตัวต่อตัว! หากผู้ใดสามารถทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพการต่อสู้หรือออกจากสนามได้ คนผู้นั้นจะถูกรับเลือกให้เป็นผู้ติดตามของคุณหนูน้อยแห่งตระกูลหนี่!”


    เขายกแขนขึ้นสูงและตวัดลงมาพลางตะโกนว่า “การต่อสู้...เริ่มได้!”


    วู้ม!


    สิ้นเสียงประกาศ กระแสปราณพวยพุ่งออกจากร่างของหงเสี้ยวเทียน มันดึงกระบี่ออกจากฝัก พร้อมกับปราณอัคคีที่ลุกโชนราวกับมหาสมุทรเพลิง!


    “ไอ้ขยะ! เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติ!” ใบหน้าของหงเสี้ยวเทียนบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง มันเป็นคนแรกที่กระโจนไปข้างหน้าพร้อมกับเหวี่ยงกระบี่ หมายจะสะบั้นร่างของจางหลินด้วยความโหดเหี้ยม!


    การกระทำของหงเสี้ยวเทียนทำให้ใบหน้าของหนี่ซวงซีดลงในทันที


    เห็นได้ชัดว่าหงเสี้ยวเทียนไม่ได้แค่ต้องการทำให้จางหลินพ่ายแพ้เท่านั้น แต่ยังต้องการทำให้จางหลินตกอยู่ในสภาพที่อัปยศอดสูที่สุดอีกด้วย!


    จางหลินยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน


    หากแต่ดวงตาที่ราบเรียบกลับปรากฏให้เห็นเจตนาฆ่า! ที่แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นสมุทร!


    วู้ม!


    คลื่นจิตสังหารเข้าปกคลุมทั้งลานกว้าง ความเย็นยะเยือกทำให้แรงกดอากาศโดยรอบต่ำลง!


    และยังทำให้ร่างของหงเสี้ยวเทียนที่ใกล้เข้ามา พลันหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน!


    ดวงตาของมันเบิกกว้าง มันมองเห็นว่าร่างของชายตรงหน้าไม่ใช่จางหลินอีกต่อไป!


    จางหลินที่ยืนอย่างสงบกลายเป็นปีศาจร้ายที่สูงเกือบร้อยฟุต เงาสีดำขนาดใหญ่ได้ครอบงำทั้งตระกูลหนี่!


    นั่นคือสิ่งที่หงเสี้ยวเทียนกำลังเห็น!


    และด้วยจิตสังหารในระดับนี้ จิตใต้สำนึกของหงเสี้ยวเทียนจึงสั่งการให้มันต้องหยุดเคลื่อนไหว เพราะหากมันยังก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ชีวิตของมันก็อาจจะไม่ได้เป็นของมันอีกต่อไป!